ดีเอสไอ จ่อรื้อคดีสังหาร 4 นักปกป้องสิทธิฯ ดงมะไฟ หนองบัวลำภู คาด ตร.บิดเบือนพยานหลักฐานจนเอาผิดผู้ก่อเหตุไม่ได้

หนองบัวลำภู, 21 มกราคม 2564 – ดีเอสไอลงพื้นที่เหมืองหินดงมะไฟ หนองบัวลำภู สอบพยานสำคัญ 18 ปาก รื้อคดีลอบสังหาร 4 นักปกป้องสิทธิฯ  พยานเผยข้อมูลและหลักฐานใหม่ในการลอบสังหาร ขณะที่ที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์ฯ คาด ตำรวจ และอัยการ มีส่วนในการบิดเบือนหลักฐานจนทำให้สำนวนอ่อนและเอาผิดผู้ก่อเหตุไม่ได้ เชื่อหากดีเอสไอจริงจังและจริงใจในการรื้อคดีเป็นคดีพิเศษจะสามารถจับคนร้ายได้   ขณะที่ดีเอสไอสอบพยานเสร็จแล้วพบพยานให้ข้อมูลเพิ่มประเด็นลอบสังหารเกี่ยวข้องกับการต่อต้านเหมืองหินในพื้นที่ เตรียมเรียกบุคคลที่เป็นผู้ต้องสงสัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ 4 นักปกป้องสิทธิฯ สอบเพิ่มก่อนสรุปสำนวนพิจารณาเป็นคดีพิเศษ

ระหว่างวันที่ 19 ม.ค. – 20 ม.ค. 64 ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงพื้นที่พบปะกับสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได เพื่อทำการสืบสวนและบันทึกถ้อยคำพยานบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย นายบุญเลิศ ดวงโคตะ นายสนั่น สุขวรรณ นายทองม้วน คำแจ่ม นายสม หอมพรหมมา บริเวณปากทางเข้าเหมืองหินดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู  เตรียมรื้อฟื้นคดีลอบสังหารสมาชิกกลุ่มตามหนังสือมอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 4 ดำเนินการสืบสวนตามมาตรา 23/1 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 เลขสืบสวนที่ 302/2563 ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตามที่กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ได้มีการร้องขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณารับกรณีสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ฯ ถูกลอบสังหารอันอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาไว้ทำการสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษก่อนหน้านั้น ดีเอสไอจึงได้มีการดำเนินการนัดหมายพยานบุคคลที่รู้เห็นในเหตุการณ์หรือทราบข้อมูลการเสียชีวิตของบุคคลทั้ง 4 รายดังกล่าว รวมทั้งบุคคลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนเพื่อให้เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 

ซึ่งกลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้นำพยานบุคคลจำนวน 18 ราย มาให้ปากคำต่อดีเอสไอ  ทั้งนี้กลุ่มอนุรักษ์เชื่อว่าคดีนี้เข้าข่ายในการถูกยกระดับให้เป็นคดีพิเศษเพราะเป็นคดีที่มีความเสียหายร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประชาชน เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่มีอิทธิพลและมีความขัดแย้ง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการต่อต้านการสร้างโรงโม่หินและเหมืองหินของประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนและผลกระทบมายาวนานในตำบลดงมะไฟ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2563 กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได โดยนางสอน คำแจ่ม ได้เข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้หาผู้กระทำความผิดมาลงโทษและยุติการลอยนวลพ้นผิด พร้อมเปิดพิรุธ 5 ข้อโหว่ ในสำนวนสอบสวนคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดี  รวมบันทึกการให้ปากคำของตนที่ตำรวจส่งให้ดู ไม่ตรงกับการให้ปากคำในครั้งนั้นต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งหากพนักงานสอบสวนได้บันทึกรายละเอียดตามที่ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ให้ไป อาจจะนำไปสู่การสอบพยานหลักฐานที่สำคัญ เพื่อติดตามผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้

