เครือข่าย ปชช. สงขลาและภาคใต้ ร่วมชำแหละเบื้องหลังขบวนการผลประโยชน์นิคมอุตสาหกรรมจะนะ

เครือข่าย ปชช. สงขลาและภาคใต้ ร่วมชำแหละเบื้องหลังขบวนการผลประโยชน์นิคมอุตสาหกรรมจะนะ

สงขลา, 3 ตุลาคม 2563 – วานนี้ (2 ต.ค.) เวลา 15.00-21.00 น. เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ร่วมกับ เครือข่ายประชาชนสงขลาและภาคใต้ จัดกิจกรรมเวทีกลางแจ้ง “ชำแหละเบื้องหลังขบวนการผลประโยชน์โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ และสถานการณ์ปัญหาทรัพยากรภาคใต้ในยุครัฐบาลประยุทธ์ และร่วมประกาศเจตนารมณ์การพัฒนาที่ยั่งยืน” บริเวณลานเอนกประสงค์ด้านหน้าศาลากลางจังหวัดสงขลา โดยประชาชนเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดสงขลาและตัวแทนประชาชนในจังหวัดภาคใต้ รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาเครือข่ายโรงเรียนเอกชนศาสนาอิสลามเข้าร่วมจำนวนกว่าร้อยคน และภายในกิจกรรมยังได้มีการปราศัยโดยนักวิชาการและภาคประชาชนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นเวทีสลับกับการเล่นดนตรีของกลุ่มศิลปินที่มาร่วมให้ความบันเทิง

โดยผู้ที่ปราศัยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นสถานการณ์ปัญหาทรัพยากรที่ถูกจับจ้องของกลุ่มทุนที่มีรัฐบาลคอยเอื้อประโยชน์ให้ผ่านโครงการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งที่ผ่านมา พื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ สะกอม ตลิ่งชัน และนาทับ ที่เป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลได้ถูกการผลักดันให้เกิดโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ภายใต้ชื่อ เมืองต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต โดยมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการขยายผลโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 บนพื้นที่ 16,753 ไร่ โดยรัฐบาลมอบหมายให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นแม่งานหลัก และมี 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านปิโตรเลียม คือ บมจ.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลป์ไทย หรือทีพีไอกรุ๊ป มีแผนร่วมลงทุนกับนักลงทุนจีนจะตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนระบบขนส่งทางราง มูลค่า 4 แสนล้านบาท และ บมจ.ปตท. โดย บมจ.ไออาร์พีซี ที่เตรียมการลงทุนโครงการพลังงานทางเลือก (energy complex) มูลค่าลงทุน 2.9 แสนล้านบาท

นายมังโสด หมะเต๊ะ เครือข่ายโรงเรียนเอกชนศาสนาอิสลาม ระบุในช่วงเปิดเวทีว่า หลังจากที่มีมติครม. ประกาศให้พื้นที่อำเภอจะนะ เป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม เราจะเห็นว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าแน่นอนก็คือความหายนะ ลองนึกภาพหากพื้นที่นี้มีโรงงานอุตสาหกรรม และมีคนนับหมื่นนับแสนคนเข้ามาอยู่ในอำเภอจะนะ อบายมุกต่าง ๆ มันก็จะเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอจะนะ จึงเป็นหน้าที่ของพวกเรา ที่จะต้องปกป้องศาสนา ปกป้องชาวมุสลิม ไม่ให้เกิดสิ่งมัวเมาเหล่านั้น การปกป้องที่ว่านี้ก็คือ การขัดขวางนิคมอุตสาหกรรมไม่ให้เกิดขึ้นในบ้านเรา ซึ่งเป็นเหตุผลที่สำคัญอย่างยิ่ง

“เรามีนักเรียนนักศึกษาในอำเภอจะนะ มีโรงเรียนเอกชนศาสนาอิสลาม 28 โรงเรียน พร้อมที่จะยืนเคียงข้างชาวจะนะ เราพร้อมจะพานักเรียนนักศึกษาออกมาให้เต็มท้องถนน เราจะขับไล่คนที่ไม่ฟังเรา ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใคร ศอ.บต. ก็ตาม” นายมังโสดกล่าว

ด้านนายรุ่งเรือง ระหมันยะ ผู้ประสานงานเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ระบุว่า พวกตนมาปักหลักอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลาแห่งนี้ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน เริ่มแรกเราตั้งใจมายื่นหนังสือคัดค้านการเปลี่ยนแปลงผังเมือง ซึ่งเรามีเป้าหมายเพื่อจะแจ้งถึงความเดือดร้อนที่ศูนย์รวมอำนาจแห่งนี้ แต่ปรากฏว่าวันนั้นมันตรงกับวันที่มีการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาผังเมืองรวมจังหวัดสงขลาพอดี เรารอแล้วรอเล่าแต่ก็ไม่มีใครมารับหนังสือของพวกเรา เรารอจนกระทั่งหมดความอดทน เราจึงพากันเดินเข้าไปในพื้นที่ศาลากลางหมายเยี่ยมชมการทำงานของคนที่อยู่ที่นี่ ระหว่างที่เราเดินก็มีเจ้าหน้าที่มาขัดขวางจนไปถึงห้องประชุมชั้น 2 และตรงนั้นมีการประชุมอยู่

“เป็นการประชุมเพื่อเปลี่ยนผังเมืองอำเภอจะนะ ทำให้พวกเรารู้สึกสับสน เพราะว่าผังเมืองสงขลาได้ทำเสร็จไปแล้ว ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่เป็น คกก.กำกับผังเมืองตอนนั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 ปี พ.ศ. 2559 ประกาศใช้ผังเมือง ซึ่งผังเมืองอำเภอจะนะเป็นสีเขียว แต่วันที่ 28 วันนั้น เป็นการประชุมตามมติครม.ที่คิดจะเปลี่ยนผังเมืองโดยที่ไม่ได้บอกกล่าวเราเลย ซึ่งมาทราบอีกครั้งก็ตอนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้แต่งตั้งคกก.ขึ้นมาใหม่แล้ว”

“เราคนจะนะ เรารู้ดีว่าฐานทรัพยากรของเรามีอะไรบ้าง ตรงไหนสมควรจะปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะอำเภอจะนะมีทั้ง ควน ป่า นา เล และและคลองอีกสองคลอง ชายหาดยาว 29 กิโลเมตร มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์อยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนผังเมืองครั้งนี้กลับไม่ถามเราเลย เอาแต่ทำตามนโยบายของรัฐ และในที่สุดช่วงเย็นวันนั้นเขาก็มาบอกกับเราว่า การประชุมของ คกก. ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่า 3 ตำบลของจะนะเหมาะสมแล้วที่จะเปลี่ยนเป็นผังเมืองสีม่วง เพราะฉะนั้นเราจึงยืนยันว่าบ้านของเราเป็นแหล่งผลิตอาหารของคนสงขลาและอาเซียน และคนจะนะยืนหยัดอยู่ได้ด้วยฐานทรัพยากรที่มีอยู่ หากอนาคตต่อไปเกิดการเปลี่ยนแปลง มันไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ 3 ตำบล ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมขนาด 1.7 หมื่นไร่ มันใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แล้วอะไรมันจะไปเหลือ” นายรุ่งเรืองกล่าว

ส่วนดร.สินาด ตรีวรรณไชย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) กล่าวในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่เกิดและเติบโตในอำเภอจะนะว่า ซึ่งที่จริงแล้วหากไม่ทำนิคมอุตสาหกรรม เราสามารถที่จะพัฒนาด้านไหนที่ให้ผลลัพธ์เหมือนกันได้ ด้วยความที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์เมื่อพิจารราด้านเศรษฐกิจ เรามักจะพิจารณาจากทางเลือกก่อน เช่น หากต้องการให้มีการจ้างงาน รัฐก็มักจะบอกว่าทำอุตสาหกรรม ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์มักจะบอกว่า มีทางเลือกเดียวไม่พอ และจะต้องมีทางเลือกอื่น ๆ อะไรบ้าง มอ. เคยวิจัยว่าหากชายหาดที่มีความอุดมสมบูรณ์จะสามารถสร้างมูลค่าด้านการท่องเที่ยวได้ ซึ่งผลวิจัยชี้ว่า ปีหนึ่ง ๆ ทำมูลค่าได้ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท หากลองนึกภาพดูว่าถ้าอำเภอจะนะรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีได้ ลูกหลานหาทรัพยากรตรงนั้นมาประกอบอาชีพในอนาคตก็จะมีโอกาสที่จะสร้างรายได้สร้างธุรกิจได้ดีไม่แพ้ที่สมิหลา แปลว่าเรามีทางเลือกแล้ว ซึ่งจะต้องวางการพัฒนาให้อยู่บนฐานทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีทางเลือกมากมาย เพียงแต่ภาครัฐไม่ได้บอกเรา

