ยกฟ้อง!! จำเลย 9 ราย คัดค้าน โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ศาลชี้-ทะเลเป็นสาธารณะ​สมบัติที่ทุกคนปกป้องได้​

สตูล, 25 ธันวาคม 2563 – ศาลจังหวัดสตูลยกฟ้องข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการยามวิกาล 9 นักปกป้องสิทธิและทรัพยากรบ้านเกิด กรณีคัดค้านท่าเรือน้ำลึกปากบารา และล้มเวที ค.1 ขณะนักปกป้องบ้านเกิดทั้ง 9 คนยังคงยืนยันที่จะหยัดยืนปกป้องรักษาบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาต่อไป ด้านศาลชี้ ทะเลปากบารา​เป็นสาธารณะ​สมบัติที่ทุกคนปกป้องได้​ และการกระทำของจำเลยเป็นไปเพื่อปกป้องรักษา​ทรัพยากร

จำเลยคดีปากบาราทั้ง 8 คน (เสียชีวิต 1 คน)

วันนี้ เวลา 09.30 น. ณ ศาลจังหวัดสตูล ได้มีการพิจารณาคดีบุกรุกสถานที่ราชการในเวลากลางคืน ของจำเลย 9 คน ประกอบด้วย 1.นายไกรวุฒิ ชูสกุล 2.นายวิโชค ศักดิ์รณรงค์ไพรี 3.นางเจ๊นะ วัฒนพันธ์ 4.นายสมบูรณ์ คำแหง 5.นายเชาวลิต ชูสกุล 6.นายปฎิหาร์ บุญรักษ์ 7.นายเอกชัย อิสระทะ 8.นายหมัด ระหมันยะ และ 9.นายเจะปิอนันตท บริพงษ์ จากการสั่งฟ้องของอัยการจังหวัดสตูล เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 กรณีที่จำเลยทั้ง 9 คน นำมวลชนคัดค้านเวทีแสดงความคิดเห็นของประชาชนโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา (ค.1) เมื่อวันที่ 15-16 มีนาคม 2560 จนผู้จัดต้องยกเลิกเวที ค.1 ดังกล่าวไปในที่สุด ด้านศาลจังหวัดสตูลได้มีคำพิพากษา ยกฟ้อง จำเลยทั้ง 9 คน โดยมีความเห็นว่า ทะเลปากบารา​เป็นสาธารณะ​สมบัติที่ทุกคนปกป้องได้​ และการกระทำของจำเลยเป็นไปเพื่อปกป้องรักษา​ทรัพยากร​ การเข้าไปโรงเรียน​วันดังกล่าวเป็นไปโดยสงบไม่ได้ใช้กำลัง​ ไม่ได้บุกรุกหอประชุมที่เป็นสิทธิครอบครองของผู้จัด จึง​ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง

นายอธิวัฒน์ เส้งคุ่ย ทนายความศูนย์ข้อมูลชุมชน ในฐานะทนายความฝ่ายจำเลย เผยว่า ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยทั้ง 9 คน ไม่ได้ละเมิดกรมเจ้าท่าผู้เสียหาย ที่ขอใช้สถานที่หอประชุมใหญ่ โรงเรียนบ้านปากบาง ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล ในการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นประชาชนฯ หรือเวที ค.1 โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา เนื่องจากบริเวณโดยรอบอาคารหอประชุมดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ทหารดูแลอยู่อย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันศาลยังได้วินิจฉัยอีกว่าบริเวณอ่าวปากบาราเป็นสมบัติของทุกคนที่ใช้ในเรื่อง การทำมาหากินร่วมกัน ตลอดจนเป็นแหล่งการท่องเที่ยว ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ฉะนั้นในการดำเนินการที่จะให้บริเวณอ่าวปากบาราเป็นพื้นที่ก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ หรือโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติไปโดยสิ้นเชิง และถาวร ซึ่งจะนำมาสู่ผลกระทบหลายด้าน จึงต้องมีการดำเนินการรอบด้าน รับฟังความคิดเห็นจากผู้คนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเรื่องนี้โจทย์หรือพนักงานอัยการก็ไม่ได้นำสืบให้ศาลได้เห็นว่ามีการศึกษาผลกระทบโครงการอย่างไรบ้าง

“ในส่วนของการเคลื่อนไหวของพี่น้องประชาชนที่มีขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ศาลก็ได้เห็นว่าในการเคลื่อนไหว ตลอดจนการยื่นหนังสือเรียกร้องได้ทำต่อเนื่องกันมาโดยตลอด เช่นเดียวกันกับวันนั้นที่มีเจตนาให้มีการเลื่อนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 16 ม.ค. 60 ออกไปก่อน โดยที่ก่อนหน้าวันดังกล่าวได้มีการยื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะให้มีการตัดสินใจเลื่อนการจัดเวทีฯ แต่กลับไม่มีการตัดสินใจจากผู้มีอำนาจแต่อย่างใด ซึ่งหากปล่อยให้มีการจัดเวทีดังกล่าว ก็จะยากต่อการแก้ไข ซึ่งการเข้าไปในบริเวณโรงเรียนฯ ก็ถือว่าเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุจำเป็น โดยศาลมองว่าเป็นการเข้าไปโดยสงบ และปราศจากอาวุธ ไม่ได้ถือเป็นการเข้าไปเพื่อเป็นการขัดขวางเวทีการประชุม จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีเจตนากระทำผิดตามฟ้อง” ทนายความกล่าว

กลุ่มชาวบ้านร่วมให้กำลังใจ

ด้านนายสมบูรณ์ คำแหง ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ 1 ใน 9 จำเลยคดีปากบารา ได้อ่าน คำประกาศอิสรภาพของจำเลย “คดีปากบารา” ต่อชาวบ้านที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจกว่า 100 คน และสื่อมวลชนที่ร่วมสังเกตุการณ์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

เวลากว่า 10 ปี ที่พวกเรายืนหยัดปกป้องบ้านเกิด จากโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา และโครงการอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกัน ภายใต้วาทกรรม “การพัฒนา” จอมปลอม ที่เขาหยิบยืนให้ โดยอ้างว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้จังหวัดของเรา บ้านของเรา และพี่น้องของเรา “เจริญ” และ “ร่ำรวย” ขึ้น  ทั้งที่จริงแล้วคือการลิดรอนสิทธิชุมชนและบ่อนทำลายฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพวกเราอย่างขนาดใหญ่ เพียงเพื่อประโยชน์ของคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น

เรารู้ดีว่าการทัดทานกับอำนาจของฝ่ายการเมือง และกลุ่มทุน เป็นเรื่องยาก ที่จำเป็นจะต้องทุ่มเทแรงกาย แรงใจอย่างหนัก หรืออาจจะต้องแลกด้วยอิสรภาพที่พวกเขาสามารถพรากไปจากเราได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามพวกเราไม่ได้แสดงถึงความสะทกสะท้านใดจากสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้ หากแต่จะกลายเป็นพลังที่จะท่วมทวีมากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่าการหยัดสู้ด้วยหัวใจและเจตนาอันบริสุทธิ์ย่อมชนะความเลวร้ายทั้งปวงได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผู้ที่จะพิพากษาว่าอะไรผิดและอะไรถูกคือพี่น้องประชาชนเท่านั้น

“การตื่นรู้ของพวกเราในวันนี้ จะเป็นแรงส่งให้กับวันพรุ่งนี้” ชาวจังหวัดสตูล สงขลา รวมถึงพี่น้องพื้นที่อื่น ๆ ในภาคใต้ และประเทศไทย ล้วนมี “สิทธิ” ที่จะกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างแน่นอน อันรวมถึง “สิทธิการพัฒนา” ที่ประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ จะต้องลุกขึ้นมาแสดงเจตนาเพื่อจะบอกกับผู้มีอำนาจในประเทศนี้ว่าเราต้องการเป็นอยู่แบบไหนอย่างไร หาใช่เพียงปล่อยให้คนบางกลุ่มที่ไม่ได้รู้จักบ้านของเราจริง กลายเป็นผู้ชี้ทิศชี้ทางการพัฒนาเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น

การออกมาของพวกเราทุกคนในวันนี้ จะเป็นเครื่องบ่งบอกว่า พวกเราทุกคนยังพร้อมที่จะหยัดยืนปกป้องรักษาบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเราเองต่อไป และเชื่อว่าพลังแห่งการตื่นรู้ในวันนี้ จะส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปในวันหน้า เพื่อสานต่อความคิดและความเชื่อที่ว่า การพัฒนาจะต้องตั้งอยู่บนฐานทรัพยากร และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งจะต้องรักษาไว้ซึ่งสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม วิถีวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ของเรา ที่จะต้องมีความมั่นคง ยั่งยืนยาวนานต่อไป

จึงขอให้ทุกแรงกายแรงใจในวันนี้ ได้หลอมรวมกันอย่างมีพลังเพื่อส่งต่อไปยังเพื่อนพี่น้องเราทุกคน ทุกหน ทุกแห่ง ให้พวกเขาได้กล้าหาญยืนหยัดสู้ด้วยความเชื่อมั่นว่า “การปกป้องบ้านเกิด ต้องไม่ผิด” แต่คือความชอบธรรมที่พวกเราทั้งหลายสามารถกระทำได้อย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย

โอกาสเดียวกันนี้ใคร่ขอสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจทางการเมืองและฝ่ายปกครองผู้มีบทบาทในระบบทั้งหลายว่า “การพัฒนาคือความจำเป็นพื้นฐาน หากแต่ต้องเคารพในสิทธิการพัฒนา หรือการมีส่วนร่วมสำคัญของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน และต้องเคารพต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพวกเราทุกคนด้วยเช่นกัน”  เพราะหากท่านเคารพเรา เราก็จะเคารพท่านด้วยเช่นกัน 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง | จากภูผาหิน สู่ท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา… ทำไมต้องล้มเวทีแสดงความคิดเห็น ค.1 | สภ.อ.ละงู ออกหมายเรียก6แกนนำคัดค้านโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา หวั่น! มวลชนให้กำลังใจ | จากภูผา ถึงทะเล (หินถมทะเล) ปากบารา

Recommended Articles