จาก 2535 ถึง 2563 ตำนาน ‘พรรคมาร’ จะเกิดขึ้นอีกครั้ง? ในรัฐสภา | เลิศชาย ศิริชัย

แต่ที่ผ่านมาสังคมดูเหมือนจะหมดความหวังและเกรงว่าประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยอีก เพราะ ‘พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล’ แสดงท่าที่ออกมาไม่ต่างจาก ‘พรรคมาร’ ในอดีต คือ ไม่รู้ร้อนหนาวต่อเสียงเรียกร้องของประชาชน…

บทความโดย ดร.เลิศชาย ศิริชัย

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 มีต้นเหตุมาจากการยึดอำนาจการปกครองของทหารในปี 2534 กลุ่มทหารที่ยึดอำนาจนี้เรียกตัวเองว่า “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” เรียกชื่อย่อว่า รสช.

คณะ รสช. ต้องการสืบทอดอำนาจ จึงผลักดันให้เกิดรัฐธรรมเพื่อรองรับการสืบทอดอำนาจ เมื่อเป็นเช่นนี้สังคมก็เริ่มต่อต้านและขยายการต่อต้านมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดพลเอกสุจินดา คราประยูร ซึ่ง รสช.วางตัวให้เป็นนายกรัฐมนตรีก็พลั้งปากออกมาว่าตนเองจะไม่รับตำแหน่ง

ผลการเลือกตั้งพรรคสามัคคีธรรมซึ่งเป็นพรรคเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาหนุน รสช.ได้รับคะแนนสูงสุดคือ 79 เสียงจากที่นั่งทั้งหมด 360 เสียง จึงร่วมมือกับพรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย และพรรคราษฎร รวมคะแนนเสียง 195 เสียง จัดตั้งรัฐบาลโดยเสนอพลเอกสุจินดา เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนพรรคฝ่ายค้านได้แก่ พรรคความหวังใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรม พรรคเอกภาพ พรรคปวงชนชาวไทย และพรรคมวลชน ได้เสียงเสียงรวม 165 น้อยกว่าพรรครัฐบาล 30 เสียง

เมื่อพรรครัฐบาลเสนอพลเอกสุจินดาเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้การต่อต้านยิ่งขยายตัว เพราะพลเอกสุจินดาเคยบอกว่าจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรี มาคราวนี้ก็หลุดคำพูดอีกครั้งว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ” จึงยิ่งกระตุ้นการคัดค้านให้ขยายตัวและเอาจริงเอาจังเพิ่มขึ้นอีก ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านก็ร่วมต่อต้านคัดค้านอย่างจริงจังด้วย จนสถานการณ์บ้านเมืองก้าวสู้ความตึงเครียด

จึงมีผู้เสนอทางออกตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาล ว่าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลสักพรรคหนึ่งหรือมากกว่า ถอนตัวออกมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน เพื่อสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส. และยุติการสืบทอดอำนาจของ รสช. ซึ่งจะทำให้ความไม่พอใจของประชาชนยุติลง และประเทศจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ไม่มีพรรคการเมืองใดคิดที่จะคลี่คลายปัญหา ยังคงเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่มีพลเอกสุจินดาเป็นนายก โดยอ้างว่าพวกตนมาตามระบอบประชาธิปไตย

เหตุการณ์การประท้วงยิ่งขยายตัวและเข้มข้นขึ้นตลอดเวลา ในระหว่างนี้สังคมก็เสนอแล้วเสนออีกว่าขอให้พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคถอนตัวออกมา แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่สนใจเสียงเรียกร้อง ยังคงจับมือเดินหน้าไปแบบเดิม

ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ส.ส.พรรคสามัคคีธรรมในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร พยายามคลี่คลายปัญหา โดยพูดคุยกับ ส.ส.ในพรรคตัวเองและพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ แล้วออกมาบอกแก่สาธารณะว่าพรรครัฐบาลจะยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. ซึ่งหมายความว่าเมื่อแก้รัฐธรรมนูญแล้ว พลเอกสุจินดาจะต้องพ้นจากตำแหน่ง ปรากฏว่าหลังจาก ดร.อาทิตย์ให้สัมภาษณ์ได้ไม่นาน พรรครัฐบาลก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ดร.อาทิตย์คิดเอาเอง พรรครัฐบาลไม่ได้คิดอย่างนั้น

เป็นอันว่าความพยายามของ ดร.อาทิตย์ที่จะถอดสลักปัญหาโดยการแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่อาจเกิดได้ ด้วยการปฏิเสธของพรรครัฐบาลเช่นกัน

สถานการณ์การชุมนุมประท้วงขยายตัวและเข้มข้นอย่างมาก ในระหว่างนี้สังคมก็ยังพยายามเรียกร้องให้พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลถอนตัว แต่ก็ไม่เป็นผล

ในที่สุดรัฐบาลพลเอกสุจินดาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมือง 5 พรรค ก็ตัดสินใจใช้กำลังทหารและตำรวจปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรง โดยปราบปรามอยู่หลายวัน จนประชาชนล้มตาย บาดเจ็บ และสูญหายไปเป็นจำนวนมาก

แม้เมื่อรัฐบาลลงมือปราบปรามจนประชาชนบาดเจ็บล้มตาย ก็ยังคงมีเสียงเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคลาออก เพื่อให้รัฐบาลหยุดใช้ความรุนแรง แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็ยังยืนยันเหมือนเดิม และไม่มีพรรคการเมืองใดหรือ ส.ส.คนใดแสดงความห่วงใยสถานการณ์ หรือเสียใจต่อการที่ประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตายเลย

การปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬกล่าวได้ว่าโหดเหี้ยมมาก ไม่มีมนุษยธรรมใดใดปรากฏให้เห็น แม้ว่าผู้ที่ถูกฆ่าล้วนเป็นคนไทยด้วยกัน และเป็นเพียงผู้บริสุทธิ์ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น

เหตุการณ์จบลงด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกเอกสุจินดา แต่ก่อนลาออกเขาก็ดำเนินการให้สภาออกกฎหมายนิโทษกรรมให้ตนและคณะเรียนร้อย ทำให้ผู้เผด็จการที่สั่งฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมสามารถลอยนวลไปอีกเช่นเคย

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดการเรียกพรรคการเมืองว่า “พรรคเทพ” และ “พรรคมาร” พรรคมารหมายถึงพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ที่ถูกเรียกว่าพรรคมารเพราะพรรคการเมืองกลุ่มนี้มีส่วนทำให้เกิดวิกฤติการณ์ดังกล่าว เมื่อเกิดแล้วก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร ทำให้รัฐสภาไม่สามารถเป็นพื้นที่ของการแก้ปัญหา ทั้งที่เป็นหน้าที่โดยตรง ส่วนพรรคเทพ หมายถึงพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ร่วมต่อสู้กับประชาชน

ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ก็เนื่องจากปัจจุบันกำลังเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้อีก คือ ทหารที่ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้สืบทอดอำนาจโดยเขียนรัฐธรรมนูญที่ให้พวกตนสามารถมีอำนาจได้ต่อไป

รัฐธรรมนูญฉบับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชายิ่งเลวร้ายกว่าฉบับ รสช.มาก เพราะกำหนดให้ ส.ว.ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของตนเองมีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรีได้ถึง 2 สมัย และกำหนดให้การแก้ไขเป็นไปอย่างยากลำบาก ทั้งนี้ก็เพราะต้องการค้ำประกันอำนาจของพลเอกประยุทธ์ให้อย่างน้อยก็สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้อีก 8 ปี

จุดต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ แค่ รสช.แสดงให้เห็นการสืบทอดอำนาจ โดยพลเอกสุจินดายังไม่ได้ลงมือบริหารประเทศเลย ประชาชนก็ลุกขึ้นมาขับไล่แล้ว ในขณะที่พลเอกประยุทธ์บริหารประเทศทั้งในช่วงการใช้อำนาจเผด็จการและช่วงการสืบทอดอำนาจรวม 7 ปี โดยผลของความเลวร้ายที่เกิดจากการใช้อำนาจเผด็จการ และการบริหารประเทศได้ปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนทุกด้าน

จึงไม่แปลกที่จะเกิดขบวนการของนักเรียน นักศึกษา ประชาชนลุกขึ้นมาขับไล่ และที่น่าตื่นเต้นก็คือกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เป็นพลังของการชุมนุมขับไล่ได้แก่กลุ่ม นักเรียน นักศึกษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพลเอกประยุทธ์ไม่เพียงประสบวิกฤติปัญหาที่เกิดจากฝีมือของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องประสบปัญหาที่มาจากการตามไม่ทันการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของสังคม

พลเอกประยุทธ์จึงจมปลักกับอำนาจ ผลประโยชน์ และวิธีคิดแบบเดิม ๆ ในขณะที่การชุมนุมเรียกร้องครั้งนี้มีวิธีการแบบใหม่ ๆ ความต้องการใหม่ ๆ ที่พลเอกประยุทธ์ไม่เข้าใจ ไม่เรียนรู้ จึงนำไปสู่การเผชิญหน้าแบบดูหมิ่นดูแคลน ใส่ร้ายป้ายสี และนำไปสู่การใช้ความรุนแรงหลายครั้งหลายหน จนปัจจุบันถึงขั้นดึงเอาสถาบันมาบิดเบือนใส่ร้ายป้ายสี และสร้างมวลชนฝายขวาขึ้นมาสำแดงพลังไล่ทำร้ายนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ทำให้สังคมตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดและดูเหมือนจะไม่มีทางออก

สังคมจึงเกิดความคาดหวังเช่นเดียวกับความคาดหวังในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คือว่า รัฐสภาน่าจะจะช่วยกันหาทางออกของประเทศ

แต่ที่ผ่านมาสังคมดูเหมือนจะหมดความหวังและเกรงว่าประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยอีก เพราะพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลแสดงท่าที่ออกมาไม่ต่างจากพรรคมารในอดีต คือไม่รู้ร้อนหนาวต่อเสียงเรียกร้องของประชาชน

เมื่อวันที่ 23-24 กันยายน มีญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ารัฐภา โดยมีนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ร่วมชุมนุมเรียกร้องอยู่หน้ารัฐสภา เพื่อขอให้รัฐสภายอมรับญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าพรรครัฐบาลร่วมกับวุฒิสมาชิกเล่นกลที่จะไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอญัตติให้ตั้งกรรมาธิการศึกษาก่อนรับหลักการ และนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาก็พูดว่า สมาชิกรัฐสภาได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้วไม่ต้องสนใจเสียงจากภายนอก

หลังจากรัฐบาลได้สั่งสลายการชุมนุมในเช้าวันที่ 15 และค่ำวันที่ 16 ตุลาคม โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงในวันที่ 16 รัฐบาลได้รับการประณามอย่างมากทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ หลายฝ่ายเห็นว่าพลเอกประยุทธ์หมดความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป จึงมีเสียงเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลลาออก โดยมุ่งไปที่พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย

ที่มุ่งไปที่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ประกาศเป็นอุดมการณ์ของพรรคว่าต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ที่สำคัญคือในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬพรรคนี้ได้รับยกย่องว่าเป็นพรรคเทพ จึงรู้อยู่เต็มอกว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่เกิดขึ้น รัฐสภามีส่วนสำคัญด้วย การเพิกเฉยต่อปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากการบาดเจ็บ ล้มตาย ของวีรชนเดือนพฤษภา คือการเลือกตั้งหลังเหตุการณ์ดังกล่าวพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงมากสุด ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากการที่ประชาชนเห็นว่าเป็นพรรคเทพ และส่งผลให้นายชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

หลังเหตุการณ์พลเอกประยุทธ์สั่งสลายการชุมนุม 16 ตุลาคมที่สี่แยกปทุมวัน พรรคประชาธิปัตย์ประชุมกัน มี ส.ส.ท่านหนึ่งออกมาเปิดเผยผลการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นว่าพรรคมีผลงานช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่รัฐบาล รัฐมนตรีของพรรคทุกคนตั้งใจทำงานและมีผลงานดี คะแนนนิยมของพรรคก็ดีขึ้น ดังนั้นพรรคจะอยู่ร่วมรัฐบาลต่อไป

ที่มุ่งไปที่พรรคภูมิใจไทยก็เพราะหัวหน้าพรรคคุยมาตลอดว่าจะทำเพื่อประชาชน ไม่ยึดติดตำแหน่ง พร้อมจะออกจากรัฐบาลหากไม่สามารถทำอะไรได้ แต่คราวนี้กลับพูดว่าขอโอกาสให้พลเอกประยุทธ์ได้ทำงานต่อ ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ต่อไป แบบมาด้วยกันไปด้วยกัน

จะเห็นว่าคำการตัดสินใจของทั้ง 2 พรรคไม่มีอะไรต่างจากพรรคมารในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คืออ้างเหตุผลสารพัดเพื่อบอกว่าตนจะอยู่กับรัฐบาลต่อไป โดยไม่สนใจการชุมนุมประท้วงของประชาชน ไม่สนใจความรุนแรงที่รัฐบาลกำลังก่อขึ้น และน่าจะรุนแรงขึ้นอีกจากการสร้างม็อบเสื้อเหลืองออกมาโดยอ้างเรื่องสถาบัน แต่แท้ที่จริงก็คือปกป้องพลเอกประยุทธ์์ แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็มองผ่านภาพเหล่านี้ไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รวมทั้งมีแนวโน้มว่าจะร่วมกับรัฐบาลในการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงต่อไปด้วย

ดังนั้นวันที่ 26-27 ตุลาคมที่จะถึงนี้ รัฐสภาจะเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อให้สมาชิกร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ให้เห็นชัด ๆ ว่าพรรคของท่านตัดสินใจเพื่อให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าได้ หรือเลือกเอาผลประโยชน์เฉพาะหน้าของพวกท่านเท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นพรรคมารคงจะอุบัติขึ้นอีกครั้งในสมัยนี้ และจะเกิดตำนานการกลายร่างของอดีตพรรคเทพเป็นพรรคมารด้วย


Recommended Articles