“ซึ่งตัวผมและทางมหาวิทยาลัยฯ ยินดีที่จะเป็นตัวกลางในการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ ที่จะสามารถสร้างการจ้างงาน พัฒนาท้องถิ่น และรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ไม่ต้องแลกกับอะไรไม่ต้องเปลี่ยนแปลงผังเมือง ขอเพียงภาครัฐยอมถอยสักหนึ่งก้าว แล้วหันมาร่วมกันกับประชาชนทุกฝ่าย ทั้งมหาวิทยาลัยและภาควิชาการ โดยไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องสิ่งแวดล้อมมาแลก” ดร.สินาดกล่าว

เกี่ยวกับนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ความเป็นมาก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ระหว่างที่รัฐบาล คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใกล้จะหมดอำนาจ การประชุม ครม. ครั้งสุดท้ายที่จังหวัดนราธิวาส ครม.ก็เห็นชอบอนุมัติโครงการนี้ นั่นคือปฐมบทของโครงการเมืองต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อำเภอจะนะ ประเด็นที่ 2 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ซึ่งบทบาทหน้าที่ที่ผ่านมา ศอ.บต. จะเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน ตกทุกข์ได้ยาก ถูกรังแก ชาวบ้านคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ศอ.บต.เป็นที่พึ่งสุดท้ายในภาคใต้ ฉะนั้นสิบกว่าปีที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อ ศอ.บต. มันลดลง ประเด็นที่ 3 ถ้าจะพูดถึงเรื่องนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ก็ต้องพูดถึงนายทุนปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นายบรรจง นะแส ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย ระบุไว้บนเวทีปราศัย

“คือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา พื้นที่ตำบลนาทับ ทุ่งหวัง เกาะแต้ว จะมีพื้นที่ประมาณเกือบ 3,000 ไร่ สมัยผมเป็นเด็ก คุณตาคุณยายเล่าให้ฟังว่า ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวบ้านไปรับจ้างถางป่าเสม็ด เพื่อจะสร้างเป็นสนามบิน หลังสงครามยุติที่ตรงนั้นก็กลายเป็นที่เลี้ยงวัว ที่ทำนา ของคนทั้งสามตำบล หลังจากนั้นช่วงปี พ.ศ.2535-2537 สจ.คนหนึ่งเป็นนายหน้าค้าที่ดิน กว้านซื้อที่ดินทั้งหมดตรงนั้น แล้วอยู่ ๆ ที่ดินแปลงนั้นก็ถูกออกโฉนดเป็นของกลุ่มบุคคล แล้วสุดท้ายที่ดินผืนใหญ่แปลงนั้นตกเป็นของ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ มีกระบวนการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อจะตั้งเป็นโรงงานอุตสาหกรรม แต่โชคดีว่า นายประชัย ล้มละลายเสียก่อน ในช่วงปี พ.ศ.2540 หลังจากนั้นที่ดินแปลงนั้นก็ถูกเทคโอเวอร์โดย ปตท.”

ขณะที่นายประสิทธิชัย หนูนวล มูลนิธิภาคใต้สีเขียว กล่าวว่า สิ่งที่คนในประเทศนี้ต้องรู้ร่วมกัน เพื่อเราจะได้ตระหนักว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นทั่วแผ่นดินภาคใต้ และประเทศไทย เกิดขึ้นเพราะอะไร เอาเข้าจริงแล้วทั่วประเทศมีสภาพเช่นเดียวกับพี่น้องจะนะกำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ การยึดระบบเศรษฐกิจของประเทศให้อยู่ในมือแบบเบ็ดเสร็จ และเวลาที่พวกเขาจะยึดระบบเศรษฐกิจ มีเรื่องเดียวที่พวกเขาจะยึดให้ได้ ก็คือยึดทรัพยากรของประเทศนี้ให้ได้ เพราะมีแต่ทรัพยากรเท่านั้นที่จะทำเงินมหาศาลให้แก่พวกเขา เพราะฉะนั้นถ้าไล่ลงมาตั้งแต่ภาคตะวันออกเป็นต้นมา ที่ดินทุกชนิดในสามจังหวัดภาคตะวันออก ณ เวลานี้ อยู่ในมือกลุ่มทุนหมดแล้ว ไม่ว่าจะ สปก. ที่เอาไว้ทำการเกษตร รัฐก็นำไปทำอุตสาหกรรม ที่ดินราชพัสดุ ที่ดินทุกที่ทุกรูปแบบ เอาไปทำนิคมอุตสาหกรรมหมด เพราะเขาออกกฎหมายฉบับขึ่งเรียกว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษ และกฎหมายฉบับบนี้มีอำนาจทุกอย่างในการควบคุมระบบทรัพยากร ระบบการเงิน ระบบการลงทุนของประเทศนี้ทั้งหมดเลย

จากตะวันออกลงมาที่ภาคใต้ 5 จังหวัดตอนกลาง ตรัง กระบี่ นครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง กำลังจะกลายเป็นรัฐอิสระของกลุ่มทุน เพราะว่ากฎหมายของประเทศเราทุกฉบับไม่สามารถบังคับใช้ในเขตพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนกลางได้อีกต่อไป หากเมื่อออกกฎหมายพิเศษสำเร็จ ซึ่งกฎหมายพิเศษดังกล่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรบางกลุ่มร่างเสร็จแล้ว

“ผมได้อ่านร่างนั้นแล้ว และเห็นภาพอนาคตของพวกเราแล้ว เพราะเขาจะขุดคลองไทย และมีนิคมอุตสาหกรรมอย่างน้อย 3 จุด ฝั่งอันดามัน ฝั่งตรงกลาง และฝั่งอ่าวไทย ภาคใต้ตอนกลาง 5 จังหวัดจะถูกควบคุมด้วยกฎหมายพิเศษ และจะให้ต่างชาติประเทศหนึ่ง เข้ามากุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ บนเส้นทางการขุดคลอง และนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่”

“สิ่งที่พี่น้องจะนะเผชิญอยู่ ไม่ได้หมายถึงนักการเมืองสงขลาอยากจะสร้างนิคมอุตสาหกรรม แต่การเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมจะนะมันใหญ่กว่านั้น มันเป็นความตั้งใจในการวางแผนที่จะยึดประเทศนี้ และเวลาที่เขายึดประเทศนี้ เขาจะต้องใช้กฎหมายเข้ามายึด พี่น้องไม่ต้องไปเรียกร้องความถูกต้องของกฎหมายที่มีอยู่ เพราะว่าความถูกต้องมันไม่มีอยู่แล้วในแผ่นดินนี้ ฉะนั้นเมื่อเขาอยากเปลี่ยนผังเมืองเป็นสีม่วง เขาจึงบังคับเอา บังคับยังไง ก็คือ 11 ขั้นตอนตอนในการเปลี่ยนผังเมือง มีใครอยู่บ้าง หน่วยงานไหนบ้าง เขาก็เข้าไปบังคับเอากับหน่วยงานเหล่านั้นในแต่ละขั้นตอน” นายประสิทธิ์ชัยกล่าว

นอกจากนั้น เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ซึ่งมีตัวแทนประกอบด้วย น.ส.ไครียะห์ ระหมันยะ นายรุ่งเรือง ระหมันยะ และนายกิตติภพ สุทธิสว่าง ได้อ่านคำประกาศเจตนารมณ์ เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และภาคีเครือข่ายประชาชนจังหวัดสงขลา เรื่อง หยุดนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เพื่อร่วมกันสร้างการพัฒนาใหม่บนฐานทรัพยากรสู่ความมั่นคงยั่งยืน โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

ความพยายามของรัฐบาล ที่ต้องการผลักดันโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ถือว่ามีความรวดเร็ว และรวบรัดขั้นตอนสำคัญอย่างผิดปกติ ซึ่งไม่เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายที่มีอยู่ในกรณีอย่างเช่น กระบวนการมีส่วนร่วม  วิธีการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่เป็นจริง และการแก้ไขผังเมืองที่ล้วนผิดระเบียบกฎหมายทั้งสิ้น อันเห็นได้ถึงความจงใจเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใหญ่ และกลุ่มการเมืองอย่างชัดเจน ถือเป็นนโยบายอันผิดพลาดที่อ้างว่าโครงการนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชน และจะจัดการความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้

การเลือกให้ศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ด้วยหวังที่จะใช้อำนาจของกลไกนี้ขับเคลื่อนโครงการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ถือเป็นอีกความผิดพลาดเบื้องต้น ด้วยเพราะวิธีการดำเนินงานที่ไม่เข้าใจของ ศอ.บต. กลายเป็นการสร้างปัญหาความขัดแย้งใหม่ให้กับพื้นที่ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมกับปัญหาเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว ทั้งยังสร้างภาพความฝันให้กับชาวบ้านว่าจะสร้างรายได้ และแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ โดยอาศัยนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งที่จริงแล้วประชาชนในพื้นที่จำต้องยอมรับกับการสูญเสียด้านที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และแหล่งทรัพยากรของชุมชน จึงเป็นความสิ้นคิดของผู้บริหารบ้านเมืองที่กำลังจำกัดกรอบคิดการพัฒนาประเทศนี้ว่าจะต้องเป็นอุตสาหกรรมเท่านั้นที่จะทำให้อำเภอจะนะเจริญรุ่งเรืองได้ ทั้งที่ไม่เคยสร้างทางเลือกการพัฒนาแบบอื่นที่ดีกว่าให้กับประชาชนในพื้นที่

พวกเราต่างรู้กันดีว่าทะเลอำเภอจะนะ และทะเลจังหวัดสงขลามีศักยภาพจนไม่อาจประเมินมูลค่าได้ ทั้งความสวยงาม และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ที่หากได้รับการออกแบบการพัฒนาที่สอดคล้องเหมาะสม และเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงแล้ว เชื่อว่าจะสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนจะนะและชาวจังหวัดสงขลาได้มากกว่าการยัดเยียดนิคมอุตสาหกรรมที่หวังเอื้อประโยชน์เพียงคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่กลับอ้างว่าทำเพื่อประชาชน จึงเป็นคำอธิบายอันหลอกลวงที่ไม่อาจยอมรับได้ 

ในนามของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดสงขลา และภาคีเครือข่ายที่มารวมตัวกันในวันนี้จึงไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่อำเภอจะนะ เพราะเชื่อว่าจะสร้างปัญหามากว่าสร้างทางออกให้กับสังคมชายแดนใต้ จึงมีข้อเสนอดังนี้ 

  1. รัฐบาลจะต้องทบทวนมติคณะรัฐมนตรีทั้ง 3 ครั้งที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ
  2. รัฐบาลต้องสั่งยุติกระบวนการแก้ไขผังเมืองทั้งหมดที่กรมโยธาธิการและผังเมืองกำลังดำเนินการในขณะนี้  
  3. รัฐบาลและ ศอ.บต. ต้องสร้างความคิดใหม่ในการพัฒนา ที่ต้องยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่เริ่มต้น และต้องตั้งอยู่บนฐานศักยภาพที่มีอยู่จริงในพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “การพัฒนาที่มั่นคงยั่งยืน” โดยการยึดประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้เราจะรอฟังคำตอบจากรัฐบาลจนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2563  และหากไม่มีคำตอบใด เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นจะเดินทางขึ้นกรุงเทพมหานคร เพื่อไปสอบถามถึงข้อเรียกร้องนี้กับรัฐบาลโดยตรงที่ทำเนียบรัฐบาลต่อไป


ข่าวและบทความเกี่ยวกับนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *