จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ยะลา สู่คำถาม ‘เขื่อน’ คือยาวิเศษแก้น้ำท่วม-น้ำแล้งจริงหรือ?

จากกรณีเขื่อนบางลาง ในอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เร่งเปิดประตูระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ อันเนื่องจากฝนตกหนักในพื้นที่เหนือเขื่อนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขื่อนบางลาง หรือเขื่อนปัตตานี มีระดับน้ำเกินระดับกักเก็บสูงสุด จึงจำเป็นต้องมีการเร่งเปิดประตูระบายน้ำ ทำให้พื้นที่ จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นพื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ซึ่งในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา น้ำได้เข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้านบางส่วนแล้ว โดยนายเฉลิมชัย ตรีนรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 17 กล่าวว่า เขื่อนจำเป็นต้องปล่อยน้ำจนกว่าระดับน้ำในเขื่อนอยู่ในสภาวะปกติ เพื่อป้องกันการแตกของเขื่อน | อ่านข่าวเพิ่มเติมที่ The Bangkok Inside

เขื่อนบางลาง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา

ซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์เดียวหรือเหตุการณ์แรก ที่การอ้างเหตุผลในการปล่อยน้ำจากเขื่อนลงสู่พื้นที่ชุมชน เพราะต้องรักษาระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำไม่ให้มีมากเกินไปจนนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการพังทลายของเขื่อน ยังมีเหตุการณ์อีกมากมายทั้งในและต่างประเทศ ที่พิสูจน์แล้วว่าเขื่อนไม่ใช่ทางออกเดียวที่จะสามารถจัดการน้ำท่วมและน้ำแล้งได้อย่างเบ็ดเสร็จ นอกจากเขื่อนเป็นสาเหตุของน้ำท่วมแล้ว เขื่อนก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำแล้งได้จริง อย่างกรณีอ่างเก็บน้ำป่าบอน จ.พัทลุง ที่ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้วแต่ชาวบ้านกลับไม่เคยได้ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำ และได้กลายเป็นพื้นที่ทุ่งเลี้ยงวัว เนื่องจากอ่างเก็บน้ำไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ จึงทำให้ต้องจัดสรรงบประมาณในการซ่อมบำรุงทุกปี นอกจากนั้นพื้นที่ป่าต้นน้ำดั้งเดิมได้เปลี่ยนแปลงสภาพกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำที่สูญเสียสมดุลของระบบนิเวศไปแล้ว

กรมชลประทาน คือ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องการจัดการน้ำของประเทศ โดยรูปแบบการจัดการน้ำของกรมชลที่ผ่านมาอยู่ในรูปแบบของเขื่อน อ่างเก็บน้ำ คลองส่งน้ำ ซึ่งต้องยอมรับว่าภายใต้ความหวังดีที่จะบริหารจัดการน้ำอย่างมั่นคง กลับเป็นการสร้างภาระให้คนในพื้นที่และสร้างความหายนะต่อสายน้ำ ระบบนิเวศและทรัพยากรป่าไม้ของประเทศเป็นอย่างมาก

อนาคตกับแผนแม่บทจัดการน้ำ 20 ปี

ภายใต้ แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ได้จัดทำแผนแม่บทจัดการน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 และประกาศบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา

จากเอกสารรายงานเฉพาะพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ มีแผนทำโครงการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยรูปแบบยังคงมุ่งเน้นการสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ คลองผันน้ำ ฝายคอนกรีต กระจายไปยังทุกสายน้ำของพื้นที่ภาคใต้ โดยพบว่าจังหวัดนราธิวาสมีโครงการที่อยู่ในแผนการดำเนินการสูงถึง 269 โครงการ โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็ก เช่น ฝายคอนกรีต แก้มลิง สถานีสูบน้ำ ระบบส่งน้ำ

รองลงมาคือจังหวัดระนอง มีแผนการดำเนินโครงการทั้งหมด 171 โครงการ แบ่งเป็นโครงการขนาดกลาง 12 โครงการ และโครงการขนาดเล็ก 159 โครงการ ตามมาด้วยจังหวัดชุมพร มีแผนการดำเนินโครงการทั้งหมด 169 โครงการเป็นโครงการขนาดใหญ่ 4 โครงการ โครงการขนาดกลาง 13 โครงการ และโครงการขนาดเล็ก 152 โครงการ | ดาวน์โหลด เอกสารแผนแม่บทพัฒนาลุ่มน้ำ โดยสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน ธันวาคม 2561

แม้ว่าในพื้นที่โครงการ ที่มีชุมชนรวมตัวกันคัดค้านเพื่อที่จะปกป้องฝืนป่า สายน้ำ รวมทั้งได้มีข้อเสนอแนวทางการจัดการน้ำที่ชุมชนต้องการ เช่น โครงการเขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร เขื่อนเหมืองตะกั่ว จ.พัทลุง เขื่อนวังหีบ จ.นครศรีธรราราช ฯลฯ กรมชลประทานก็ยังพยายามเดินหน้าผลักดันโครงการต่อไป

การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดอย่างต่อเนื่องดังกล่าว ล้วนแล้วแต่ถูกกำหนดโดยกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยขาดการคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเพิกเฉยต่อการนำเอาองค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพิจารณาในการบริหารจัดการน้ำร่วม คำถามคืออำนาจในการจัดการทรัพยากรอยู่ที่ใคร หากอำนาจในการกำหนดอยู่ที่ประชาชนในท้องถิ่น การกำหนดการพัฒนาควรต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบการบริหารจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นของพวกเขาด้วย

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ หัวใจสำคัญในชีวิตและระบบเศรษฐกิจของประชาชน ซึ่งประกอบด้วย ที่ดิน ลำน้ำ ป่าเขา และทะเล หากทรัพยากรเหล่านี้ถูกบริหารจัดการอย่างเป็นธรรมต่อประชาชน อันจะเป็นหลักยึดในการมีสิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศอย่างแท้จริง หากการบริหารจัดการน้ำ ยังกระทำอย่างขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โครงการที่ถูกกำหนดจากนักวิชาการในห้องแอร์ ที่ไม่มีการบูรณาการองค์ความรู้และการจัดการร่วมกับคนในท้องถิ่น ความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่มีวันจบสิ้น และการความหายนะก็จะเกิดขึ้นกับสายน้ำที่เหลืออยู่ การบริหารจัดการน้ำก็จะไม่เกิดความยั่งยืน และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง


บทความโดย ศูนย์สร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา

Recommended Articles