กฎหมายป่าไม้กับการละเมิดสิทธิชุมชน “คนอยู่กับป่า” กรณีจับกุมไม้บ้านกลาง จ.ลำปาง

เชียงใหม่, 20 ตุลาคม 2563 – สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2563 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท (เตรียมการ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป่าสงวนแห่งชาติ ได้สนธิกำลังกันเข้ายึดไม้ในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านกลาง หมู่ที่ 5 ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง อ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ด้านชาวบ้านชี้ เป็นการใช้ประโยชน์ตามปรกติธุระในผืนป่าชุมชนที่ดูแลมากว่า 300 ปี เพื่อซ่อมแซมศาลาอเนกประสงค์ในชุมชน | อ่านต่อ : จนท.อุทยานฯ ยึดไม้ชุมชนบ้านกลาง จ.ลำปาง อ้าง พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ประยงค์ ดอกลำใย ถามท็อป “เอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งไช่ไหม”

จากกรณีที่เกิดขึ้นกับพื้นที่บ้านกลางเกิดกระแสการตั้งคำถามของหลายฝ่าย ที่ได้รู้จักเรื่องราวของชุมชนบ้านกลาง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของชุมชนที่มีการจัดการพื้นที่ป่าอย่างมีระบบแบบแผน เชื่อมโยงกับวิถีการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง ซึ่งในอดีตจากพื้นที่ป่าที่เคยผ่านการถูกทำสัมปทานป่าไม้ถึง 3 ครั้ง ชาวบ้านชุมชนบ้านกลางได้ร่วมกันตั้งกฎระเบียบการรักษาป่าจนสามารถฟื้นคืนพื้นที่ป่า กว่า 20,000 ไร่ กลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งนั้น

การตรวจยึดไม้ที่พื้นที่ป่าชุมชนของบ้านกลาง ตั้งแต่วันที่ 9-15 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่ง นายสมชาติ รักษ์สองพลู ยืนยันว่าไม้ที่ชาวบ้านตัดจากพื้นที่ป่าชุมชนมีจำนวน 2 ต้นเพื่อนำไปซ่อมแซมศาลาเอนกประสงค์ในชุมชนที่ทรุดโทรมลง

ล่าสุด วันที่ 20 ตุลาคม 2563 ได้มีการจัดเวทีสัมมนา หัวข้อ กฎหมายป่าไม้กับการละเมิดสิทธิชุมชน “คนอยู่กับป่า” ขึ้นที่ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการหารือในประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมากับชุมชนที่อาศัยอยู่ในป่าที่จะต้องเผชิญหลังจากนี้ คือ ผลกระทบจาก ร่างพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. … ที่ไม่มีการบัญญัติเรื่องสิทธิชุมชุมอยู่ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ และหาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศใช้ นี่คือปัญหาใหญ่ที่ชุมชนที่อยู่ในป่าต้องเผชิญ

นายสมชาติ รักษ์สองพลู ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบ้านกลาง ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า นี่คือการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านมันแสดงถึงการบ้าอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐกดดันให้เราจำนน แต่เรากลับลุกขึ้นไม่ยอมจำนนต่ออำนาจ มันทำให้เขารู้สึกเสียหน้า เราจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเราใช้ไม้ในป่ามันไม่ผิดเราใช้ไม้เท่าที่จำเป็น เราลุกขึ้นมาเพื่อทวงถามสิทธิ บ้านกลางไม่ได้อยู่ในป่าแค่ชุมชนเดียวมีหลายชุมชนที่โดนแบบเรา ที่เราลุกขึ้นมาเราอยากแสดงให้เห็นว่าคุณกำลังละเมิดสิทธิของเรา คุณไม่เคารพเรา วันนี้ถ้าชุมชนไม่คิดจะดูแลพื้นที่มันคงกลายเป็นป่าข้าวโพดไปหมดแล้ว ชาวบ้านมีสิทธิ์ในการการปลูกข้าวโพด แต่เราไม่ทำเพราะเราต้องการรักษาพื้นที่ของเรา ซึ่งการใช้ไม้ของเราต้องการให้มันกระทบกับป่าน้อยที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านกลางมันคือความท้าทายที่จะเกิดขึ้นกับทุกชุมชนที่อยู่ในป่า และถ้า พ.ร.บ.ป่าไม้ ออกมาซึ่งไม่มีการบัญญัติเรื่องสิทธิชุมชนเข้าไปอยู่ในนั้นมันจะเกิดผลกระทบและความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีกมากมายกับคนที่อาศัยอยู่ในป่า

“เราต้องวางยุทธศาสตร์ใหม่เราต้องกลับมามองชุมชนของตัวเองและเตรียมพร้อมกับการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมาหลังจากนี้” นายสมชาติกล่าว

นายสมชาติ รักษ์สองพลู ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบ้านกลาง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง

ด้านนางจารุณี รักษ์สองผลู เสริมว่า บ้านกลางไม่ได้อยู่ด้วยกฎหมายป่าไม่ 2484 เราอยู่ได้ด้วยกฎระเบียบของชุมชน ชาวบ้านอยู่ตรงนั้นการรักษาป่ามันเกิดมาด้วยจิตสำนึก เกิดมาด้วยความเชื่อความศรัทธา กฎของเราศักดิ์สิทธิกว่ากฎหมายด้วยซ้ำไป สิทธิชุมชนที่เราเชื่อมาตลอดคือ เรารักษาสิ่งนั้นเราต้องมีสทธิใช้สิ่งนั้น แต่กฎหมายบอกให้เรารักษาแต่เราใช้ไม่ได้ จนท.อุทยานเป็นเหมือนเจ้าของฟาร์มที่เลี้ยงไก่ป่าที่ให้ชาวบ้านเลี้ยงแต่พอชาวบ้านขอกินไก่ป่าบ้างกับกินไก่ป่าไม่ได้ต้องรอให้มันตายก่อนถึงกินได้ เรารู้สึกว่ากฎหมายของรัฐมันไม่เป็นธรรม เหตุการณีที่เกิดขึ้นเราเหมือนโดนข่มขืน มันไม่ชอบธรรมกับร่างกายของเรา

“ปี 2558 มีนายทุนเข้ามาทำไม้ในพื้นที่แต่ จนท.ไม่สามารถทำอะไรนายทุนได้ เราส่งเรื่องร้องเรียนไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีให้ลงมาตรวจสอบพื้นที่ เราเป็นคนที่ต้องปกป้องพื้นที่เของเราเอง ในเมื่อกฎหมายมันเลือกปฏิบัติระหว่าชาวบ้านกับนายทุนเราถามว่าสิทธิชุมชนมันอยู่ตรงไหน?? ใครจะให้สิทธิชุมชนกับเราได้บ้าง เราไม่ได้ต้องการพื้นที่มาเป็นของเราแต่เราต้องการสิทธิที่จะอยู่จะใช้ประโยชน์ สิ่งที่รัฐทำกับเรามันไม่มีประโยชน์กับเราเลย กฎหมายทำร้ายเราตลอด ณ.วันนี้เหมือนกับว่าเราทำอะไรก็ผิดไปหมด” นางจารุณี กล่าวเสริม

นางจารุณี รักษ์สองผลู

นางสาวนิราพร จะพอ ตัวแทนเยาวชนจากชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นดังกล่าว เพื่อให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนที่อยู่กับป่าในการดูแลรักษาป่าว่า เราเกิดมาเราก็อยู่ในป่า ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเรารู้สึกปลอดภัยที่อยู่ในป่า เรามีกฎในการรักษาป่าของเรามันเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ของเรามันเป็นเรื่องของคนในชุมชนทั้งหมดช่วยกันคิด กลั่นกรองออกมา แต่กฎหมายของประเทศมันถูกเขียนขึ้นมาแค่คนบางกลุ่มแต่เขาบังคับใช้กับคนทั้งประเทศเรารู้สึกว่ามันได้ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีส่วนกับกฎหมายนั้น

