‘มลพิษห้วยคลิตี้’ กับความยุติธรรมสิ่งแวดล้อมที่เชื่องช้า

จากมหากาพย์ปัญหาลำน้ำสาธารณะปนเปื้อนสารตะกั่วและสารพิษจากเหมืองแร่ในชุมชนคลิตี้ ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์อย่างรุนแรง สู่การพึ่งพากระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็ใช้เวลายาวนานถึง 14 ปี ตลอดจนถึงกระบวนการพื้นฟูตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ใช้เวลายาวนานถึง 8 ปี ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ขณะที่ชาวบ้านคลิตี้ต้องทนทุกข์ระทมกับการแบกรับภาระมลพิษทางสิ่งแวดล้อมมากว่าครึ่งศตวรรษ คำถามสำคัญก็คือว่า ทำไมถึงยังไม่ไปไหนเสียที?

หากย้อนความถึงชุมชนคลิตี้ที่ได้มาตั้งรกรากอยู่บริเวณนี้มานานกว่า 100 ปี ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวกระเหรี่ยงโปว์ ซึ่งชาวกระเหรี่ยงกับธรรมชาติมีความผูกพันกันทั้งการเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำดื่ม และการใช้ชีวิต นอกจากความผูกพันทางกายภาพแล้วยังผูกพันทางจิตวิญญาณที่ผ่านความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรม แต่เมื่อบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับสัมปทานเหมืองแร่ในปี 2510-2544 ระหว่างการดำเนินการของเหมืองดังกล่าวได้ปล่อยสารตะกั่วลงสู่ลำห้วยคลิตี้อันเป็นสายน้ำที่ไหลหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง

ป้ายบอกทางไปหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ระหว่างทางแยกเข้าสู่เหมืองตะกั่ว | ภาพโดย อรสา ศรีบุญเรือง

และเหตุการณ์ครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อคันทำนบบ่อกักเก็บตะกอนหางแร่ของโรงแต่งแร่คลิตี้ บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งอยู่ในบริเวณกลุ่มเหมืองแร่บ่องามพังทลาย เมื่อเดือนเมษายน 2541 ทำให้กากตะกอนหางแร่ไหลล้นลงสู่ห้วยคลิตี้เป็นเหตุให้ชาวบ้านในหมู่บ้านคลิตี้ล่างที่อยู่ห่างไปทางทิศใต้ 10 กม. ได้รับความเดือดร้อนจากการใช้ประโยชน์ห้วยคลิตี้อย่างรุนแรง นับเป็นหายนะด้านสิ่งแวดล้อมครั้งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้

ส่งผลให้วิถีชีวิตของชาวบ้านคลิตี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นำไปสู่ความไม่มั่นคงของมนุษย์ทางเศรษฐกิจ อาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ปัจเจกบุคคล ชุมชน และการเมือง

ความไม่มั่นคงของคนคลิตี้

ห้วยคลิตี้มีความหมายต่อชาวบ้านในฐานะตลาดของชุมชน เพราะชาวบ้านสามารถหากุ้ง หอย ปู ปลา และเก็บพืชผักสมุนไพรบริเวณลำห้วยมาบริโภคโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อห้วยคลิตี้ปนเปื้อนสารตะกั่วสูงเกินค่ามาตรฐาน จนเกิดปัญหาในระบบห่วงโซ่อาหาร ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางอาหาร ชาวบ้านจึงต้องซื้ออาหารจากภายนอก อันนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นปัญหาหนี้สินในที่สุด และส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ

การปนเปื้อนดังกล่าวยังส่งผลร้ายแรงต่อความไม่มั่นคงทางสุขภาพของคนคลิตี้ล่างด้วยเช่นกัน เพราะนับตั้งแต่ปรากฏเหมืองแร่และโรงแต่งแร่ในพื้นที่ ช้าวบ้านคลิตี้เริ่มมีสุขภาพที่ไม่ปกติ ทั้งความอ่อนเพลียที่เกิดกับร่างกาย มีอาการผิดสำแดงในระบบทางเดินอาหารและขับถ่าย อาการปวดเมื่อยตามข้อและกระดูก ตลอดจนความจำเสื่อม รวมไปถึงเด็กที่เกิดใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าวป่วยเป็นโรคออทิสติกหลายราย

ห้วยคลิตี้ในวันที่ปนเปื้อนสารตะกั่ว | ภาพโดย อรสา ศรีดาวเรือง

ที่สำคัญยิ่งคือความไม่มั่นคงทางสิ่งแวดล้อม กรณีที่วิกฤติทั้งในแง่ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม การปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ ดิน สัตว์ พืช ตลอดจนห่วงโซ่อาหาร ซึ่งการปนเปื้อนในห้วยคลิตี้ส่งผลกระทบกับชาวบ้านในชุมชนคลิตี้ โดยเฉพาะกับกลุ่มที่มีภาวะเปราะบาง โดยเฉพาะผู้หญิงตั้งครรภ์ เด็ก และคนชรา ที่จะต้องเผชิญกับความเครียด ความกังวลใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจ กระทั่งภาวะสิ้นหวัง ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นความไม่มั่นคงทางปัจเจกอย่างหนึ่ง

หากจะเชื่อมโยงกับอำนาจการต่อรอง สิทธิอันชอบธรรม และสิทธิมนุษยชน อีกทั้งความเพิกเฉยและการทำงานที่ล่าช้าของภาครัฐในการฟื้นฟูเยียวยาสิ่งแวดล้อมและชาวบ้าน ก็จะเห็นว่ามีความไม่มั่นคงทางการเมืองแฝงเร้นอยู่ด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อชาวบ้านต้องลุกขึ้นเรียกร้องความเป็นธรรม ความแตกแยกของชาวบ้านคลิตี้บนกับคลิตี้ล่างจึงเริ่มต้นขึ้น และขยายเป็นความขัดแย้งในชุมชนเดียวกัน ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางชุมชนในที่สุด

จากการที่ชุมชนคลิตี้ถูกพรากจากทรัพยากรที่ค้ำจุนชีวิต ที่ทำให้ความมั่นคงของมนุษย์ทั้ง 7 มิติที่ถูกลิดรอน จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลและกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้

ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล

กระบวนการฟ้องร้องเริ่มตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2546 จนถึง ปีพ.ศ. 2560 ยาวนานกว่า 14 ปี โดยคดีแรก ที่นายกำธร ศรีสุวรรณมาลา พร้อมกับชาวบ้าน 151 คน ร่วมกันฟ้องบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และกรรมการบริษัท ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาให้บริษัทและกรรมการชดใช้ค่าเสียหายให้ชาวบ้านทั้ง 151 คน เป็นเงินกว่า 36 ล้านบาท และให้ดําเนินการฟื้นฟูห้วยคลิตี้ให้ปราศจากมลพิษ เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

ถึงแม้ศาลจะนำหลักการ “สิทธิชุมชน” ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาใช้ พิจารณาคดี ว่าชาวบ้านอาศัยอยู่ในชุมชนคลิตี้ล่าง ดํารงชีพด้วยการบริโภคน้ำ และสัตว์น้ำในห้วยคลิตี้ ซึ่งเป็นลําห้วยสาธารณะ การที่บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด จงใจปล่อยน้ำที่ปนเปื้อนสารตะกั่ว ตะกอนตะกั่ว และสารเคมีจากโรงแต่งแร่ให้ไหลลงสู่ห้วยคลิตี้ก่อให้เกิดมลพิษในน้ำและสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ ทําให้ชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิในการดํารงชีวิตอย่างเป็นปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตนเองก็ตาม แต่กรรมการและบริษัทก็ยังไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายและดําเนินการฟื้นฟูลําห้วยตามคําพิพากษาแต่อย่างใด

ในส่วนของคดีปกครองได้มีการเริ่มต้นฟ้องคดีตั้งแต่ ปี 2551 ณ ศาลปกครองกลาง ฟ้องในกรณีที่หน่วยงานของรัฐละเลยการปฏิบัติหน้าที่การฟื้นฟูลําห้วยและละเมิดสิทธิในการได้รับประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนตามรัฐธรรมนูญ และในท้ายที่สุดศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 โดยมีใจความ 1) กรมควบคุมมลพิษมีความล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อขจัดมลพิษและฟื้นฟูห้วยคลิตี้ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม 2) กรมควบคุมมลพิษละเมิดสิทธิประโยชน์ของชาวบ้านจากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ จนไม่สามารถดํารงชีวิตได้อย่างปกติเนื่องจากยังพบว่าน้ำและตะกอนดินยังมีสารตะกั่วปนเปื้อนในระดับสูงอยู่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของชุมชน กรมควบคุมมลพิษต้องชดใช้ค่าสินไหมให้กับชุมชนเป็นมูลค่า 177,199.55 บาท ต่อผู้ฟ้อง จำนวน 22 คน หรือรวมเป็นจํานวนเงิน 3,898,390 บาท 3) ศาลระบุให้กรมควบคุมมลพิษต้องมีแผนการดําเนินงานฟื้นฟูลําห้วยคลิตี้ต่อไป ภายใน 90 วัน โดยมีส่วนร่วมของประชาชน และดําเนินการควบคุมตรวจสอบจนกว่าการปนเปื้อนของสารตะกั่วในดิน น้ำ พืชผัก จะอยู่ในระดับที่ไม่เกินค่ามาตรฐานต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี

แผนผังแสดงการดำเนินโครงการฟื้นฟูห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว | ภาพโดย อรสา ศรีดาวเรือง

ภายหลังจากมีคำพิพากษาศาลปกครอง กรมควบคุมมลพิษได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นที่ปรึกษาโครงการกำหนดแนวทางการฟื้นฟูห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว เพื่อสำรวจสภาพพื้นที่ห้วยคลิตี้ตั้งแต่บ้านคลิตี้บนจนถึงจุดที่ห้วยคลิตี้ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์บริเวณลำคลองงูระยะทางประมาณ 28 กิโลเมตร และเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย ตะกอนดินท้องน้ำ ตัวอย่างน้ำ และสัตว์น้ำ พร้อมทั้งคัดเลือกพื้นที่ตั้งที่มีศักยภาพในการจัดการทำหลุมฝังกลบตะกอนปนเปื้อนสารตะกั่วบริเวณเหมืองบ่องาม ช่วงระหว่างปี 2556-2558

ต้นปี 2558 กรมควบคุมมลพิษและมหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่หมู่บ้านคลิตี้ล่างและคลิตี้บน เพื่อชี้แจงรายละเอียดของแนวทางการฟื้นฟูฯ และรับฟังความความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และการประชุม คกก. ครั้งที่ 1 ได้สรุปแนวทางฟื้นฟูห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2558 โดยกำหนดไว้ 3 แนวทางหลักได้แก่ 1) แนวทางการฟื้นฟูพื้นที่ห้วยคลิตี้ 2) แนวทางการฟื้นฟูพื้นที่บริเวณโรงแต่งแร่และพื้นที่ใกล้เคียง 3) การออกแบบหลุมฝังกลบแบบปลอดภัย และการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในห้วยคลิตี้จึงได้เริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเดือนสิงหาคม 2560

หากพิจารณาจากการใช้เวลาในการพิพากษาคดี นับว่าเป็นการใช้เวลายาวนาน ขณะที่ห้วยคลิตี้ก็ยังปนเปื้อนสารตะกั่วและสารพิษอยู่เช่นนั้น คุณภาพชีวิตของชาวบ้านคลิตี้ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาเป็นปกติ อีกทั้งการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลก็ยังคงล่าช้าเช่นเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาพสะท้อนที่มีผลต่อความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่เชื่องช้า นับเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และการแบกรับภาระมลพิษทางสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านคลิตี้ที่ต้องทนรับภาระสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิต

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 1,080 วัน ที่มีการดำเนินการโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว ซึ่งกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดยมีบริษัท เบตเตอร์ เวิร์ลกรีน (มหาชน) จำกัด เป็นผู้รับจ้างดำเนินการฟื้นฟู โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 1,000 วัน นับตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค. 2560 เป็นต้นมา และได้ใช้งบประมาณไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 454 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดลงเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 แต่การฟื้นฟูยังไม่บรรลุผลสำเร็จ โดยบริษัทฯ อ้างว่าติดปัญหาฤดูฝนและช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) กรมควบคุมมลพิษจึงขยายเวลาให้ถึง 1 พ.ย. 2563 แต่ถึงอย่างไรการฟื้นฟูยังคงไม่แล้วเสร็จตาม TOR


บทความโดย ตาล วรรณกูล | ภาพถ่ายโดย อรสา ศรีดาวเรือง

Recommended Articles