กระบวนการยุติธรรม มายาคติ และอำนาจเผด็จการ | เลิศชาย ศิริชัย

กระบวนการยุติธรรม มายาคติ และอำนาจเผด็จการ | เลิศชาย ศิริชัย

“ผลที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐบาลสามารถใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้ไม่ต่างจากการใช้ ม.17 นัก ดังจะเห็นว่ารัฐบาลสามารถบังคับไม่ให้คนชุมนุมกันเกิน 5 คน สามารถจับคนไปกักขังโดยไม่ต้องแจ้งข้อหา ไม่ต้องขออนุญาตศาล ได้ถึง 7 วัน สามารถบุกเข้าตรวจค้นตามเคหะสถานโดยไม่ต้องมีหมายค้น ที่สำคัญคือสามารถปราบปรามนักเรียน นักศึกษาประชาชน ที่ชุมนุมคัดค้านได้ โดยอ้างว่าพวกเขากระทำผิดกฎหมาย…”

บทความโดย: ดร.เลิศชาย ศิริชัย

สังคมเราสอนให้เชื่อว่าคำตัดสินของศาลซึ่งเป็นขั้นตอนท้ายสุดของกระบวนการยุติธรรม เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตัดสินอย่างไรทุกคนก็ต้องยอมรับว่านั่นคือความยุติธรรม เราจึงได้ยินคนที่เป็นคดีความกันยอมรับว่าเมื่อศาลตัดสินอย่างไรก็จะยอมรับ

เมื่อทุกคนเชื่อและยอมรับเช่นนี้ สังคมจึงยอมรับให้มีกฎหมายปกป้องการตัดสินของศาล คือใครวิจารณ์คำตัดสินของศาลไม่ได้ ใครฝ่าฝืนจะมีโทษทางอาญา

ที่จริงหลักการดังกล่าวถือว่าเป็นสากล ต่างกันแต่ว่าประเทศที่เห็นว่าความยุติธรรมจะต้องเกิดแก่คนที่มีความแตกต่างหลากหลายอย่างเท่าเทียมกัน ก็จะพยายามปรับปรุงและวางระบบของกระบวนการยุติธรรมให้สามารถตอบสนองความหลากหลายได้ และให้สังคมสามารถสะท้อนปัญหาต่าง ๆ เพื่อการปรับปรุงได้ แต่หลายประเทศก็ยังสนใจแง่มุมนี้น้อย

สำหรับบ้านเราคงไม่มีใครกล้าไปตอแยต่อคำตัดสินของศาลที่เป็นเรื่อง ๆ แต่พบว่ามีการเสนอความคิดในเชิงที่เป็นภาพรวมให้เห็นว่ากระบวนยุติธรรมบ้านเรายังมีมีปัญหา และไม่สามารถสร้างความยุติธรรมให้แก่คนทุกหมู่เหล่าได้จริง

ประเด็นแรก มีการเสนอให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมจะอ้างเอาตัวบทกฎหมายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ในความเป็นจริงไม่เคยมีการตั้งคำถามเลยว่า กฎหมายนั้นคนกลุ่มใดเป็นคนเขียน และเขียนออกมาเพื่อใคร

ความคิดที่แหลมคมจะเห็นได้จากบทกวีที่คนจำนวนมากยังคงจำได้ แม้จะเขียนมานานแล้ว อย่างน้อยก็จำชื่อบทกวีนี้ได้ คือ “ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ย่อมแน่ไซร้เพื่อชั้นนั้น” ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “นายภูติ” ชื่อจริง คือ ศรี อินทปันตี

ตราชูนี้ดูเที่ยง บ่มิเอียงจริงไหมหือ

ขวาซ้ายเท่ากันหรือ รึจะหย่อนอยู่ข้างไหน

เพ่งดูตราชูตั้ง ข้านี้ยั่งมิแน่ใจ

ที่เที่ยงนั้นเพียงใด ที่ว่าไม่แค่ไหนกัน

………………………………………………..

นายทาสเขียนกฎหมาย คนคือควายไม่เป็นคน

เจ้าเขียนก็สัปดน เขียนจนตนเป็นเทวดา

เวลาลานายทุนเขียน คนก็เปลี่ยนไปเป็นหมา

โลกเอ๋ยอนิจจา นี่แหละหวายุติธรรม์

ผู้เขียนใช้ความคิดเรื่อง “ชนชั้น” นำเสนอให้เห็นว่าในสังคมหนึ่ง ๆ ชนชั้นที่มีอำนาจจะควบคุมการเขียนกฎหมายให้เป็นประโยชน์ต่อชนชั้นของตน ที่ผู้เขียนใช้ชนชั้นเป็นมโนทัศน์ในการนำเสนอความคิดก็เนื่องจากในช่วงนั้นข้อถกเถียงเรื่องอำนาจยังให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นหลัก แต่ในปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ซึ่งทำให้เห็นว่าอำนาจมาได้จากหลายทาง

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจจากปากกระบอกปืนเข้ามามีอำนาจการปกครองก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ดังจะเห็นว่าพลเอกประยุทธ์ได้ผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญ เกิดกฎหมายหลายฉบับ เพื่อค้ำจุนอำนาจและสืบอดอำนาจ ทำให้เกิดกฎหมายที่มุ่งจำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน เป็นเครื่องมือในการควบคุมประชาชน เช่น พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 และ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560

สาระสำคัญของประเด็นนี้ก็คือ กระบวนการยุติธรรมมักอ้างกฎหมายในการจัดการประชาชน แต่ไม่เคยตั้งคำถามเลยว่ากฎหมายนั้นใครเป็นคนเขียน เขียนขึ้นเพื่อใคร ดังกรณีที่มีการดำเนินคดีแก่ผู้วิพากษ์วิจารณ์หรือผู้ชุมนุมคัดค้านรัฐบาลปัจจุบันด้วยกฎหมายดังกล่าว เหมือนว่าเมื่อมีกฎหมายอะไรออกมาใช้แล้วกฎหมายนั้นจะเป็นกลางหรือเป็นธรรมต่อคนทุกคนเสมอ

เมื่อเป็นเช่นนี้คำถามคือ ความยุติธรรมที่ว่าจะต้องเกิดแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันนั้น เกิดขึ้นได้จริงหรือเปล่า?

ประเด็นที่สอง มีบทกวีที่คนรู้จักกันดีเช่นกัน เขียนเปิดโปงผู้ปกครองเผด็จการว่าเมื่อยึดอำนาจแล้วก็จะเขียนกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ตนเองแบบสั่งลงโทษประชาชนได้เลย โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมที่เคยมีอยู่ และสั่งได้แม้กระทั้งการประหารชีวิต

จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เขียนบทกวีขนาดยาวชื่อ “โคลงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานครยุคไทยพัฒนา” ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานเขียนชิ้นเยี่ยมของจิตร ภูมิศักดิ์ โดยเป็นบทกวีที่ใช้ฉันทลักษณ์หลายแบบ มีเนื้อหาที่เข้มข้น สามารถสะท้อนตัวตนของจิตร ภูมิศักดิ์ได้เป็นอย่างดี เขาใช้นามปากกาในการเขียนบทกวีนี้ว่า “กวีการเมือง”

บทกวีนี้จิตร ภูมิศักดิ์เขียนวิจารณ์การปกครองและการบริหารประเทศของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในหลายแง่มุม ตอนหนึ่งเขาเขียนว่า

อำนาจบาตรใหญ่เหี้ยม โหดหืน

ย่ำระบบยุติธรรมยืน เหยียบเย้ย

ปืนคือกฎหมาย…ปืน ประกาศิต

ผิดชอบอั๊วเองเว้ย ชาตินั้นคือกู ฯ

ถือ ม. สิบเจ็ดใช้ ประหารชน

เหมือนหนึ่งหมากลางถนน หนักหล้า

เห็นคนบ่เป็นคน… ควายโง่ (โอยพ่อ)

กดบ่ให้เงยหน้า “นิ่งโว้ย…ม่ายตาย” ฯ

สิ่งที่จิตร ภูมิศักดิ์ สะท้อนให้เห็นก็คือ ในสมัยจอมพบสฤษด์นั้นมี ม.17 หรือมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ที่จอมพลสฤษดิ์ประกาศใช้หลังการยึดอำนาจ ธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ได้ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจลงโทษใครก็ได้ ซึ่งตามปกติอำนาจนี้จะเป็นของฝ่ายตุลาการ โดยพบว่าเฉพาะการประหารชีวิตคน จอมพลสฤษดิ์สั่งประหารถึง 11 ราย โดยสั่งประหารหลังยึดอำนาจด้วยการใช้อำนาจของคณะปฏิวัติ 3 ราย ที่เหลืออีก 8 รายล้วนสั่งประหารด้วยอำนาจตาม ม.17 และพบว่าผู้ถูกประหารชีวิตส่วนใหญ่เป็นศัตรูทางการเมืองหรือผู้วิพากษ์วิจารณ์จอมพลสฤษดิ์อย่างไม่ลดละ กรณีที่สังคมยังจำฝังใจอยู่ คือการสั่งประหารชีวิต ครูครอง จันดาวงศ์ และ ครูทองพันธ์ สุทธิมาศ นี่ยังไม่นับกรณีที่จอมพลสฤษดิ์สั่งจับนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ที่วิพากษ์วิจารณ์ตน ไปขังคุกแบบขังลืมอีกเป็นจำนวนมาก

