‘สถาบันกษัตริย์’ บนพื้นที่แห่งความเห็นแย้งจะจบอย่างไร? | สมบูรณ์ คำแหง

เชื่อหรือไม่ว่า “เด็กรุ่นใหม่ของวันนี้” จะมีบทบาทและมีอำนาจแทนทีคนรุ่นเรา และเด็กรุ่นนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับยุคสมัยของพวกเขา ดังจะเห็นได้จากแรงกระเพื่อมที่กำลังแพร่สะพัดในทุกวันนี้ เสมือนว่าจะมาถึงในอีกไม่นาน

บทความโดย นายสมบูรณ์ คำแหง / ภาพถ่ายโดย Yata S.

หากเราย้อนประวัติศาสตร์ของแต่ละยุคกลับไป ความเป็นสถาบันของชาติ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รุนแรงบ้าง เบาบ้าง ตามแต่รูปแบบและวิธีการ และอยู่ที่ว่าใครจะฉุดรั้งความเปลี่ยนแปลงนั้นไว้ได้มากน้อยเพียงใด

หากเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นตั้งอยู่บนผลประโยชน์ส่วนรวม ที่ไม่ใช่ใครบางคนจะได้ประโยชน์ (ฝ่ายการเมือง) อาจจะทำให้พื้นที่การพูดคุยทำความเข้าใจ หรือสร้างปฏิบัติการสู่การเปลี่ยนแปลงนั้นให้เป็นที่ยอมรับร่วมกัน ก็อาจจะดูง่ายขึ้น แต่หากสิ่งนั้นยังอยู่บนฐานของความไม่เข้าใจ สงสัย ระแวง และยังตั้งอยู่บนฐานของประโยชน์เฉพาะตนแล้ว ก็คงจะยุ่งยากลำบากไม่น้อย

ต่อข้อเรียกร้องของ “คณะราษฎร” หรือกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องทางการเมืองในปัจจุบันทั้ง 3 ข้อ คือ ให้นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชาลาออก จัดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และต้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

ซึ่งสองข้อแรกอาจจะทำความเข้าใจกับสังคมได้ไม่ยากนัก แต่ข้อเรียกร้องเพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ คือโจทย์ข้อใหญ่ที่จะต้องอธิบายและทำความเข้าใจกับสังคมอย่างหนัก เพราะวาทกรรมดังกล่าว ถูกทำให้หมิ่มแหม่กับคำว่า “ล้มล้าง” ทั้งที่ความหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตามได้มีคำถามจำนวนมากต่อข้อเรียกร้องนี้จากสังคมใหญ่ อาทิ ทำไมต้องปฏิรูป สถาบันฯ ทำผิดอะไร และถ้าจะปฏิรูปแล้วควรเป็นอย่างไร แบบไหน ซึ่งยังไม่มีการอธิบายต่อเรื่องนี้อย่างเป็นระบบนัก ด้วยอาจจะไม่ใช่เวลา หรืออาจจะยากและมีความเสี่ยงต่อผู้อธิบายพอควร

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ได้หรือไม่ ต่อคำถามนี้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือคนที่มีความคิดอ่านทางการเมืองขณะนี้ คงพูดคำที่ไม่ต่างกันว่า “ไม่ได้” เพราะช่วงเวลาของความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงสิบกว่าปีมานี้ “สถาบันกษัตริย์” คือปมเงื่อนสำคัญ ด้วยเพราะการเคลื่อนไหวของทุกฝ่าย ต่างหยิบยกและอ้างถึงสถาบันฯ เพื่อสร้างความชอบธรรม สร้างเกราะกำบัง หรือสร้างประโยชน์ให้กับกลุ่มของตนทั้งสิ้น หรือถ้าพูดให้ง่ายขึ้นก็คือ “มีการใช้สถาบันฯเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองกลุ่มต่าง ๆ” นั่นเอง หรือในทางกลับกัน “สถาบันฯได้ใช้กลุ่มการเมืองเหล่านั้นเป็นเครื่องมือด้วยหรือไม่”

ถ้าจะอธิบายว่าข้อเรียกร้องของคณะราษฎรหรือประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว ไม่ได้ต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด ก็อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เข้าใจเช่นนั้นได้ ด้วยแรงเสียดทานของผู้เห็นต่างไม่สามารถทำให้เห็นถึงเหตุผลที่ซับซ้อนนั้นได้

หรืออาจจะด้วยท่วงทำนองของผู้เรียกร้องที่หลายฝ่ายวิพากษ์ว่าดูว่าหยาบกระด้างเกินไป ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงเหตุผลอันแท้จริงได้ ถือเป็นความไม่คุ้นชินกับลีลาของคนรุ่นใหม่ของสังคมไทย

ถึงกระนั้นก็ตามเรายังเห็นได้ถึงความพยายามของคนกลุ่มนี้ที่พยายามหยิบยกต้นแบบความเป็นสถาบันอย่างประเทศอังกฤษ หรือญี่ปุ่น เป็นรูปธรรมนำเสนอให้สังคมได้เปรียบเทียบถึงแบบอย่างในการ “ปฏิรูปสถาบันฯ” โดยยึดหลักการที่ต้องการให้ “สถาบันฯ ต้องอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย” และต้องเป็นกลางทางการเมืองจริง ๆ ที่จะต้องไม่มีใครใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมใด ๆ อีกต่อไป และมากไปกว่านั้นคือการทำให้สถาบันฯ ได้ธำรงอยู่ด้วยความเคารพรักอย่างแท้จริงสืบไป

สิ่งที่เป็นอยู่ในเวลานี้คือ การเสียสมดุลอำนาจระหว่างสถาบันฯ กับการเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อนหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อย่างน้อย 3 เรื่อง คือ

การแก้ไขอำนาจในการบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ใหม่ ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลเผด็จการในยุค คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลายเป็นสิ่งน่าคลางแคลงสงสัยอยู่ไม่น้อยกับคนรุ่นใหม่ หรือคนทั่วไปที่ได้รู้เรื่องนี้ ทั้งที่น้อยคนนักได้รับรู้ถึงเงื่อนไขเบื้องลึกในการปรับเปลี่ยนดังกล่าว

อีกเรื่องคือ การออกพระราชกำหนดโอนย้ายกำลังพลและงบประมาณทหาร ที่รัฐบาลประยุทธ์ชุดปัจจุบันพยายามหลบเลี่ยงการหารือเรื่องนี้ในรัฐสภาฯ ทั้งที่เป็นเรื่องไม่ปกติและควรขอความคิดเห็นของรัฐสภาเสียก่อน ซึ่ง พรก.ฉบับนี้ ได้ส่งผลต่อการการปรับเปลี่ยนสายบังคับบัญชา และการจัดสรรงบประมาณของฝ่ายทหารกับสถาบันฯ

นอกจากนี้แล้ว การกระทำการหลายกรณีของรัฐบาลในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้แอบอ้างสถาบันฯ ว่าทำไปเพื่อปกป้องและรักษาไว้ซึ่งราชวงศ์ที่กำลังถูกทำลายจากคนบางกลุ่ม ทั้งที่การกระทำเหล่านั้นในหลายครั้งล้วนเป็นการอ้างเพื่อประโยชน์ทางการเมือง และส่งอานิสงค์ให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาและพวกสามารถอยู่ในอำนาจบริหารของประเทศได้ต่อไปอีกวาระ และอาจจะสืบทอดไปได้อีกหลายปีภายใต้กติกา (รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน) ที่พวกเขาสร้างขึ้นเองอย่างบิดเบี้ยวไม่สมประกอบดังที่เป็นปัญหาอยู่ในเวลานี้

ดังนั้น “การปฏิรูป” ในความหมายของผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้อง เพียงเพื่อให้มีการจัดสมดุลอำนาจระหว่างสถาบันกษัตริย์ สถาบันการเมือง และประชาชน ให้ตั้งอยู่บนมาตรฐานของสังคมหรือตั้งอยู่บนบรรทัดฐานของรัฐธรรมนูญที่เคยมีมา ดังเช่นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2535 ที่บัญญัติในมาตรา 6 ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และกำหนดโดยปริยายว่า พระมหากษัตริย์จะต้องทรงอยู่เหนือการเมือง กล่าวคือ ต้องทรงวางพระองค์เป็นกลาง ไม่เข้ากับพรรคการเมืองใด การปรึกษาราชการแผ่นดินต้องทรงกระทำกับคณะรัฐมนตรี หรือคณะองคมนตรีเท่านั้น และจะต้องทรงปลีกพระองค์จากปัญหาข้อขัดแย้งทางการเมือง คือไม่ทรงวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ทางการเมืองในที่สาธารณะ” เท่านั้น หาใช่การล้มล้างหรือยุบเลิกสถาบันใดสถาบันหนึ่งไม่

พฤติกรรมดังกล่าวของรัฐบาลในช่วงการเปลี่ยนผ่านของรัชสมัย คือการแสดงออกถึงความไม่เคารพต่อประชาชน ที่เผยธาตุให้เห็นอย่างชัดเจนขึ้นมากผ่านปรากฏการณ์ดังที่ได้กล่าวมา ที่กำลังกลายเป็นกระแสตีกลับหนักขึ้นจากคนรุ่นใหม่และจากพลังแห่งการสื่อสารที่ไร้ขีดจำกัด ได้ทำให้เห็นว่า “ความลับ” ไม่มีอีกแล้วบนโลกใบนี้

การออกมาแสดงความรู้สึกของพระมหากษัตริย์และพระราชินีผ่านสื่อออนไลน์ เมื่อค่ำวันที่ 23 ตุลาคม 2563 ในงานพระราชพิธีวันปิยมหาราช ที่ทั้งสองพระองค์ให้ถ่ายทอดจากส่วนลึกภายใน ผ่านประชาชนคนหนึ่งที่ออกมาปกป้องพระองค์ท่ามกลางสถานการณ์ของความไม่ปกติทางการเมืองเมื่อหลายวันที่ผ่านมา ด้วยถ้อยความเชิงชื่นชมว่า “กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ” จนกลายเป็นวาทะที่มีการกล่าวถึงกันอย่างแพร่หลายในสังคมออนไลน์

เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย หากเป็นสัญญาณอันชวนคิดว่าท่วงทำนองดังกล่าวที่สื่อแสดงมานั้นหมายถึงการเลือกยืนอยู่ฝ่ายใดหรือไม่ บนความแปลกแยกที่กำลังรุนแรงขึ้นของสังคมขณะนี้ จนทำให้บางคนเปรียบเปรยด้วยความเป็นห่วงว่า ประเทศไทยหรือบ้านใหญ่หลังนี้กำลังขาดผู้ใหญ่ที่จะช่วยยับยั้งความขัดแย้งของคนในบ้านไปแล้วหรือไม่

และชวนให้คิดต่อไปว่าผู้คนอีกฝ่ายของความเห็นแย้งนั้นยังเป็นประชาชนของพระองค์ด้วยหรือไม่ ยังให้ห่วงต่อไปอีกว่าอนาคตของผู้ที่ออกมาเรียกร้องการปฏิรูปนั้นจะดำรงตนอย่างไรต่อไปหลังจากนี้

สำหรับทางออกของประเทศนี้ คงไม่สามารถดำเนินไปตามความคิดอันตื้นเขินของผู้นำประเทศที่กำลังเรียกร้องให้ผู้ขัดแย้งทั้งหลาย “ถอยกันคนละก้าว” เท่านั้น

เพราะเมื่อถึงเวลานี้เรายังไม่รู้เช่นกันว่าผู้ที่จะต้องถอยเหล่านั้นคือใครบ้าง และข้อยอมรับร่วมกันในการถอยนั้นเป็นอย่างไร เมื่อยังไม่มีความชัดเจนในแนวทางเหล่านั้นแล้ว ยังให้สงสัยเพิ่มขึ้นว่า

“จากนี้ไปเราจะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขได้อย่างไร? ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองอันเชี่ยวกรากของคนรุ่นใหม่”


Recommended Articles