“เรารักษาป่า อยู่ในป่า ทุกคนในประเทศได้ประโยชน์จากป่าที่เราดูแลรักษา อย่างน้อยเราในฐานะเยาวชนรุ่นใหม่ เราทำข้อมูล เราสื่อสารกับคนข้างนอกเรื่องสิทธิของเราและเราอยากทำให้คนข้างนอกและรัฐเข้าใจ เราเราตั้งใจที่ทำเรื่องพวกนี้ ในมุมของหนู จนท.เหมือนหุ่นยนต์ เขาถูกป้อนข้อมูลให้ทำตามคำสั่ง เขาควรมีความคิด ความรู้สึกมากกว่านี้เราอยากให้เขาเข้าใจเรามากกว่านี้ อย่าใช้เพียงกฎหมายมากล่าวอ้างกับชุมชน”

เช่นเดียวกันกับนางสาวจันทร์ฤทัย โพคะ ตัวแทนเยาวชนจากชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ที่ร่วมแลกเปลี่ยนว่า เรารู้ว่ามันมีการต่อสู้เรื่องคนกับป่ามานานมาก มันมีภัยจากภายนอกเข้ามาในชุมชนเรื่อย ๆ เยาวชนเป็นส่วนหนึ่งและกำลังหลักในการต่อสู้เรื่องคนกับป่าในอนาคต เราถึงต้องลุกขึ้นมาเพื่อทำอะไรสักอย่างกับชุมชนของเรา ที่ผ่านมาเราสู้เรื่องคนกับป่ามาตลอดทำไมมันไม่ส่งผลอะไรกับเราที่จะทำให้เราได้อยู่ในป่าได้อย่างปรกติสุขเลย

นางสาวจันทร์ฤทัย โพคะ และนางสาวนิราพร จะพอ ตัวแทนเยาวชนจากชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย

จากเวทีสัมมนากฎหมายป่าไม้กับการละเมิดสิทธิชุมชน “คนอยู่กับป่า” ที่ผ่านมา ถึงแม้ชุมชนที่อาศัยอยู่ในป่าจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าชุมชนสามารถดูแลรักษาป่าได้ ซึ่งจะเห็นได้จากพื้นที่บ้านกลาง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และปรากฎหลักฐานที่เห็นได้ชัดจากพื้นที่ป่าที่ผ่านการสัมปทานมาถึง 3 ครั้งที่กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้

อย่างไรก็ตามการลดความขัดแย้งของเจ้าหน้าที่กับชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า คือ คนที่อยู่กับป่ามาก่อนการประกาศกฎหมายป่าไม้ 2484 กฎหมายต้องให้สิทธิกับชุมชนในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของตัวเอง การบังคับใช้กฎหมายต้องไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นนายทุนหรือชาวบ้านเพราะการเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมายอาจจะนำมาสู่ความขัดแย้ง และความเหลื่อมลำ ที่จะไม่สามารถหาทางออกของปัญหาได้ ในการออกมาเรียกร้องของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับปัญหาของประชาชนที่ออกมาเรียกร้องและปัญหาของชุมชนที่อยู่ในป่า อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาเดียวกัน และต้องใช้โอกาสนี้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน

ประเด็นท้าทายของคนที่อยู่กับป่าที่ร่วมสมัยกับเหตุการณ์ปัจจุบัน คือ อะไรคือความฝันของเรา? อะไรคือข้อเสนอที่เราไม่ควรอ่อนข้อต่ออำนาจที่กฎทับคนที่อยู่กับป่า? อะไรคือการแก้ไขปัญหาแบบถอนรากถอนโคน?


อนุชา ตาดี – รายงาน

Recommended Articles