ประเด็นก็คือกระบวนการยุติธรรมกลับยอมรับอำนาจแบบนี้ว่าเป็นอำนาจของกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งยอมรับอำนาจของกลุ่มทหารที่ยึดอำนาจไม่ว่าจะในนามอะไรก็แล้วแต่ ว่าสามารถออกคำสั่งลงโทษประชาชนที่ตามปกติเป็นอำนาจของฝ่ายตุลากรได้ เช่น คำสั่งคณะปฏิวัติ

เมื่อเป็นเช่นนี้ความหมายความยุติธรรมที่กระบวนการยุติธรรมไทยใช้ คืออะไร ประชาชนทั่วไปจะได้รับความยุติธรรมอย่างไร?

เมื่อกระบวนการยุติธรรมยอมรับให้อำนาจแบบ ม.17 เป็นอำนาจของกระบวนการยุติธรรมด้วย จึงไม่แปลกที่จะพบว่าการยึดอำนาจของทหารทุกครั้ง คณะผู้ยึดอำนาจจะประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองหรือรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยจะมีการบัญญัติอำนาจแบบ ม.17 ไว้ทั้งสิ้น ยกเว้นการยึดอำนาจในปี 2549 แต่การยึดอำนาจของพลเอกประยุทธ์ในปี 2557 ก็นำกลับมาใช้อีก (มาตรา 44)

อำนาจอีกลักษณะหนึ่งที่รัฐบาลนำมาใช้ที่ไม่ต่างจาก ม.17 นัก คือการใช้อำนาจจาก พ.ร.ก ฉุกเฉิน ซึ่งตามปกติเราจะไม่พบรัฐบาลเผด็จการโดยตรงนำอำนาจแบบนี้มาใช้ เพราะมีอำนาจแบบ ม.17 ใช้อยู่แล้ว แต่จะพบในกรณีรัฐบาลสืบทอดอำนาจที่ต้องการใช้การเลือกตั้งฟอกตัวเองให้มีอำนาจต่อไปได้อีก เช่น กรณีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะรัฐบาลลักษณะนี้จะถูกต่อต้านจากประชาชน เนื่องจาก 1) ประชาชนรู้ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ 2) การปกครองที่สืบทอดอำนาจเผด็จการจะมีปัญหามาก ทั้งการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน การไร้ฝีมือในการบริหารประเทศ การเล่นพรรคเล่นพวก การทุจริตคอรัปชัน ซึ่งในที่สุดความยากลำบากจะตกที่ประชาชน 3) รัฐบาลแบบนี้จะออกกฎหมายไว้ปราบปรามประชาชน เพื่อไม่ให้ลุกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านรัฐบาล ซึ่งประชาชนก็รู้เท่าทัน และหาช่องทางที่จะคัดค้านรัฐบาลตลอดเวลา

เมื่อประชาชนไม่กลัว และรัฐบาลไม่สามารถจัดการกับประชาชนด้วยกฎหมายที่มีอยู่ได้ รัฐบาลแบบนี้ก็จะฉวยโอกาสประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งตามปกติจะเป็นหลักการสากลที่ให้ฝ่ายบริหารสามารถประกาศใช้ได้ เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนที่จะนำความเสียหายมาให้แก่ส่วนรวม โดยเฉพาะจะทำให้ประชาชนเดือนร้อน เจตนารมย์ของการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือต้องเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน แต่ปรากฏว่ารัฐบาลสืบทอดอำนาจกลับฉวยโอกาสประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ต่อต้าน ดังที่เห็นได้ในปัจจุบัน โดยรัฐบาลตีความ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาเองโดยไม่สนใจเจตนารมย์ของกฎหมาย แม้จะถูกอาจารย์ทางกฎหมาย องค์กรด้านความยุติธรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศคัดค้านว่ารัฐบาลไม่สามารถประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมประท้วงโดยสงบได้ แต่รัฐบาลก็ไม่สนใจ

ผลที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐบาลสามารถใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้ไม่ต่างจากการใช้ ม.17 นัก ดังจะเห็นว่ารัฐบาลสามารถบังคับไม่ให้คนชุมนุมกันเกิน 5 คน สามารถจับคนไปกักขังโดยไม่ต้องแจ้งข้อหา ไม่ต้องขออนุญาตศาล ได้ถึง 7 วัน สามารถบุกเข้าตรวจค้นตามเคหะสถานโดยไม่ต้องมีหมายค้น ที่สำคัญคือสามารถปราบปรามนักเรียน นักศึกษาประชาชน ที่ชุมนุมคัดค้านได้ โดยอ้างว่าพวกเขากระทำผิดกฎหมาย โดยกฎหมายที่อ้างก็คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่รัฐบาลประกาศใช้แบบที่หลายฝ่ายเห็นว่าไม่ถูกต้องนั่นเอง การสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงเมื่อคืนวันที่ 16 ตุลาคม รัฐบาลก็อ้างว่าทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงทำให้รัฐบาลสลายการชุมนุมได้เท่านั้น แต่ยังกวาดจับผู้เข้าร่วมชุมนุมรวมทั้งนักข่าวไปถึง 100 กว่าคน

ประเด็นก็คือ กระบวนการยุติธรรมกลับยอมรับให้การกระทำเช่นนี้เป็นความถูกต้องที่รัฐบาลสามารถกระทำได้ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นว่ารัฐบาลยังให้ตำรวจไล่จับกุมผู้ชุมนุม และประกาศจะใช้ความรุนแรงเข้าสลายหากมีการชุมนุมอีก

ดังนั้นความเป็นจริงขณะนี้แม้รัฐบาลไม่มี ม.17 ใช้ แต่ก็มีอำนาจแทบจะไม่ต่างจากการมี ม.17 ใช้

ลองเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นักศึกษา นักวิชาการ ประชาชน เดินแจกเอกสารเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จอมพลถนอมใช้ ม.17 สั่งให้จับกุมไปคุมขังไว้แบบไม่ให้ประกันตัว รวม 13 คน แล้ววันนี้ล่ะ รัฐบาลก็สามารถทำได้แบบเกือบไม่แตกต่างกันใช่ไหม แกนนำผู้ชุมนุมเกือบทั้งหมดทั้งผู้หญิงผู้ชาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ถูกจับกุมไปคุมขังโดยไม่ให้ประกันตัวเหมือนกัน

คำถามก็คือ 1) เมื่อกระบวนการยุติธรรมเราทำงานเช่นนี้ ความยุติธรรมที่ประชนทุกกลุ่มควรจะได้รับอย่างเท่าเทียมกันนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร? 2) เมื่อเป็นเช่นนี้หมายถึงว่า กลไกรัฐไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนต่างก็ไปรวมอยู่ด้วยกันหมด โดยเห็นว่านักเรียน นักศึกษา ประชาชน คือคนที่ทำผิด ต้องจัดการให้เรียบร้อยใช่หรือไม่? แล้วใครจะมองเห็นเล่าว่านักเรียน นักศึกษา ประชาชน ซึ่งออกมาเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมด้วยความบริสุทธิ์ใจนั้น ก็ควรจะได้รับความยุติธรรมอย่างยิ่งด้วยเช่นกัน

ที่จริงยังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรมในแง่มุมอื่นอีก แต่มาถึงตอนนี้บทความจะยาวเกินไป และที่นำเสนอมาก็คงพอจะมองเห็นแล้วว่า แท้จริงแล้วการที่สังคมปลูกฝังว่าเราต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม และเมื่อถึงที่สุดแล้วกระบวนการยุติธรรมตัดสินอย่างไรเราต้องยอมรับโดยดีนั้น เป็นความจริงแท้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงมายาคติ คือเป็นเพียงความจริงที่มีการปลูกฝังให้เชื่อและให้ยอมรับกันเท่านั้น

นี่จะไม่ทำให้เราตั้งคำถามได้หรือว่า กระบวนการยุติธรรมมีส่วนสำคัญในการค้ำจุนอำนาจเผด็จการ และปล่อยให้อำนาจเผด็จการไล่จับกุมคุมขัง ไล่ปราบปรามนักเรียน นักศึกษา ปราะชาชน เหมือนกับว่าประเทศนี้ไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่สามารถให้ความยุติธรรมเหลืออยู่…


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *