เครือข่ายกะเหรี่ยงฯ จี้รัฐแก้ปัญหากะเหรี่ยงบางกลอย หวั่นถูกจับกุมดำเนินคดี-ขอสังคมจับตาใกล้ชิด

เพชรบุรี, 18 มกราคม 2564 – เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมออกแถลงการณ์จี้รัฐแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนกะเหรี่ยงบางกลอย จ.เพชรบุรี หวั่นรัฐใช้วิธีจับกุมดำเนินคดี ขอสังคมร่วมจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ด้านขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-move ชี้ การพยายามผลักดันให้ผืนป่าแก่งกระจานได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยละเลยการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชน สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการที่ดินและทรัพยากรของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2564 เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์กรณีกะเหรี่ยงบางกลอยกว่า 50 ชีวิตเดินเท้ากลับใจแผ่นดิน ณ ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านห้วยกระซู่ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี สะท้อนภาพการแก้ปัญหาที่ดินและทรัพยากรที่ล้มเหลว ขอรัฐแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช้วิธีการจับกุมดำเนินคดีหรือความรุนแรงรูปแบบอื่น พร้อมเรียกร้องให้สังคมร่วมจับตาสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในผืนป่าแก่งกระจาน

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุหลักการและแนวทางสำหรับหน่วยงาน ได้แก่ การกลับคืนสู่พื้นที่ใจแผ่นดินอันเป็นพื้นที่ดั้งเดิม ต้องสามารถกระทำได้ ต้องไม่เกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีจากหน่วยงานรัฐ ย้ำว่าเครือข่ายฯ ได้พยายามสื่อสารประเด็นปัญหาและความเดือดร้อนของชุมชนให้หน่วยงานรับทราบมาโดยตลอด แต่รัฐละเลยข้อเสนอแนะเหล่านั้น รวมทั้งยังยืนยันหลักการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

เกรียงไกร ชีช่วง ผู้ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี กล่าวว่า ยังไม่มั่นใจในแนวทางการจัดของกรมอุทยานฯ หลังจากนี้ เพราะยังไม่มีการสื่อสารออกมาจากหน่วยงานอย่างเป็นทางการ หวั่นเกิดปฏิบัติการแอบแฝงที่จะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น เพราะที่ผ่านมาก็เกิดการจับกุมดำเนินคดีปู่คออี้ หรือการดำเนินการที่รุนแรงจนถึงแก่ชีวิตมาแล้ว อย่างกรณีบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ นอกจากนั้นยังมีกรณีการเร่งรัดให้ผืนป่าแก่งกระจานขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วยวิธีการที่ไม่จริงใจต่อชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ สร้างความอึดอัดใจให้ชาวบ้านอย่างมาก

“ที่ผ่านมาพี่พี่น้องก็พยายามสื่อสารว่ารัฐ โดยการจัดการปัญหาของกรมอุทยานฯ นั้นไม่ได้แก้ปัญหาให้เรียบร้อย แล้วรัฐก็อ้างว่าได้แก้ปัญหาแล้วผ่านสื่อที่รัฐสามารถจ่ายได้ ซื้อเวลาได้ จริงๆ ชาวบ้านก็ยืนยันว่ามันไม่ได้แก้ปัญหา มันยังมีการตกหล่น มันมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่ชาวบ้านก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมตามที่อุทยานฯ หรือรัฐเคยรับปาก เช่น ที่ดินทำกิน อันนี้ก็เป็นความอึดอัด เขาเรียกว่าเก็บสะสมความรู้สึกไว้จนวันนี้พี่น้องเลยตัดสินใจกลับขึ้นไป ผมเห็นภาพแล้วก็เข้าใจพี่น้องนะครับ แต่ก็ไม่นึกว่ามันจะมีปรากฏการณ์ในช่วงนี้” เกรียงไกรกล่าว

ผู้ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมฯ ยังย้ำว่า ต้องการให้สังคมช่วยกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และช่วยกันส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขปัญหานี้ด้วยความจริงใจ

“ที่เราจำเป็นจะต้องติดตามเรื่องนี้ต่อ เพราะผมคิดว่าที่น่าห่วงกังวลอีกเรื่องหนึ่งก็คือ กลัวว่ารัฐหรืออุทยานฯ เองอาจพยายามที่จะใช้สื่อกระแสหลัก แล้วก็กล่าวโทษชาวบ้านว่าผิดกฎหมายแล้วดำเนินคดี เพราะเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เลยอยากให้สังคมร่วมกันจับตา รวมทั้งองค์กรสากลด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเครือข่ายภาคีภาคประชาสังคมต่างๆ ช่วยกันส่งสัญญาณให้เกิดการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องได้รับความเป็นธรรมด้วยครับ เราเชื่อมั่นว่าที่ผ่านมาพี่น้องพยายามพิสูจน์สิทธิ์ว่าตนเองเป็นชาวพื้นถิ่นดั้งเดิมมาตลอด” เกรียงไกรย้ำ

เกรียงไกรยังกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นจะช่วยกันระดมข้าวปลาอาหารบริจาคให้ชาวบ้านที่เดินเท้ากลับไปที่ใจแผ่นดิน ซึ่งทราบมาว่ามีทั้งเด็กเล็ก ผู้หญิง และผู้สูงอายุ รวมทั้งจะเข้ายื่นหนังสือเรียกร้องต่อคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 20 ม.ค. นี้ เนื่องจากขณะนี้ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานห้ามเข้าพื้นที่ และจะมีการผลักดันให้มติคณะรัฐมนตรีฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงเป็นกฎหมายต่อไปเพื่อรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างแท้จริง

นอกจากนั้น ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-move ยังได้เผยแพร่แถลงการณ์ เรื่อง กลับใจแผ่นดินคือสิทธิอันชอบธรรม ร่วมปกป้อง คุ้มครองสิทธิและวัฒนธรรมกะเหรี่ยงบางกลอย ผ่านเพจ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move โดยมีประเด็นสำคัญระบุว่า ในนามขบวนการภาคประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากกฎหมาย นโยบาย และโครงการของรัฐ กระทบต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและสิทธิในที่ดินทำกิน ได้ติดตามสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐที่กระทำต่อพี่น้องกะเหรี่ยงบางกลอยมาอย่างต่อเนื่อง และมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่กระทำโดยรัฐตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รวมถึงการพยายามผลักดันให้ผืนป่าแก่งกระจานได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยละเลยการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชน ได้สร้างความขัดแย้งที่ฝังรากลึกระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและชาวบ้าน ทวีความอึดอัดใจ และทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดการที่ดินและทรัพยากรของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจนที่สุด

เพื่อเร่งคุ้มครองสิทธิของพี่น้องกะเหรี่ยงบางกลอย และแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ขปส. มีข้อเรียกร้องต่อรัฐและสาธารณชนดังต่อไปนี้

  1. ให้รัฐบาลมีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีภาครัฐ นักวิชการและภาคประชาชนขึ้นมาแก้ปัญหาเพื่อหาทางออกอย่างเป็นธรรมและสันติ ทั้งนี้รัฐต้องไม่อ้างมาตรการทางกฎหมายเข้าไปดำเนินการทางคดีความกับชาวบ้านบางกลอย รวมทั้งต้องยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ เพื่อเป็นก้าวแรกในการสร้างความไว้ใจซึ่งกันและกัน ก่อนจะหันหน้าเข้ามาพูดคุยกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
  2. รัฐต้องยินยอมให้ชาวบ้านที่ยืนยันจะกลับคืนสู่บางกลอยบน ใจแผ่นดิน สามารถตั้งถิ่นฐานและดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมได้ รวมทั้งต้องยอมรับระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง รวมทั้งสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง
  3. ในสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งสภาวการณ์ขาดแคลนอาหารของชุมชน รัฐต้องเร่งให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูความเข้มแข็งของชุมชนโดยเร็ว
  4. สาธารณชนทุกภาคส่วนต้องช่วยกันเรียกร้อง ตรวจสอบ และกดดันให้รัฐบาลคุ้มครองสิทธิชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอยอย่างแท้จริง และเร่งระดมสนับสนุนช่วยเหลือชุมชนโดยตรง พร้อมทั้งช่วยกันจับตาสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในผืนป่าแก่งกระจานอีก

ขปส. ขอยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องกะเหรี่ยงบางกลอยบนเส้นทางการต่อสู้เพื่อปากท้อง สิทธิชุมชน และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ขอยืนยันว่า “สิทธิทางวัฒนธรรม” คือ “สิทธิมนุษยชน” และสิทธิของชาติพันธุ์คือสิทธิของทุกคน และขอย้ำว่า พวกเราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมสำคัญในการปกป้อง ช่วยเหลือเพื่อนร่วมสังคม และนำความยุติธรรมกลับคืนสู่ผืนป่าแก่งกระจาน ให้พี่น้องชาติพันธุ์สามารถยืนหยัดอยู่บนผืนดินเดียวกับเราได้อย่างเต็มภาคภูมิ


พชร คำชำนาญ – รายงาน

Recommended Articles