นายสุวรรณ อดีตประธาน อสม. หนึ่งในพยานที่ร่วมบันทึกถ้อยคำกับดีเอสไอเปิดเผยว่า ตนเชื่อว่าสาเหตุการเสียชีวิตของกำนันทองม้วน คำแจ่ม หนึ่งในนักปกป้องสิทธิจากกลุ่มอนุรักษ์ฯ ที่ถูกลอบสังหารมาจากความเคลื่อนไหวในการต่อต้านเหมืองหินเพราะก่อนที่กำนันทองม้วนจะเสียชีวิตได้เคยบ่นให้ตนฟังถึงความยากลำบากในการต่อสู้ นอกจากนี้ในวันที่กำนันทองม้วนเสียชีวิตนั้นตนอยู่ตอนช่วงเช้ากับกำนันทองม้วน และทราบว่าใครเป็นผู้นัดหมายให้กำนันทองม้วนไปพบ ก่อนที่จะถูกสังหารเสียชีวิต 

“ในส่วนของการสรุปคดีเรื่องยาเสพติดและชู้สาวนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพบในวันที่ชันสูตรพลิกศพกำนันทองม้วนในสถานที่เกิดเหตุนั้นเป็นยาอลูมินั่มลดกรดที่ได้ให้กำนันทองม้วนไว้เพื่อลดอาหารท้องอืดท้องเฟ้อ ไม่ใช่ยาเสพติดแต่อย่างใด จึงอยากให้ดีเอสไอรื้อคดีนี้เป็นคดีพิเศษให้ได้เพื่อให้ความจริงได้ปรากฏและนำคนผิดมาลงโทษ” นายสุวรรณกล่าว

ขณะที่นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ หัวหน้าพรรคสามัญชน ในฐานะที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได้ กล่าวว่า ความรุนแรงเกิดจากคนร้าย ถ้าจับคนร้ายได้ความรุนแรงก็ต้องลดลง มันเป็นเหตุผลที่สัมพันธ์กัน ดังนั้นการที่ดีเอสไอจะมารื้อคดี เป็นนิมิตรหมายที่ดีที่จะทำให้เนื้อหาในคดีความต่าง ๆ และรายละเอียดจากเหตุการณ์การสังหารของผู้นำที่ต่อสู้เรื่องเหมืองที่ผ่านมาแล้วได้เปิดเผยสู่สังคมอีกครั้ง อย่างน้อยที่สุดก็จะทำให้สังคมได้รับรู้เรื่องราวที่ผ่านมานานแสนนาน เพราะเรื่องราวเมื่อ 20 ก่อนนั้นมีผู้รับรู้น้อยมาก เอกสารต่าง ๆ ในการสืบสวนสอบสวนสังคมวงกว้างแทบจะไม่รู้เลย เพราะกระบวนการในชั้นตำรวจและอัยการแทบจะไม่เปิดเผยใด ๆ ให้กับสังคมรับรู้แม้กระทั่งญาติของผู้เสียชีวิตก็ไม่เคยเห็นเอกสารใด ๆ ในคดีเลย เป็นที่ต้องสงสัยมาโดยตลอดว่ากระบวนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นปัญหามีลักษณะปิดบังซ่อนเร้นอำพรางข้อมูล และดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับการทำให้สำนวนดดีอ่อนลงจนนำคนผิดมาลงโทษไม่ได้

“ถ้ามีการรื้อคดีใหม่เพิ่มเติมจากดีเอสไอ จะทำให้ผู้ที่เจ็บปวด ทุกข์ทรมาน และคับแค้นใจจากความอยุติธรรมและรอคอยความยุติธรรมอยู่ จะได้รับความเป็นธรรมในคดีนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับดีเอสไอว่าจะจริงจังและจริงใจกับคดีนี้แค่ไหน เพราะอำนาจตามกฎหมายดีเอสไอสามารถรื้อคดีได้ อย่างน้อยที่สุดถ้าหาตัวคนผิดมาลงโทษไม่ได้เพราะติดกรณีเกินอายุความไปแล้ว แต่ก็น่าที่จะสืบสวนไปให้ถึงผู้ที่กระทำการ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งตำรวจและอัยการที่เข้ามามีส่วนร่วมในการบิดเบือนคดี ถ้ารื้อคดีก็จะสามารถนำคนผิดเหล่านี้มาลงโทษได้ และนอกจากนี้แล้วการสอบสวนในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การคืนความยุติธรรมในอดีตที่หายไปเท่านั้น แต่จะต้องนำไปสู่การให้สัมปทานในอนาคตของเหมืองที่จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะการใช้อิทธิพลที่ไม่ถูกต้องในการขอสัมปทานในการทำเหมืองเป็นประเด็นใหญ่ที่นำมาสู่ความรุนแรงกับชาวบ้านในครั้งนี้” หัวหน้าพรรคสามัญชน ในฐานะที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได้ กล่าว

ด้านนางสาว ปรานม สมวงศ์ ที่ทำงานกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จากองค์กร Protection International ระบุว่า การดำเนินการในครั้งนี้น่าสนใจมากเพราะจริงแล้ว ยังมีหลายคดีที่ยังไม่สามารถแก้ไขหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ อย่างคดีของคุณ สมชาย นีละไพจิตร  คุณบิลลี่ พอละจี  และคนอื่น ๆ ส่วนคดีสี่ศพนี้เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดที่เกี่ยวข้องกับนักปกป้องสิทธิฯ ดีเอสไอก็เป็นองค์กรเดียวที่น่าจะสามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้ จะเป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิที่ตกอยู่ในอันตรายรายอื่นๆ ได้ และควรจะนำไปสู่แนวทางในการสอบสวนสืบสวนคดีของนักปกป้องสิทธิอื่นๆ การคืนความยุติธรรมให้ครอบครัวและนักปกป้องสิทธิฯเป็นหนทางเดียวที่จะเริ่มแก้ไขวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

ด้าน พ.ต.ท. บรรยวัสถ์ ไตรสุทธิวงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 4 กล่าวภายหลังจากบันทึกถ้อยคำพยานบุคคลเสร็จสิ้นแล้วว่า ดีเอสไอได้นำบันทึกคำให้การเดิมที่พยานทั้งหมดเคยให้กับตำรวจไว้มาพิจารณาประกอบกับการบันทึกถ้อยคำพยานในครั้งนี้ด้วย ซึ่งเมื่อนำมาพิจารณาดูแล้วยังมีประเด็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสอบไม่ครบถ้วน เราจึงได้สอบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลเหตุกาณ์การเสียชีวิตเพิ่มขึ้น  ซึ่งพยานทั้งหมดยืนยันว่ากำนันทองม้วนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทั้งการเสพและการค้า แต่เป็นประเด็นเรื่องความรุนแรงกับการต่อต้านการสร้างเหมืองในพื้นที่  พอเราได้ข้อมูลจากตรงนี้แล้วเราก็จะนำไปพิจารณาประกอบกับสำนวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งการชันสูตรพลิกศพ เรื่องการเสียชีวิตและประเด็นต่าง ๆ มีความตรงกับเหตุการณ์มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคำให้การของพยานทั้งหมดเราก็จะเรียกมาสอบเพื่อพิสูจน์ทราบ และเราก็จะทำการขอข้อมูลเพิ่มเติมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ชาวบ้านได้เคยยื่นหนังสือร้องเรียนเพื่อให้ข้อมูลมีความสมบูรณ์เพิ่มขึ้น

“พอรวบรวมข้อมูลได้ทั้งหมดแล้ว ดีเอสไอก็จะเรียกประชุมพนักงานสอบสวนทั้งหมดว่าเราจะมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร และนำเสนอเพื่อเป็นแนวทางให้กับอธิบดีดีเอสไอว่าจะไปต่อในเรื่องไหนได้บ้างในทุกมิติ หรือดูว่าหน่วยงานไหนที่มีความบกพร่องและเป็นที่มาของการดำเนินการครั้งนี้หรือไม่ หรือพิสูจน์ทราบไปอีกว่าผู้กระทำผิดที่ชาวบ้านบอกกล่าวว่ายังไม่ได้รับการลงโทษและยังลอยนวล แม้คดีจะขาดอายุความไปแล้วและมีความเกี่ยวพันกับทางโรงโม่หิน หรือกลุ่มขบวนการผู้มีอิทธิพลมันก็จะมีการป้องปรามหรือดำเนินการในส่วนนี้อย่างไร”  ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 4 กล่าว

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการรวบรวมข้อเท็จจริงดีเอสไอจะใช้เวลา 5 เดือนในการรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ผ่านไปแล้วประมาณ 2 เดือน เหลืออีก 3 เดือนที่ดดีนี้จะได้รับการพิจารณาเป็นคดีพิเศษ


The Story of แม่หญิงไฟ้ท์ – รายงาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง | เดือด! กป.อพช.ใต้-อีสาน ประณามการข่มขู่คุกคาม นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักปกป้องสิทธิชุมชน กรณีเหมืองแร่หินดงมะไฟ

Recommended Articles