‘มติ ครม.นิคมอุตสาหกรรมจะนะ’ การสมประโยชน์ของกลุ่มทุน และกลุ่มการเมือง

‘มติ ครม.นิคมอุตสาหกรรมจะนะ’ การสมประโยชน์ของกลุ่มทุน และกลุ่มการเมือง

มีหลายคนเป็นห่วงชาวบ้านในพื้นที่อำเภอจะนะ ที่ออกมาแสดงออกในลักษณะคัดค้านโครงการนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ 3 ตำบล (นาทับ ตลิ่งชัน และสะกอม) บนพื้นที่กว่า 16,700 ไร่ ที่กำลังถูกผลักดันอย่างหนักจากรัฐบาลและคนหลายกลุ่ม ด้วยเกรงว่าแค่ชาวบ้านกลุ่มเล็กๆแค่นั้น จะมีหนทางอย่างไรที่จะหยุดโครงการนี้ได้ ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนโครงการมีความศักยภาพเหนือกว่าแทบทุกด้าน คือ

  1. รัฐบาลที่มีความแข็งแรง และมีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่เต็มมือเป็นผู้ผลักดันหลัก
  2. นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ เป็นโครงการของเอกชน คือบริษัท TPIPP. และ IRPC. ที่มีเงินทุนพร้อม และมีความสนิทชิดเชื้อกับคนสำคัญในรัฐบาล
  3. โครงการนี้รัฐบาลใช้ ศอ.บต.เป็นกลไกขับเคลื่อนหลักในพื้นที่ ซึ่งมีศักยภาพด้านกำลังคน กำลังพล ถือว่ากุมสภาพการใช้อำนาจในพื้นที่ชายแดนใต้ได้อย่างเต็มที่ และยังมีงบประมาณมากพอที่มุบมิบนำมาใช้นอกระบบกับงานนี้แบบตรวจสอบไม่ได้
  4. การทำงานของ ศอ.บต. มีกลยุทธ์ด้านมวลชนที่ไม่ธรรมดา คือการจับมือกับคนหลายฝ่าย เช่น 1) เอื้อประโยชน์ให้พี่เบิ้มสื่อภาคใต้เป็นกระบอกเสียง ทำหน้าที่ทั้งสนับสนุน และโจมตีผู้คิดต่าง ประกอบการกับส่งเสริมด้านการข่าว (IO.) อย่างเป็นระบบ 2) ส่งเสริมกลุ่มเสื้อเขียว ที่ ศอ.บต. อ้างว่าเป็นองค์กรภาคประชาสังคมชายแดนใต้ อย่างเต็มที่ และใช้เป็นกลุ่มที่ออกมาแสดงออกสนับสนุนโครงการอย่างออกหน้าออกตา และมีการจัดตั้งเพื่อปฏิบัติการทุกรูปแบบทั้งการสื่อสาร และการทำลายคนเห็นต่าง 3) สมรู้ร่วมคิดกับพวกที่ต้องการฉกฉวยผลประโยชน์(ตกทรัพย์)จากโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ โดยการระดมมวลชนจัดตั้งเป็นสหกรณ์เพื่อขอต่อรองการยึดครองอุตสาหกรรมพลังงาน ผ่านการแจกหุ้นฟรีให้กับประชาชน 3 ตำบล(ตลิ่งชัน นาทับ สะกอม)ในพื้นที่นิคมฯ จนมีผู้ร่วมลงชื่ออยากได้ของฟรีจำนวนมาก ( 2-3 หมื่นคน) และคนกลุ่มนี้คือกำลังสำคัญของ ศอ.บต. ที่จะใช้อ้างเพื่อสนับสนุนโครงการ 4)นโยบายหลอกเรื่องให้กรรมสิทธิ์ที่ดินกับประชาชนในพื้นที่ 3 ตำบล ถือว่าสร้างแรงจูงใจกับคนในพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจ โดยการใช้กลไก ศอ.บต. สร้างทางลัดของนโยบายให้รัฐบาลรับกรองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของชุมชนชายฝั่งทะเลทั่วประเทศ ที่มักจะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง แต่ ศอ.บต.ได้นำจุดอ่อนนี้มานำเสนอ ทั้งที่จริงแล้วที่ดินจำนวนไม่น้อยเหล่านั้นอยู่ในมือของนักการเมืองไปแล้ว
  5. ผลประโยชน์การเมืองท้องถิ่น ซึ่งคนในพื้นที่ต่างรู้ดีว่านักการเมืองใหญ่จังหวัดสงขลาที่มีอำนาจจัดการเรื่องนี้ได้คือใคร และจากเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ได้นำไปสู่การเอื้อประโยชน์กับกลุ่มก๊วนการเมืองท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึง และเป็นระบบ อันเป็นที่มีของระบบนายหน้าที่กลายเป็นกลุ่มสนับสนุนที่น่ากลัวอีกกลุ่มหนึ่ง

ต้องยอมรับว่าทั้งหมดนี้คือ “กำแพงหนาทึบ” ที่พี่น้องประชาชนฝ่ายที่เห็นต่างกับโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จะต้องฝ่าผ่านไปให้ได้ จึงไม่แปลกที่ใครหลายคนมีความคิดว่า การต่อสู้เพื่อจะเอาชนะโครงการนี้เพียงลำพังแค่กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ 3 ตำบล ไม่ใช่เรื่องง่าย

แล้วชาวบ้านจะเอาอะไรมาสู้ ?

มีหลายเหตุผลที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้พยายามสื่อสารมาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่าน หลังการมีมติคณะรัฐมนตรีครั้งแรงในโครงการนี้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 คือ

  1. ความไม่สมควรที่จะทำลายศักยภาพของพื้นที่ทั้งด้านสังคม วิถีวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และฐานทรัพยากรทางทะเล (มีข้อมูลรองรับ) ที่รัฐบาลไม่ควรใช้พื้นที่ทั้ง 3 ตำบลนี้ไปเพื่อสร้างเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม
  2. ความผิดปกติของที่มาของโครงการนี้ คือการเอื้อประโยชน์ของกลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองอย่างเป็นระบบ และพยายามนำมาโยงกับนโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแยบยล โดยการอ้างประโยชน์ทั้งหมดว่าทำเพื่อ “ประชาชน”
  3. การใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองในพื้นที่ เชื่อมโยงกับการเมืองในท้องถิ่น เพื่อสร้างประโยชน์ในยุคที่พวกตนมีอำนาจทางการเมืองในรัฐบาลปัจจุบัน ด้วยเป็นที่รับรู้กันว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินเดิมกว่า 2,400 ไร่ ที่ถือครองโดยกลุ่ม TPIPP. มานานหลายสิบปี ได้มาอย่างไร และมีใครอยู่เบื้องหลัง ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทุนกลุ่มนี้ต้องการใช้ประโยชน์ที่ดินของตนเองให้คุ้มค่าที่สุด
  4. มีการเชื่อมโยงกับนักการเมืองระดับชาติ คือแกนนำรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นผู้ผลักดันโครงการนี้ผ่านกลไกของรัฐในพื้นที่ โดยเฉพาะ ศอ.บต. ที่กำกับดูแลโดยรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง จึงเห็นถึงการเอื้อประโยชน์อย่างชัดเจน
  5. ศอ.บต. อ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะมาตรา 10 เพื่อใช้ดำเนินการในโครงการนี้ ทั้งที่กระบวนการและขั้นตอนตามระบบกฏหมายที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่บนเนื้อที่กว่า 16,700 ไร่ ยังมีระเบียบกฏหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องและจะต้องดำเนินการ แต่ ศอ.บต. มีเจตนาจะรวบรัดขั้นตอน โดยเฉพาะการแก้ไขผังเมืองรวมสงขลา
  6. ศอ.บต. ได้อ้างมติคณะรัฐมนตรีทั้ง 3 ครั้ง เพื่อการดำเนินงานต่างๆในช่วงที่ผ่านมา อย่างเช่น การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ 3 ตำบล จำนวน 35 เวที ที่บอกว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการนี้ทั้งหมดหลังการสรุปผลการจัดเวทีทั้งหมด ซึ่งในข้อเท็จจริงพบว่า 1) ศอ.บต. ไม่เข้าใจกระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ด้วยเพราะ มีการปิดกั้นประชาชนที่เห็นต่าง ไม่มีการประกาศการจัดเวทีแต่ละครั้งล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนด และไม่มีการกำหนดวัตถุประสงค์การจัดเวทีที่ชัดเจน 2) แต่ละเวทีมีการจูงใจผู้เข้าร่วมด้วยอามิสสินจ้าง ทั้งจ่ายเงิน แจกน้ำมัน น้ำตาลทราย และเมื่อมีผู้เข้าร่วมเวทีน้อย ก็จะไปแจกของกันถึงบ้าน เพียงต้องการลายเซ็นชาวบ้านเท่านั้น 3) แต่ละเวทีไม่มีวิทยากรที่มีความรู้ ความเข้าใจในโครงการนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งไม่สามารถอธิบายความสงสัยของชาวบ้านได้อย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา เพียงแต่ตั้งคำถามว่า “ชาวบ้านต้องการอะไรบ้างจากนิคมอุตสาหกรรม ? “ 4) มีการอ้างในเวทีว่า “ โครงการนี้เป็นนโยบายรัฐบาล ผ่านมติ ครม.แล้ว ไม่สามารถคัดค้านได้
  7. ศอ.บต. อ้างว่าการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม 2563 มีประชาชนเกือบ 1 หมื่นคนลงชื่อร่วมเวที ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการ ซึ่งมีข้อสังเกตว่า 1) เดิม ศอ.บต. ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจัดเวทีนี้ในวันเวลาดังกล่าว ที่โรงเรียนจะนะวิทยา แต่ก่อนถึงวันที่ 11 ก.ค. 63 เพียง 3 -4 วัน ศอ.บต. แจ้งว่ามีเวทีขยายอีก 1 เวที ที่ อบต.ตลิ่งชัน ซึ่งเป็นเวทีของกลุ่มสหกรณ์ฯ ที่ออกมาต่อรองผลประโยชน์กับ ศอ.บต. ว่า หากไม่รับรองและสนับสนุนเวทีของพวกตน ก็จะไปคัดค้านเวทีที่โรงเรียนจะนะวิทยา ทำให้ ศอ.บต.ต้องรับรอง และจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งให้กับกลุ่มสหกรณ์ฯ 2) ศอ.บต. ได้นำรายชื่อผู้เข้าร่วมของทั้ง 2   เวทีนั้น พร้อมแนบรายงานสรุปการจัดเวทีเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 63 อ้างต่อคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 63 จนเป็นที่มาของ มติ ครม. สั่งการให้กรมโยธาธิการแก้ไขผังเมืองรวมสงขลาจากสีเขียวเป็นสีม่วงในพื้นที่นิคมฯ จะนะ 3) มีข้อสังเกตว่า การจัดเวทีวันที่ 11 ก.ค. 63 ทั้ง 2 เวทีนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร เพื่อใคร และมีการใช้จ่ายงบประมาณไปเท่าไหร่ และมีความถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ และการที่ ครม.มีมติบนความไม่ถูกต้องนั้นแล้ว ถือว่ามติเหล่านั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?
  8. ศอ.บต. กำลังทำผิดซ้ำซาก กับนโยบายการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งแนวคิดการแก้ไขความขัดแย้งที่กำลังเอากลไกนี้เข้าไปสร้างความขัดแย้งใหม่ และการใช้แนวทางด้านเศรษฐกิจต่างๆลงสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในหลายโครงการมีความล้มเหลว ทั้งนิคมฮาลาลปัตตานี การลอยแพนักธุรกิจจีนตั้งโรงงาน และกำลังจะมีการตั้งเขตพัฒนาพิเศษเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น ซึ่งแท้จริงแล้วบุคลากรของ ศอ.บต. ไม่ได้มีความถนัดในเรื่องนี้
  9. รัฐบาลกำลังทำผิด หากมติคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้ทั้ง 3 ครั้ง คือ มติ วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 , มติ 21 มกราคม 2563 และ มติ 18 สิงหาคม 2563 เป็นมติคณะรัฐมนตรีที่ถูกต้องหรือไม่ หากการมีมติเหล่านั้นตัดสินใจบนฐานข้อมูลและกระบวนการที่ผิดพลาดอันไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย

รัฐบาลจึงต้องยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับนิคมอุตสาหกรรมจะนะทั้ง 3 ครั้งเสียก่อน แล้วกลับมาสร้างกระบวนการออกแบบการพัฒนาใหม่ที่ดีกว่า เพื่อร่วมกันออกแบบเพื่อหาคำตอบว่า “จะพัฒนาอำเภอจะนะไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้อย่างไร  ภายใต้ฐานศักยภาพและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนในพื้นที่”  ไม่ใช่ยัดเยียดด้วย “นิคมอุตสาหกรรมเท่านั้นที่จะสร้างความร่ำรวย รุ่งเรือง ให้กับคนจะนะได้” หากความจริงแล้วคือการสร้างประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนเป็นอันดับแรก และเป็นการปิดทางเลือกการพัฒนาอื่นๆที่อาจจะดีกว่า

จากปัจจัยที่เรียบเรียงมาทั้งหมด เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของความไม่ปกติของกระบวนการผลักดันโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งทำให้เห็นถึงการใช้โอกาสทางการเมือง และการใช้กลไกอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนในโครงการนี้อย่างมีนัยสำคัญ เชื่อมโยงมาถึงการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มการเมืองในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ อันรวมถึงการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มบุคคลที่ทำมาหากินกับ ศอ.บต. ทุกกลุ่มก้อน จนกลายเป็นแรงผลักที่ทำงานกันอย่างเป็นขบวนการ โดยไม่สนใจถึงข้อมูลและข้อเท็จจริงของฝ่ายที่ออกมาคิดต่างกับโครงการนี้

ยิ่งไปกว่านั้นคือการ “ทำผิดให้เป็นถูก” บนฐานอำนาจที่พวกเขาเหล่านั้นมีอยู่อย่างเต็มมือ โดยอ้างว่าทั้งหมดนั้นคือการ “พัฒนา” ที่ต้องการ “แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งหมายถึงการการใช้ “ประชาชน” เป็นตัวประกัน ทั้งที่โครงการนี้คือผลประโยชน์มหาศาลของคนเฉพาะกลุ่ม แต่จะกลายเป็นเครื่องมือในการทำลายอนาคตชาวบ้านในพื้นที่อย่างร้ายรุนในเวลาอันไม่ไกลนัก

ดังนั้น ศอ.บต. ควรวางตนอย่างเหมาะสม ท่ามกลางความอ่อนไหวของสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ บนสถานการณ์ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ การดำรงอยู่ขององค์กรนี้จึงต้องใช้การบริหารงานที่มีธรรมาภิบาลสูงกว่าปกติ และจะต้องระมัดระวังในการขับเคลื่อนนโยบายที่จะนำไปสู่ปัญหาใหม่ในพื้นที่ ซึ่งต้องไม่ทำให้เห็นว่ามีการใช้ หรืออ้างสถานการณ์เพื่อสร้างนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนเฉพาะกลุ่ม และต้องมีความโปร่งใสในการบริหารจัดการและการงบประมาณ

จึงเห็นว่าปริมาณของฝ่ายสนับสนุน หรือฝ่ายที่เห็นต่าง ไม่ใช่สาระสำคัญ หากแต่เหตุผลและข้อเท็จจริงจากกระบวนการดำเนินงานในโครงการนี้ต่างหากที่จะกำหนดชะตากรรมโครงการนี้ได้ และนั่นหมายถึงการอาศัยสาธารณชนที่จะต้องช่วยกันสื่อสารส่งเสียงถึงสิ่งที่เป็นอยู่จริงนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ประกอบกับการมีระบบการเมืองที่มีคุณภาพมากว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้


บทความโดย สมบูรณ์ คำแหง / นักศึกษาปริญญาโทสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ข่าวและบทความเกี่ยวกับนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *