การชุมนุมของชาวจะนะชี้ให้เห็นอะไรได้บ้าง? ในการเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสังคม | ดร.เลิศชาย ศิริชัย

การชุมนุมของชาวจะนะชี้ให้เห็นอะไรได้บ้าง? ในการเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสังคม | ดร.เลิศชาย ศิริชัย

ในแง่ที่การแบ่งผลประโยชน์กันระหว่างฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ และฝ่ายนายทุน มีความลงตัวและกระจายสู่ระดับต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ความอุปถัมภ์ค้ำจุนกันจึงไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลหรือเฉพาะกลุ่ม แต่ได้แผ่ซ่านกลายเป็นโครงสร้างอำนาจและโครงสร้างการพัฒนาของรัฐ เราจึงเห็นความลงรอยกันไปหมดเมื่อพิจารณาจากส่วนของอำนาจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และรวมถึงอำนาจตุลาการ

จากภาพที่น้องยะห์ หรือ นางสาวไครียะห์ ระหมันยะ ลูกสาวแห่งทะเลจะนะ ยืนชูป้ายที่พิมพ์อย่างง่าย ๆ บนกระดาษ เอ4 โดยมีเนื้อความเชิงตั้งคำถามว่า “เดินหน้านิคมอุตสาหกรรม อ.จะนะ จ.สงขลา ใครได้ประโยชน์?” แน่นอนว่าคำตอบคงไม่เกินความคาดหมายของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ บังแกน นายสมบูรณ์ คำแหง ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคใต้ หรือ กป.อพช.ใต้ เคยเขียนไว้ว่า “นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ เป็นโครงการของเอกชน คือบริษัท TPIPP. และ IRPC. ที่มีเงินทุนพร้อม และมีความสนิทชิดเชื้อกับคนสำคัญในรัฐบาล

ครานี้ เสียงประชาชน จึงขอนำเอาบทความของ ดร.เลิศชาย ศิริชัย อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. ในฐานะที่เป็นผู้ที่คร่ำหวอดในวงการศึกษาวิจัยท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน และมีผลงานมากมายอันเป็นที่ประจักร มาชวนคิด วิเคราะห์ แยกแยะ โดยอาจารย์เลิศชาย ได้ตั้งคำถามสั้น ๆ ว่า “การชุมนุมของชาวจะนะช่วยชี้ให้เห็นอะไรได้บ้าง?” ก่อนที่จะคลี่ขยายให้เห็นภาพที่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ดังต่อไปนี้

1

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่กระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 25 กันยายน เกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ว่า ต้องเคารพกฎหมาย และสถานการณ์ในวันนี้เรามีปัญหามากมายทั้งเศรษฐกิจ สังคม โรคระบาด สมควรจะทำไหม ทำเพื่ออะไร เพื่อใคร ใครได้ประโยชน์ ทั้งนี้ตนไปพบประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดเขาร่วมมือกับรัฐบาลดี และเขาสนใจปัญหาอื่นที่ยิ่งกว่าในกรุงเทพฯ คือเขาสนใจเรื่องปากท้อง อาชีพ รายได้ ซึ่งรัฐบาลก็สนใจเต็มที่ในการดูแลเขา ฝากคนไทยทุกคนร่วมกันแก้ปัญหานี้ให้กับรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ด้วย ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ก็ทำงานหนัก เราก็พยายามประคับประคองสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบให้มากที่สุด แต่ก็ไม่นิ่งนอนใจในการดำเนินการทางกฎหมาย ตอนนี้อยู่ในขั้นตอน ถ้าไม่พยายามเคารพกฎหมาย แล้วเราจะอยู่ได้อย่างไร จะอยู่กันได้เหรอ ความมั่นคงของประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเวลานี้

“เราต้องสมัครสมานสามัคคีจะแบ่งแยกกันไม่ได้ การกระทำหลายอย่างเป็นตัวอย่างไม่ดีแก่เยาวชน การใช้คำพูดหยาบคาย ผรุสวาท มันไม่ควรจะเกิดขึ้นในสังคมไทย การชุมนุมไม่อยากให้เกิดขึ้นสักครั้ง ไม่อยากให้ใครใช้โอกาสทำให้ประเทศไม่ปลอดภัย เดือนตุลาคมทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว ทุกปีก็เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ มีการปลุกระดมอย่างนี้กันทุกครั้ง สำหรับการแก้ปัญหาการชุมนุมรัฐบาลไม่ได้ทำให้เกิดการชุมนุม ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ขัดแย้งกับใคร เป็นการขับเคลื่อนของบุคคลบางคน การพูดจาแบบนี้ถ้าคนไทยรับได้ตนก็รับได้ แต่วันนี้ตนรับไม่ได้ จะใช้อำนาจอะไรมากดดันกับแบบนี้มันไม่ใช่ วันนี้รัฐธรรมนูญก็ยังอยู่ กฎหมายกี่ตัวก็ยังอยู่ แล้วคุณจะใช้อะไรมากดดัน จะใช้ความรุนแรงมากดดันอย่างนี้หรือ หรือใช้ความแตกแยกทุกวัยทุกรุ่น ท่านต้องมองตรงนี้ว่ามันคุ้มค่ากันหรือไม่ กับการกระทำเช่นนี้ และทุกคนก็รู้ว่าวัตถุประสงค์ของเขาทำเพื่ออะไร ทางฝ่ายกฎหมายก็ลำบากใจ แต่ผมได้คุยกันแล้วว่าต้องดำเนินการอย่างไร กฎหมายคือกฎหมาย ไม่วันนี้ก็วันหน้า อายุความก็เยอะแยะไปหมด ผมไม่ต้องการให้มาปลุกให้ทุกคนมาต่อสู้ มาด่าผม”

หากพิจารณาคำให้สัมภาษณ์นี้ประกอบกับคำให้สัมภาษณ์หลายครั้งที่ผ่านมา จะเห็นว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่พลเอกประยุทธ์พูดในทำนองนี้ ซึ่งสรุปได้ว่า

  1. พลเอกประยุทธ์ไม่ได้คิดแม้แต่น้อยว่าตนเองปกครองและบริหารประเทศแบบเผด็จการ ไร้ฝีมือ ฉ้อฉล จนเกิดปัญหาขึ้นมามากมาย แต่คิดว่าตนเองเป็นคนดี และบริหารประเทศประสบผลสำเร็จ รวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชมการบริหารประเทศของตน
  2. พลเอกประยุทธ์ไม่เคยตระหนักเลยว่าที่มีนักเรียน นักศึกษา และประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงนั้น มาจากปัญหาที่รัฐบาลก่อขึ้น แต่มองว่าตนเองไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับใคร ตนอยู่ของตนดี ๆ นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ก็มาประท้วงเอง จึงนำไปสู่ข้อสรุปว่าการประท้วงจะต้องมีผู้ปลุกปั่นยุยงอยู่เบื้องหลัง
  3. พลเอกประยุทธ์อ้างว่าจะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง หากยังไม่ดำเนินการวันนี้ในอนาคตก็ต้องมีการดำเนินการ การอ้างเช่นนี้ก็เพื่อข่มขู่ไม่ให้มีคนออกมาขับไล่ตน พร้อมกับบอกว่าตนได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่(ตำรวจ)แล้ว ซึ่งก็จะขัดกับที่พลเอกประยุทธ์เคยบอกว่าตนไม่เคยสั่งให้เป็นผู้จับกุมนักเรียน นักศึกษา แต่เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่พิจารณาเองตามกฎหมายที่มีอยู่
  4. พลเอกประยุทธ์อ้างแต่ว่าบ้านเมืองมีรัฐธรรมนูญ มีกฎหมาย ซึ่งทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตาม โดยไม่มีความละอายแม้แต่น้อยว่า ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ปราบปรามผู้ชุมนุมนั้นล้วนเป็นกฎหมายที่ พลเอกประยุทธ์ใช้อำนาจเผด็จการออกมาเพื่อสืบทอดอำนาจ และเตรียมการไว้สำหรับปราบปรามผู้ที่ลุกขึ้นมาคัดค้านอำนาจของตน แม้การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อควบคุมโควิด-19 ก็ยังถูกนำมาใช้เพื่อจับกุมแกนนำนักศึกษา ประชาชน แบบหน้าตาเฉย และในความเป็นจริงที่นักเรียน นักศึกษา ประชาชน เคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลก็มีสาเหตุมาจากการออกกฎหมายเผด็จการและการใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัตินี้ด้วย แต่พลเอกประยุทธ์กลับตีมึนเอากฎหมายและการใช้กฎหมายที่ประชาชนประท้วงมาข่มขู่ประชาชน
  5. ข้ออ้างสำเร็จรูปของพลเอกประยุทธ์ที่ใช้ทุกครั้งเมื่อพูดถึงผู้ต่อต้านรัฐบาล คือการปลุกกระแสชาตินิยม โดยจะพูดในทำนองว่าการชุมนุมประท้วงเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติ หรืออีกนัยหนึ่งคือ การประท้วงพลเอกประยุทธ์ คือการทำลายชาติ ทั้งที่ในความเป็นจริงประชาชนเขาประท้วงรัฐบาลโดยเฉพาะพลเอกประยุทธ์ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความมั่นคงของชาติ หากพูดแบบนี้ประชาชนก็สามารถจะพูดได้เหมือนกันว่าการที่พลเอกประยุทธ์เป็นนายกต่อไปจะมีปัญหาต่อความมั่นคงของชาติมากกว่า การที่พลเอกประยุทธ์พูดแบบนี้ที่จริงก็เพื่อปลุกระดมให้ประชาชนต่อต้านการชุมนุมประท้วงของประชาชนนั่นเอง
  6. นอกจากพลเอกประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีจะไม่ฟังเสียงเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา ประชาชนแล้ว ยังพยายามปลุกระดมให้คนไทยส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อต้าน โดยพยายามใช้เหตุผลว่าการชุมนุมประท้วงจะทำประชาชนเดือดร้อน จะทำให้รัฐบาลแก้ปัญหาของประชาชนได้ไม่เต็มที่ รวมทั้งการอ้างคำพูดที่ไม่สุภาพมาโจมตีเพื่อไม่ให้ใครสนใจเนื้อหาการประท้วง รวมทั้งสร้างความเกลียดชังต่อนักเรียน นักศึกษา ที่จริงคำพูดที่กล่าวถึงนี้อาจเตือนกันได้ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ แต่ไม่ใช่การฉวยโอกาสนำมาสร้างให้เป็นเรื่องใหญ่เพื่อปิดบังปัญหาของตนเองที่กำลังถูกเปิดโปงอยู่
  7. พลเอกประยุทธ์บอกว่าจะไม่ฟังการชุมนุมประท้วง เพราะเขามาถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย บ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป ผู้ชุมนุมประท้วงต่างหากที่ทำผิดกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์มากดดันรัฐบาล และกล่าวหานักเรียน นักศึกษา ประชาชนว่าใช้ความรุนแรงมากดดันรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลยอมไม่ได้ การคิดแบบนี้เท่ากับปิดวิธีการแก้ปัญหาที่รัฐบาลควรจะมี เมื่อเกิดกระแสความไม่พอใจของประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นได้เสมอในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทำให้พลเอกประยุทธ์ไม่เหลือวิธีการใดใด ในการแก้ปัญหา นอกจากการใช้ความรุนแรง ในขณะเดียวกันฝ่ายประชาชนก็ไม่มีวิธีการอะไรเพราะรัฐบาลปิดทางหมดแล้ว จะเหลือก็แต่วิธีการแบบเผชิญหน้ากับรัฐบาล

2

เมื่อไปดูที่รัฐสภาอันเป็นการทำงานในส่วนของอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งน่าจะเป็นความหวังของประชาชนได้บ้าง เพราะสมาชิกรัฐสภาตามปกติจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงไม่แปลกที่ผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลจะมีความหวังว่ารัฐสภาจะช่วยเปิดพื้นที่ให้ความคิดของพวกเขามีโอกาสไปสู่การแก้ปัญหา โดยเริ่มจากการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งญัตติถูกนำเข้าสู่การพิจารณาวาระแรกของรัฐสภาเมื่อวันที่ 23-24 กันยายน แต่ผลที่เกิดขึ้นยิ่งสร้างความสิ้นหวังและความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่นักเรียน นักศึกษา ประชาชน

ไม่เพียงเพราะได้ฟังคำอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลที่แสดงท่าทีที่เพิกเฉยต่อปัญหา เห็นแกประโยชน์สวนตน เยาะเย้ยไยไพปัญหาของปะชาชนและการต่อสู้ของประชาชน

ไม่เพียงเพราะสมาชิกรัฐสภาฝ่ายหนุนรัฐบาลต่างร่วมมือกันเล่นเกมรักษาอำนาจด้วยการเสนอตั้งกรรมกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาก่อนรับหลักการ แม้ฝ่ายค้านจะประกาศไม่ยอมร่วมเล่นละครเป็นกรรมาธิการด้วยก็ตาม หมายความว่าคณะกรรมาธิการจะมีเฉพาะฝ่ายหนุนรัฐบาลเท่านั้น

แต่ที่ซ้ำเติมความเจ็บปวดของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ก็คือคำพูดของนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ที่สังคมหวังว่าจะเห็นความคิดที่พอมีหลักการให้เป็นที่คาดหวังในทางที่ดีได้บ้าง แต่นายชวนกลับพูดในช่วงก่อนสั่งปิดสมัยการประชุมหลังการเสนอชื่อกรรมาธิการ คำพูดนี้ของนายชวน น่าจะเป็นอมตะวาจาไปอีกนาน คือ “ตามนี้เป็นสิทธิ์ของเรา สมาชิกมีสิทธิ์โดยเต็มภาคภูมิใจ อย่าไปวิตกหวั่นไหวภายนอกที่จะมาตำหนิติเตียนอะไร ขอให้เราทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อประโยชน์ของประเทศ ประชาชน ก็ถือว่าสมบูรณ์แล้วครับ”

หรือสรุปสั้นคำพูดของนายชวนหมายความว่า “เราทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว อย่าหวั่นไหวกับเสียงภายนอก”

จากคำกล่าวของนายชวน หลีกภัย ในฐานะประธานรัฐสภา สรุปได้ว่า

  1. นายชวนก็มีความคิดไม่ต่างจากพลเอกประยุทธ์นัก ในประเด็นที่ว่ายึดเอากฎหมายเป็นหลักในการอธิบายว่าใครควรทำอะไร โดยไม่ได้ตั้งคำถามเลยว่า กฎหมายนั้นใครเป็นคนเขียน มีเนื้อหาเพื่อรับใช้ใคร
  2. นายชวนก็มีความคิดไม่ต่างกับพลเอกประยุทธ์ที่ไม่สนใจการเคลื่อนไหวชุมนุมของประชาชน แม้จะแสดงออกมาได้เนียนกว่า เช่น ยอมให้ประชาชนมาชุมนุมประท้วงที่หน้ารัฐสภาได้ แต่สำหรับนายชวนก็คือมาชุมนุมได้แต่ไม่รับฟัง หรือไม่ถือว่าเป็นวิกฤตการณ์ของประเทศที่ตนเองหรือรัฐสภาสมควรจะรับฟัง และร่วมกันหาทางออก และก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก็มีข่าวว่านายชวนถึงกับลงมือล็อบบี้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ด้วยตนเอง เพื่อให้ถอนชื่อจากการร่วมกับฝ่ายค้านลงชื่อในญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าเมื่อเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องปฏิบัติไปตามแนวทางเดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่านายชวนไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวต่อเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น เพียงแต่ยึดกฎหมายและหลักการเบื้องต้นที่จะทำให้นักการเมืองแบบตนยังคงมีอำนาจอยู่ได้ จึงไม่แปลกที่นายชวนจะพูดดังที่กล่าวข้างต้น
  3. นายชวนก็ไม่ต่างจากพลเอกประยุทธ์ที่พยายามบอกว่าพวกตนกำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน ทั้งที่สิ่งที่กระทำอยู่นั้นได้สร้างความอดสูและความสิ้นหวังให้แก่สังคมอย่างมาก
  4. นายชวนก็ไม่ต่างจากพลเอกประยุทธ์ที่พยายามนำคำผรุสวาสของแกนนำนักศึกษาที่กล่าวขึ้นอย่างแค้นใจมาขยายความเพื่อสร้างความเสียหายให้แก่การประท้วงของพวกเขา เพียงแต่นายชวนฉลาดพอที่จะไม่พูดด้วยตัวเอง แต่ให้คนรอบตัวหลายคนออกมาโจมตีแกนนำนักศึกษาดังกล่าวว่าใช้ภาษาหยาบคาย ในขณะที่พยายามชูนายชวนว่าเป็นผู้ใหญ่เป็นนักประชาธิปไตย เพื่อให้แกนนำนักศึกษาดูชั่วช้าเลวทราม แต่ไม่พูดถึงคำพูดและการกระทำของนายชวนที่เป็นต้นเหตุอันเป็นที่มาของคำผรุสวาทดังกล่าว ทั้งนี้ขอย้ำอีกครั้งว่าการใช้คำพูดที่ไม่สุภาพสามารถตักเตือนกันได้ แต่ทีมงานของนายชวนไม่ได้พูดในมุมนี้ แต่พูดแบบฉวยโอกาสที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อขบวนการต่อสู้ของนักศึกษา

3

ที่หน้าศาลากลาง จ.สงขลา วันที่ 28 กันยายน 2563 ประชาชนจาก อ.จะนะ กำลังชุมนุมประท้วง จากกรณีที่ข้าราชการได้รวมหัวกันแก้ผังเมืองในพื้นที่ อ.จะนะ

ภยันตรายกำลังจะเกิดขึ้นต่อชาวจะนะ เนื่องจากนักการเมือง ข้าราชการประจำ และนายทุน ได้สมคบคิดกันในนามโครงการพัฒนาของรัฐที่กำหนดให้พื้นที่ 3 ตำบลของอำเภอจะนะ เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมใดใดเลยในการตัดสินใจ เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวก็ร่วมกันคัดค้านทันที และได้ร่วมกันขึ้นไปยื่นหนังสือคัดค้านต่อรัฐบาล แต่รัฐบาลก็เพิกเฉย และปล่อยให้กลไกรัฐเดินหน้าโครงการต่อไป ซึ่งกลไกรัฐก็ร่วมกันดำเนินการอย่างฉ้อฉล เช่น การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นก็สามารถทำให้มีเฉพาะชาวบ้านที่พวกตนเตรียมมาสนับสนุนเท่านั้นที่เข้าร่วมเวทีได้ ส่วนชาวบ้านทีคัดค้านก็จะถูกกองกำลังของรัฐเข้าไปคุกคาม สกัดกั้น จนไม่สามารถเข้าร่วมเวทีได้ และผลจากการจัดเวทีดังกล่าวซึ่งมีแต่พวกเดียวกันเองที่เตี๊ยมไว้ลุกขึ้นมาพูดสนับสนุนโครงการ ก็ทำให้ฝ่ายราชการอ้างอย่างไร้ความละอายว่าประชาชนสนับสนุนให้ดำเนินโครงการ จึงดำเนินการให้เกิดการเปลี่ยนผังเมืองในพื้นที่ดังกล่าว

การเปลี่ยนแปลงผังเมืองจากพื้นที่สีเขียวซึ่งหมายถึงที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม ไปเป็นพื้นที่สีม่วง ซึ่งหมายถึงที่ดินประเภทอุตสาหกรรมและคลังสินค้า นับว่าเป็นเรื่องที่คอขาดบาดตายสำหรับประชาชน เพราะเท่ากับทำลายวิถีชีวิตเขาทั้งหมด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นถิ่นฐานการดำรงชีวิตที่ชาวบ้านสามารถพึ่งพาฐานทรัพยากรและสร้างสรรค์ความสัมพันธ์จนกลายเป็นวัฒนธรรม เป็นตัวตนของพวกเขา

ดังนั้นที่ดินสำหรับชาวบ้านจึงไม่ได้มีความหมายตามกฎหมายที่ดินกำหนด คือหมายถึง “พื้นที่ดินทั่วไป และให้หมายความรวมถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะ และที่ ชายทะเลด้วย” ความหมายดังกล่าวนี้เป็นเพียงการเข้าใจลักษณะกายภาพเท่านั้น รัฐจึงคิดง่าย ๆ ว่าจะเอาที่ดินตรงไหนไปทำอะไรก็ได้ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์มีความคิดเช่นนี้ชัดเจนที่สุด ดังจะเห็นได้จากกฎหมายผังเมือง พ.ศ.2562 ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ ที่มีบทบัญญัติให้เปลี่ยนผังเมืองได้ง่ายมาก โดยมีบทบัญญัติว่าหากเป็นการแก้ผังเมืองบางส่วนก็ให้คณะกรรมการผังเมืองจังหวัดพิจารณาได้เลย ไม่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะในความเป็นจริงการแก้ผังเมืองเพื่อสนับสนุนการเกิดขึ้นของโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งจะเป็นการใช้พื้นที่บางส่วนเท่านั้น ไม่ต้องแก้ผังเมืองรวม ซึ่งรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เตรียมหลักการนี้ไวสำหรับการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องสนใจฟังเสียงของชาวบ้าน

ในขณะที่กรรมการผังเมืองจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน กรรมการเกือบทั้งหมดเป็นข้าราชการประจำหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงไม่มีโอกาสแม้แต่น้อยที่จะขัดขืนนโยบายของรัฐบาล และไม่แปลกที่รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองจะออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจำเป็นจะต้องแก้ผังเมืองเพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีที่ต้องการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าผู้รับผิดชอบในการจัดทำผังเมืองนั้นสนใจทำตามนโยบายหรือคำสั่งของรัฐบาล แต่ไม่สนใจประชาชนในพื้นที่เลย ทั้งที่พวกเขาจะได้รับผลกระทบอย่างมาก และทั้งที่พวกเขาได้เสนอเหตุผลต่าง ๆ ที่ไม่ควรเปลี่ยนสีผังเมืองมาตลอดเวลา รวมทั้งในวันที่คณะกรรมการผังเมืองจังหวัดสงขลาประชุมกันนั้น ชาวบ้านก็รวมตัวกันไปยื่นหนังสือคัดค้าน และชุมนุมประท้วง แต่คณะกรรมการก็ไม่สนใจใยดี ไม่ต่างพลเอกประยุทธ์ หรือนายชวนหลีกภัย ที่เห็นว่าพวกตนมีอำนาจตามกฎหมาย จึงมีความชอบธรรมที่จะดำเนินการอย่างไรก็ได้ตามกฎหมายกำหนด ในขณะที่เห็นว่าไม่ควรสนใจฟังเสียงชาวบ้าน เพราะไม่ได้มาตามกฎหมาย

4

จากที่ยกตัวอย่างมา จะเห็นถึงความเชื่อมโยงกันของฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ และฝ่ายนายทุน เป็นโครงสร้างอำนาจและโครงสร้างการพัฒนาของรัฐที่ลงไปกระทำต่อประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในยุคนี้โครงสร้างอำนาจดังกล่าวมีความลงตัวมาก ทั้งในแง่ของการมีพลังที่จะดัดแปลงทุกอย่างให้เป็นมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม หรือต้นทุนด้านอื่น ๆ ของสังคม

ดังนั้นมูลค่าที่ระบบผลิตได้จึงมหาศาล และในแง่ที่การแบ่งผลประโยชน์กันระหว่างฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ และฝ่ายนายทุน มีความลงตัวและกระจายสู่ระดับต่าง ๆอย่างทั่วถึง ความอุปถัมภ์ค้ำจุนกันจึงไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลหรือเฉพาะกลุ่ม แต่ได้แผ่ซ่านกลายเป็นโครงสร้างอำนาจและโครงสร้างการพัฒนาของรัฐ เราจึงเห็นความลงรอยกันไปหมดเมื่อพิจารณาจากส่วนของอำนาจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ ดังที่ยกตัวอย่างมา และรวมถึงอำนาจตุลาการ ที่แม้จะไม่ได้ยกตัวอย่างให้เห็น​ แต่ที่จริงก็ยึดโยงอยู่ในโครงสร้างดังกล่าวแบบยากจะแยกออกจากส่วนอื่น ดังจะเห็นว่าไม่มียุคสมัยใดที่ประชาชนชนจะมีความมั่นใจเท่ากับยุคนี้ว่า คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น และเมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองมีแต่นักการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายตรงกันข้ามกับอำนาจรัฐเป็นหลักที่จะถูกจัดการจากโครงสร้างที่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรม

ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ชาวจะนะจะพบความยากลำบากมากในการเคลื่อนไหวต่อสู่กับโครงการนิคมอุตสาหกรรม ทั้งที่สามารถเปิดโปงให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องและไม่ชอบธรรมของการดำเนินการทุกขั้นตอน แต่ไม่มีกลไกรัฐส่วนไหนเลยที่ออกมาปกป้องชาวบ้าน มีแต่สนับสนุนการเดินหน้าโครงการ

จึงไม่แปลกที่การเคลื่อนไหวของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสังคม แม้จะมีความถูกต้องชอบธรรม แต่ปรากฏว่าไม่มีกลไกรัฐส่วนไหนเลยที่ออกมาปกป้อง สนับสนุนการกระทำเช่นนี้เช่นกัน มีแต่พยายามใส่ร้ายป้ายสี ข่มขู่คุกคาม หาเรื่องจับกุมคุมขัง

แต่ในขณะที่โครงสร้างอำนาจและโครงสร้างการพัฒนาที่เกิดจากการผนึกรวมกันของฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ และฝ่ายนายทุน จะมีพลังอย่างมาก แต่ว่าก็ได้ขุดหลุมฝังศพของตนเองไว้ล่วงหน้าด้วย เพราะว่าโครงสร้างอำนาจและการพัฒนาเช่นนี้ได้สร้างความเดือดร้อนและความเหลื่อมล้ำให้แก่ประชาชนอย่างไม่เคยมียุคไหนเสมอเหมือน เพราะประชาชนไม่เพียงแต่ถูกขูดรีดส่วนเกินผ่านการผลิตและการบริโภคเท่านั้น แต่ว่ายังถูกแย่งชิงทรัพยากรที่เป็นฐานการดำรงชีวิต และทำลายวัฒนธรรมที่เขาพอจะใช้ในการนิยามตัวตนและสร้างทางเลือกที่หลากหลายที่สอดคล้องกับกลุ่มของตนเองไปอีกด้วย

ในขณะเดียวกันเมื่อประชาชนผู้เดือดร้อนและถูกกระทำพยายามส่งเสียงบอกถึงความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมที่พวกเขาได้รับ ก็จะถูกเมินเฉย ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกเหยียบย่ำ ขั้นตอนตามกฎหมายที่มีอยู่เพื่อให้ดูว่ามีความเป็นสากลก็ถูกกลไกรัฐใช้อำนาจปฏิบัติอย่างฉ้อฉล ทำให้ขั้นตอนตามกฎหมายดังกล่าวไม่มีความหมายอะไรที่จะปกป้องประชาชน

แต่ภายใต้การถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกระทำ ประชาชนในส่วนนี้ก็ตื่นตัวขึ้นมาด้วย โดยเฉพาะในยุคนี้รัฐและทุนไม่สามารถผูกขาดช่องทางการสื่อสาร ประชาชนสามารถผลิตความรู้ความจริงและมีช่องทางการสื่อสารของตนที่กว้างขวางเช่นกัน ดังนั้นประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในฐานปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวในมิติปัญหาต่าง ๆ ก็สามารถติดต่อเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การพึ่งพาอาศัยกัน และการร่วมกันเคลื่อนไหวในประเด็นต่าง ๆ

ดังนั้นในโครงสร้างอำนาจและการพัฒนาของประเทศทั้งหมด จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าการขัดกันของโครงสร้าง คือในด้านของผู้มีอำนาจซึ่งเกิดจาการผนึกตัวกันของฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ และฝ่ายนายทุน สามารถขับเคลื่อนประเทศอย่างเข้มข้นเพื่อสร้างความเติบโตไปในทิศทางที่พวกตนจะได้ประโยชน์ แต่ความเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นจากการไปเอารัดเอาเปรียบ แย่งชิง เหยียบย่ำ และผลักไสไล่ส่งประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ให้เข้ามามีสิทธิ์ในการกำหนดทิศการดำรงชีวิตของพวกเขา ไม่มีสิทธิ์แม้กระทั้งจะรักษาศักดิ์ศรีและตัวตนของพวกเขา รวมทั้งผลักภาระผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาลักษณะนี้ไปให้พวกเขาเป็นผู้แบกรับด้วย ซึ่งในที่สุดประชาชนในส่วนนี้ก็จะทนไม่ไหวและลุกขึ้นมาโค่นล้มระบบที่อยุติธรรมดังกล่าวนี้เอง

ปัจจุบันประชาชนกลุ่มปัญหาต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในภาวะที่สุดจะทนปรากฏขึ้นอย่างกว้างขวางในทุกพื้นที่ เช่น กลุ่มที่ถูกแย่งชิงทรัพยากรที่เป็นฐานการดำรงชีวิต กลุ่มคนยากจน กลุ่มคนไร้สิทธ์ กลุ่มชาติพันธ์ กลุ่มคนถูกเหยียบย่ำทางวัฒนธรรม กลุ่มเพศสภาพ กระทั่งถึงกลุ่มคนทั่วไปก็ไม่พ้นที่จะต้องเผชิญปัญหาหลายด้าน เช่น ปัญหาการลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ ปัญหาความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม ปัญหาสิ่งแวดล้อม (หมอกควัน ฝุ่นพิษ) ปัญหาการศึกษา ปัญหาการะบาดของโรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น

ดังนั้นในที่สุดแล้วจึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่พลังที่เกิดคู่กันแต่ขัดแย้งกันนี้จะต้องลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากัน

การต่อสู้ของประชาชนที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการต่อสู่เพื่อทำให้ประเทศนี้เป็นของราษฎร หรือการต่อสู้เพื่อความถูกต้องชอบธรรมในกรณีต่าง ๆ จึงไม่ใช่เรื่องของการถูกยุยง การไม่เห็นแก่ความเจริญของประเทศชาติ แต่เพราะโครงสร้างสังคมแบบนี้พวกเขาไม่มีทางเลือกอย่างอื่น ยิ่งเมื่อพลเอกประยุทธ์ขึ้นมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารด้วยการยึดอำนาจและการสืบทอดอำนาจ ความตึงเครียดที่เกิดจากการพัฒนาด้วยโครงสร้างลักษณะดังกล่าวยิ่งชัดเจนมากขึ้น เพราะพลเอกประยุทธ์ใช้อำนาจเผด็จการแบบไม่ฟังใคร ใช้ระบบราชการเป็นกลไกหลักในการพัฒนา กีดกันการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน ในขณะเดียวกันก็ถูกครอบงำและสมประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมยุคเสรีนิยมใหม่

การต่อสู้ของชาวบ้าน อ.จะนะ เพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงพื้นที่การดำรงชีวิตของพวกเขาไปเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม จึงสะท้อนให้เห็นโครงสร้างอำนาจและการพัฒนาของรัฐดังที่กล่าวมาอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับการคัดค้านของชาวบ้านจนถึงระดับการเคลื่อนไหวต่อสู่แบบไม่กลัวตาย และพร้อมจะเผชิญหน้ากับฝ่ายรัฐ รวมทั้งได้เห็นถึงความสามารถในการสร้างเครือข่ายและการสร้างข้อมูลข่าวสาร และช่องทางการสื่อสารที่ช่วยให้มูลของฝ่ายชาวบ้านกระจายสู่การรับรู้และเรียนรู้ของสารธารณะได้อย่างกว้างขวาง

กรณีจะนะเป็นเพียงตัวอย่างเดียว แต่กรณีคล้ายกันนี้มีอยู่มากมายทั่วประเทศ

การเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย และการปฏิรูปสังคมให้ถูกต้องชอบธรรม ของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ก็สะท้อนปัญหาไม่แตกต่างกัน คือ ในด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวและความเป็นทรราชของรัฐ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของประชาชนที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐ ที่น่าสนใจก็คือขบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้เป็นการเคลื่อนไหวของคนชั้นกลางในเมืองเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่มีการศึกษา และไม่ได้เคลื่อนไหวเพราะมีความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเป็นแรงจูงใจเท่านั้น แต่สามารถมองเห็นความไม่เป็นธรรมทั้งระบบ ดังนั้นในด้านหนึ่งกลุ่มนี้จึงต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงความไม่ถูกต้องทั้งระบบ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เป็นแกนนำประชาชนจากกลุ่มปัญหาต่าง ๆ ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงไปจัดตั้งอย่างการต่อสู้สมัยก่อน แกนนำสมัยนี้ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์เชื่อมโยงปัญหา เปิดโปงรัฐ และเคลื่อนไหวต่อสู่ในภาพใหญ่ เนื้อหาสาระของปัญหาและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ จะสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ที่ชาวบ้านกลุ่มต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้ ผลก็คือการต่อสู่ของประชาชนที่ดูเหมือนกระจัดกระจาย เป็นอิสระต่อกัน แต่ที่ผ่านมาก็สามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่สอดคล้องกันและสามารถท้าทายอำนาจรัฐได้

ลักษณะเช่นนี้ทำให้การเคลื่อนไหวของประชาชนในปัจจุบัน มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐ

ถ้าเป็นอย่างนี้เรื่องจะจบอย่างไร คำถามนี้ตอบได้ 2 แนว

แนวแรก ให้ความสำคัญต่อโครงสร้าง คือ กฎหมาย กฎเกณฑ์ ระเบียบแบแผน และอำนาจที่เกิดจากกฎหมาย กฎเกณฑ์ และระเบียบแบบแผนต่าง ๆ เหมือนกับที่พอเอกประยุทธ์บอกว่าเขามาถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐบาลจะไม่ยอมหากใครปฏิบัติผิดกฎหมาย เหมือนนายชวน หลีกภัย บอกกับ ส.ส.ในสภาว่าเราปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ถือว่าสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องฟังเสียงจากภายนอก เหมือนที่ ศอ.บต.บอกว่าสามารถผลักดันโครงการนิคมอุตสาหกรรมที่ อ.จะนะได้ เพราะกฎหมายให้อำนาจไว้ เหมือนกรมโยธาธิการและผังเมืองบอกว่าคณะกรรมการผังเมืองจังหวัดสามารถปรับเปลี่ยนผังเมืองได้หากเป็นการเปลี่ยนแปลงบางส่วนตามมาตรา 35 ของกฎหมายการผังเมือง เหมือนที่ศาลบอกว่าประชาชนจะวิจารณ์การตัดสินคดีของศาลไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย มีโทษถึงจำคุก หรือคำอธิบายประเภทที่ว่า หากยกเลิกการตั้งนิคมอุตสาหกรรมจะทำให้เสียบรรยากาศการลงทุน รัฐต้องไม่เข้าไปแทรกแซงการลงทุนของภาคเอกชน มิเช่นนั้นจะทำให้ระบบเศรษฐกิจเสียหาย ก็ถือว่าเป็นคำอธิบายในแนวนี้เช่นกัน

การคิดแบบให้ความสำคัญต่อโครงสร้างจะอธิบายว่า ไม่ว่าเรื่องอะไรล้วนมีระเบียบแบบแผนของมันอยู่แล้ว คนในสังคมต้องปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนดังกล่าว สังคมถึงจะดำรงอยู่และพัฒนาต่อไปได้

แนวที่สอง ให้ความสำคัญต่อคน ว่าเป็นผู้มีความรู้สึกนึกคิด แม้ในสังคมจะมีโครงสร้างสังคมอยู่จริง และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางสังคมของคนในสังคม แต่ว่าก็ไม่สามารถควบคุมบงการได้ทั้งหมด เพราะความสัมพันธ์ที่เกิดจากอิทธิพลของโครงสร้างสังคมไม่สามารถสร้างความถูกต้องชอบธรรมได้เสมอไป และหลายกรณีไม่สามารถก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ดังนั้นในความเป็นจริงผู้คนจึงมีความรู้สึกนึกคิดที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่นอกเหนือระเบียบแบบแผนที่มีอยู่ รวมทั้งสามารถมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้วย

ปัจจุบันรัฐดำเนินการแก้ปัญหาด้วยแนวทางแรกอย่างแข็งกร้าว ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายประชาชนที่กำลังประสบปัญหาย่อมไม่ยอมเช่นกัน และคราวนี้คงไม่ต่อสู้แบบกรณีใครกรณีมัน แต่จะมีการเชื่อมโยงเครือข่ายและเคลื่อนไหวร่วมกันของชาวบ้านในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และแน่นอนว่าย่อมต้องเชื่อมโยงกับขบวนการนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ที่กำลังเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสังคม ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นถึงการเรียนรู้และการสนับสนุนซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี

ดังนั้นหากสถานการณ์ยังดำเนินไปในลักษณะนี้ อนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างรัฐกับประชาชน แล้วในที่สุดก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้

การแก้ปัญหาตามแนวทางที่สองจึงเป็นแนวทางที่ผู้เป็นห่วงใยบ้านเมือง หวังจะให้เกิดขึ้น แนวทางนี้จะสนใจฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ให้ความสำคัญต่อเหตุผลของคนทุกกลุ่ม ต้องเปิดพื้นที่ให้คนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมและมีส่วนตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา รวมทั้งประเด็นที่สำคัญของประเทศด้วย

ตามแนวทางนี้ควรเริ่มต้นจากฝ่ายผู้มีอำนาจ เพราะเป็นผู้ดำเนินนโยบายและโครงการที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ส่วนฝ่ายประชาชนไม่น่าเป็นห่วงอะไร เพราะไม่มีใครอยากเหนื่อย อยากเสียเวลา และต้องเสี่ยงต่อการถูกรัฐปราบปรามด้วย สิ่งที่ประชาชนต้องการก็คือเสียงของพวกเขามีความหมาย ดังนั้นหากรัฐบาลเปิดพื้นที่ให้เสียงของเขามีความหมายแทนการเอาอำนาจไปบังคับ ทางฝ่ายประชาชนก็คงพร้อมจะพูดคุยกันด้วยดี

ปัญหาคือ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ฝ่ายผู้มีอำนาจจะคิดได้ เพราะเกี่ยวข้องกับอำนาจและผลประโยชน์ที่จะต้องสูญเสียไป แต่สังคมก็อย่าเพิ่งสิ้นหวังและพยายามหาทางเปลี่ยนใจผู้มีอำนาจ แม้เปลี่ยนความคิดได้เพียงบางระดับก็ยังดีกว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย

ส่วนการเคลื่อนไหวของประชาชนก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรง และป้องกันไม่ให้รัฐใช้ความรุนแรงได้โดยง่าย วิธีการที่สำคัญคือ ต้องเคลื่อนไหวอย่างมีเหตุมีผล ยึดมั่นในสันติวิธี หากมีพื้นที่พูดคุยกับฝ่ายรัฐก็อย่าทิ้งโอกาสนั้น เพื่อให้การเคลื่อนไหวมีความชอบธรรม และมีประชาชนเข้าร่วมสนับสนุนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ หากเป็นเช่นนี้ก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนความคิดของผู้มีอำนาจได้ ในขณะเดียวก็ช่วยให้รัฐไม่กล้าใช้กำลังเข้าปราบปราม

ขณะนี้สังคมไทยก้าวมาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับบริบทของยุคสมัย ในขณะที่ประชาชนก็ออกมาเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวาง และคงไม่ยอมรับโครงสร้างอำนาจของรัฐที่เป็นอยู่ คงยากแล้วที่จะขัดขวางการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงเหลือเพียงว่าทำอย่างไรที่คนในสังคมไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนจะมีความรู้สึกนึกคิดไปในทางที่จะประคับประคองการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปอย่างสันติ และช่วยทำให้สังคมเปลี่ยนผ่านไปสู่ทิศทางที่เหมาะสมได้


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *