รวม ‘ข้อเรียกร้อง’ ต่อการใช้อำนาจรัฐคุกคามประชาชน กรณีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง การสลายการชุมนุมคณะราษฏร 14 ต.ค. และจับกุมแกนนำ

รวม ‘ข้อเรียกร้อง’ ต่อการใช้อำนาจรัฐคุกคามประชาชน กรณีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง การสลายการชุมนุมคณะราษฏร 14 ต.ค. และจับกุมแกนนำ

กรุงเทพมหานคร, 16 ตุลาคม 2563 – สืบเนื่องจากการชุมนุมคณะราษฏร เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งบรรยากาศการชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตลอดจนการเดินเท้าของขบวนผู้ชุมนุมไปถึงทำเนียบรัฐบาลในช่วงค่ำของวันเดียวกัน และในช่วงกลางคืนได้มีการจัดเวทีปราศัยบริเวณริมรั้วทำเนียบรัฐบาลด้วยความสงบเช่นกัน จนกระทั่งเช้าตรู่ของวันที่ 15 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง นำไปสู่การสลายการชุมนุมพร้อมทั้งจับกุมแกนนำและผู้ชุมนุมอย่างน้อย 25 คน อาทิ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ อานนท์ นายนำภา นางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, นายณัฐชนน ไพโรจน์ และนายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ เป็นกลุ่มแกนนำคณะราษฏร ซึ่งทั้งหมดล้วนถูกดำเนินคดีที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ ข้อหายุยงปลุกปั่นฯ (ป.อาญา ม.116), นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร (พ.ร.บ.คอมฯ ม.14(3), ร่วมกันกระทำการหรือดำเนินการใดๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ (พ.ร.บ.โรคติดต่อ) เป็นต้นนั้น (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เพจ iLaw)

ต่อมาเครือข่ายภาคประชาชน เครือข่ายนิสิตนักศึกษา รวมทั้งพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้ออกแถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีเนื้อหาในเชิงปกป้องกลุ่มผู้ชุมนุมและแกนนำ ประนามการใช้อำนาจรัฐคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน คัดค้านการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตลอดจนเรียกร้องให้ยุติการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงอันเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อาทิ

สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสภานักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมออกแถลงการณ์ เรื่อง การชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 14 ตุลาคม และสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน เพื่อขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้สันติวิธีและการเจรจาในการแก้ไขปัญหา เคารพสิทธิ เสรีภาพและความเห็นต่างทางการเมือง เพื่อระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต่อไป โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ดังนี้

  1. การจับกุมแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ในวันที่ 13 และ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา แม้ว่าการดำเนินการจับกุมดังกล่าว จะเป็นไปตามหมายจับที่ศาลได้อนุมัติไว้ก่อนหน้า แต่การดำเนินการเกี่ยวกับการจับกุม รวมถึงการพิจารณาการประกันตัวผู้ต้องหานั้น จะต้องเป็นไปโดยธรรม เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาที่ไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหรือพฤติการณ์อื่นๆ ตามมาตรา 108/1 ได้มีสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อต่อสู้คดี และต้องให้ผู้ต้องหานั้นมีสิทธิในการติดต่อทนายความได้ พวกเรา ผู้แทนนิสิตนักศึกษาทั้งสามมหาวิทยาลัย จึงขอเรียกร้องไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้ใช้บังคับกฎหมายอย่างเป็นธรรม และไม่ใช้บังคับกฎหมายและดำเนินการจับกุมเพียงเพราะต้องการให้การชุมนุมนั้นยุติลงหรือเพียงเพื่อขัดขวางไม่ให้แกนนำผู้ชุมนุมนั้นได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไป
  2. การสลายการชุมนุมและการขอคืนพื้นที่เมื่อเย็นวันที่ 13 ตุลาคม และคืนวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา การดำเนินการสลายการชุมนุมและขอคืนพื้นที่นั้นจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้มีการร้องขอต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดก่อนตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเข้ารื้อที่ตั้งของผู้ชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม จึงมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย ส่วนการสลายการชุมนุมเมื่อคืนวันที่ 14 ตุลาคมนั้น คาดว่าน่าจะเป็นการสลายการชุมนุมโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ แต่อย่างไรก็ดี การสลายการชุมนุมนั้นก็คงยังต้องเป็นไปตามหลักสากลและคำนึงถึงการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ และไม่พึงสลายการชุมนุมในช่วงเวลายามวิกาล พวกเรา ผู้แทนนิสิตนักศึกษาทั้งสามมหาวิทยาลัย จึงขอเรียกร้องไปยังผู้บังคับใช้กฎหมาย ให้ใช้บังคับกฎหมายอย่างละมุนละม่อม จากเบาไปหาหนัก เพื่อมิให้เกิดความรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้น
  3. กรณีขบวนเสด็จพระราชดำเนินผ่านมาบริเวณที่กลุ่มผู้ชุมนุมปิดทางจราจรอยู่ กรณีนี้ พวกเรา ผู้แทนนิสิตนักศึกษาทั้งสามมหาวิทยาลัย เห็นว่า การชุมนุมในบริเวณดังกล่าว แม้ส่งผลให้ขบวนเสด็จพระราชดำเนินฯ นั้นต้องชะลอตัวลงอยู่บ้าง แต่ก็มิได้เกิดความรุนแรงหรือการกระทำใดอันอาจถือว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ได้แต่อย่างใด ทั้งนี้ พวกเรา ผู้แทนนิสิตนักศึกษาทั้งสามมหาวิทยาลัย เห็นว่า ไม่ควรมีผู้ใดนำเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมานี้ ไปบิดเบือนหรือไปใช้ปลุกระดมมวลชนเพื่อให้เกิดความรุนแรงหรือความกระทบกระทั่งระหว่างกัน เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ความสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์ เช่น เหตุการณ์สังหารหมู่ที่ธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ต้องเกิดขึ้นอีก และเพื่อไม่ให้เป็นการเปิดทางไปสู่การรัฐประหารในอนาคต

เช่นเดียวกันกับแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ที่ออกแถลงการณ์ แสดงจุดยืนต่อการสลายการชุมนุม และประนามการกระทำที่ภาครัฐมีจุดมุ่งหมายบั่นทอนขบวนการประชาธิปไตย ขัดขวางประชาชน อันเป็นการกระทำเพื่อรักษาอำนาจของตนเองและพวกพ้อง และนอกจากนั้นยังมีการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินซึ่งอาจตีความได้ว่าสถาบันกษัตริย์ตั้งตนเป็นปฎิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย

รวมทั้งคณะนักเรียน นักศึกษา ประชาชนปลดแอกจังหวัดสงขลา ก็ได้แถลงการณ์ ขอให้รัฐบาลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้ปล่อยตัวประชาชนที่ถูกจับกุมทั้งหมด บริเวณหน้าค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยระบุว่า การออกมาชุมนุมเรียกร้องของคณะนักเรียน นักศึกษา และประชาชนดังกล่าว ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยที่สามารถกระทำได้ และฝ่ายผู้ชุมนุมได้ใช้หลักสันติวิธี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน และไม่มีความต้องการที่จะให้เกิดความรุนแรงกับทุกฝ่าย เพราะไม่ใช่ทางออกของสังคม แต่รัฐบาลกลับใช้วิธีการรุนแรง สลายการชุมชนในยามวิกาล จับแกนนำโดยไม่เคารพในสิทธิเสรีภาพตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย มีขอเรียกร้องดังนี้

  1. รัฐบาลต้องยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ได้ประกาศไปในเช้ามืดของ วันที่ 15 ตุลาคม 2563 ในทันที
  2. รัฐบาลต้องปล่อยตัวผู้ชุมนุมในเวทีคณะราษฏรที่ถูกจับกุมทั้งหมดในทันที โดยไม่มีเงื่อนไข เพราะถือเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
  3. ต้องไม่มีรัฐประหาร หรือรัฐประหารเงียบ และขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคทุกฝ่ายใช้กลไกรัฐสภาเข้ามาแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น มากกว่าที่จะใช้อำนาจทางการเมืองแบบแผด็จการ

ด้านมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ เรื่องยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ยุติการคุกคามเสรีภาพประชาชนและระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีข้อเรียกร้องให้

  1. ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันที ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 11 (1) ประกอบด้วยมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่เห็นชอบกับการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในครั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการใช้อำนาจภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองซึ่งเป็นไปโดยสงบเพื่อประโยชน์สาธารณะ และจำกัดเสรีภาพสื่อในการรายงานข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อให้สังคมได้รับรู้ ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังตาม อำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และถอนกำลังทหารกลับที่ตั้ง
  2. ขอให้เปิดเผยรายชื่อผู้ถูกจับกุม สถานที่ควบคุมตัว อนุญาตให้ผู้ถูกควบคุมตัวได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ที่เป็นอิสระ อนุญาตให้ได้พบครอบครัวหรือบุคคลที่ไว้วางใจ อนุญาตให้พบและปรึกษาทนายความเป็นการส่วนตัว
  3. เปิดเผยแผนปฏิบัติการและมาตรการที่จะใช้บังคับในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎ ประกาศ ระเบียบ คำสั่ง และหลักเกณฑ์การใช้ดุลยพินิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตลอดจนรายชื่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมและเข้าถึงการชดเชยฟื้นฟูและเยียวยากรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง และเป็นการป้องกันมิให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนลอยนวลพ้นผิด
  4. ขอให้ปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนโดยคำนึงถึงหลักผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก (the best interest of the child) การดำเนินการใดๆ ต่อเด็กและเยาวชนควรต้องเป็นไปโดยมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่ากฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน และสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก (พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546)
  5. ขอให้ศาลทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการลุแก่อำนาจและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนสอดคล้องกับหลักกฎหมาย หลักนิติธรรม/นิติรัฐ และพันธกรณีระหว่างประเทศ อย่างเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง  

ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคพลังปวงชนไทย และพรรคเพื่อชาติ แถลงการณ์เรื่อง ขอให้เคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชน และยุติการคุกคามผู้ชุมนุมทุกรูปแบบ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า ไม่มีเหตุผลตามกฎหมายที่จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงได้ และข้อกำหนดจำกัดสิทธิต่าง ๆ ที่ออกตามมานั้น ไม่เข้าข้อยกเว้นที่ได้อนุญาตไว้ตามรัฐธรรมนูญ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง แต่เป็นการใช้กฎหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการจำกัดการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองและการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธของประชาชน โดยมีข้อเรียกร้อง

  1. นายกรัฐมนตรีต้องยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยทันที เพราะการกระทำดังกล่าวไม่ต่างกับการยึดอำนาจและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
  2. รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องให้หลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง การชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ เสรีภาพในการเสนอข่าวสารและการส่งข้อมูลซึ่งกัน และต้องไม่กระทำการใดอันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพดังกล่าว ดังเช่นการสลายการชุมนุมเมื่อเช้าวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา
  3. ขณะนี้เป็นที่ปรากฏชัดว่าได้มีการส่งกำลังทหารจำนวนมากเข้ามาในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและเข้าควบคุมสถานที่ต่างๆ เช่น อาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นที่ทำงานของฝ่าย นิติบัญญัติซึ่งการใช้กำลังทหารจำนวนมากดังกล่าวไม่เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นจริง การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ทำลายความเชื่อมั่นของประเทศต่อสังคมโลก และอาจนำมาซึ่งเหตุการณ์รุนแรงภายในอนาคตอันใกล้ได้ อีกทั้งเป็นการฉวยโอกาสใช้อำนาจพิเศษในช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภา ทำให้ระบบรัฐสภาไม่สามารถตรวจสอบการกระทำดังกล่าวได้ จึงขอให้นำกองกำลังทั้งหมดกลับเข้าที่ตั้งและให้หน้าที่การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามปกติ
  4. พรรคร่วมฝ่ายค้านขอคัดค้านและต่อต้านการใช้กำลังและความรุนแรงทุกรูปแบบ กับนักศึกษาและประชาชน ขณะเดียวกันก็ไม่สนับสนุนให้มีการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงเช่นกัน และจะขอใช้สิทธิในการประกันตัวนักศึกษาและประชาชนผู้ถูกจับกุมทุกคน
  5. พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ติดตามการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาและประชาชนมาโดยตลอด เห็นร่วมกันว่า การใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าว ยังอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีเหตุผลใด ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมและออกข้อห้ามมิให้มีการชุมนุม
  6. ขอให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญโดยเร็ว เพื่อจะได้นำปัญหาต่างๆ เข้าแก้ไข ผ่านระบบรัฐสภา

อย่างไรก็ตามด้าน คณะก้าวหน้า ยังยืนยันว่าการชุมนุมตลอดวันที่ 14 ตุลาคม เป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) แกนนำและผู้ชุมนุมพยายามใช้ความอดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงอยู่ตลอดเวลา พวกเขาแสดงออกอย่างสันติ สงบ เรียกร้องในสิ่งที่ประเทศประชาธิปไตยพึงมี การชุมนุมที่เกิดขึ้น ไม่เข้าเหตุให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่มีความชอบธรรมและความจำเป็นใดใด ที่จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และนำกำลังเข้าสลายการชุมนุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกาล ซึ่งส่อเจตนาปกปิด ไม่สุจริตใจ ทำให้การใช้กำลังเข้าจัดการกับผู้ชุมนุมตรวจสอบได้ยาก ขัดต่อหลักการสากล

นอกจากนี้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่เกินขอบเขตกฎหมายปกติอย่างมาก เช่น การตรวจสอบและยับยั้งการใช้เครื่องมือสื่อสาร การควบคุมตัวประชาชนได้ 7 วัน รวมถึงสั่งห้ามชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งล้วนละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

จึงเรียกร้องให้ 1) รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมด โดยในระหว่างนี้ต้องให้ความเคารพต่อสิทธิของผู้ถูกจับกุม เปิดเผยสถานที่ที่แกนนำและผู้ชุมนุมถูกควบคุมตัวทั้งหมด ให้สิทธิในการติดต่อกับทนายและญาติ 2) รัฐบาลต้องยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ซึ่งไม่มีความจำเป็นใดๆ นอกจากเอื้อให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจล้นเกินในการจัดการผู้ชุมนุม และเร่งหาวิธีการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประชาชนโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นสถานการณ์จะมีแต่ลุกลามบานปลาย ขยายวงการชุมนุมออกไปทั่วประเทศ 3) รัฐบาลต้องจัดการระงับขบวนการเผยแพร่ข่าวปลอมเพื่อด้อยค่า แพร่มลทินให้กับผู้ชุมนุมโดยด่วน รวมถึงดูแลไม่ให้เกิดการระดมมวลชนมาปะทะกัน ซึ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขปูทางไปสู่การรัฐประหาร


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *