เดือด! กป.อพช.ใต้-อีสาน ประณามการข่มขู่คุกคาม นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักปกป้องสิทธิชุมชน กรณีเหมืองแร่หินดงมะไฟ

เดือด! กป.อพช.ใต้-อีสาน ประณามการข่มขู่คุกคาม นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักปกป้องสิทธิชุมชน กรณีเหมืองแร่หินดงมะไฟ

หนองบัวลำพู, 24 กันยายน 2563 – สืบเนื่องจาก กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ได้เปิดเผยข้อมูลการข่มขู่คุกคามนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และหัวหน้าพรรคสามัญชน นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา ผ่านทางเพจ เหมืองแร่หนองบัว โดยระบุข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ขณะที่การต่อสู้เรียกร้องสิทธิในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ให้มีการปิดและฟื้นฟูเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) เนื้อที่ 175 ไร่ และโรงโม่หิน เนื้อที่อีก 50 ไร่ ตามประทานบัตรที่ 27221/15393 ของบริษัท ธ.ศิลาสิทธิ จำกัด ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน โดยมี 3 ข้อเรียกร้องต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คือ (1) ปิดเหมืองแร่หินปูนและโรงโม่หิน (2) ฟื้นฟูภูผาป่าไม้ (3) พัฒนาดงมะไฟเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมและแหล่งอารยธรรมโบราณคดี

นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ หัวหน้าพรรคสามัญชน

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ต้องเผชิญกับสภาวะความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงอีกครั้ง ด้วยลักษณะ กระบวนการ วิธีการ และรูปแบบเดิม จากการข่มขู่คุกคามสู่การชี้เป้าไปที่ NGOs หนุนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ คัดค้านเหมืองหินปูนอย่างนายเลฺิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ เพื่อทำให้กระบวนการเคลื่อนไหวคัดค้านสดุดหยุดลงให้ได้ในที่สุด โดยตัวบงการที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นกลุ่มคนเดียวกันกับเมื่อปี 2538 และปี 2542 อย่างชัดเจน ซึ่งปัจจุบันแกนนำหนุนเหมืองตัวสำคัญที่ยังคงมีอิทธิพลและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการทำเหมืองหินปูนและโรงโม่หินในพื้นที่ตำบลดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู

นอกจากนั้นตามที่สำนักข่าวประชาไท ได้เปิดไทม์ไลน์ข่มขู่สั่งเก็บหัวหน้าพรรคสามัญชน หลังหนุนกลุ่มค้านเหมืองหิน จ.หนองบัวลำภู ไว้แล้วก่อนหน้านั้น ทำให้แน่ชัดแล้วว่า นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ตกเป็นเป้าสังหารของกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์จากการยุติเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนฯ ดังกล่าว

ล่าสุดวันนี้ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคใต้ หรือ กป.อพช.ใต้ ได้แถลงการณ์ ประณามการข่มขู่คุกคาม นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักปกป้องสิทธิชุมชน กรณีเหมืองแร่หินดงมะไฟ โดยได้ระบุว่า

ตามที่ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ได้ออกมาเรียกร้องสิทธิในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ตำบลดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู เพื่อให้มีการปิดและฟื้นฟูเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) เนื้อที่ 175 ไร่ และโรงโม่หิน เนื้อที่อีก 50 ไร่ ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน โดยได้เสนอข้อเรียกร้องต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 3 ข้อ

ทั้งนี้ เหมืองแร่หินอุตสาหกรรมและโรงโม่หินในพื้นที่ดังกล่าว จะหมดอายุใบอนุญาตประทานบัตรในวันที่ 25 กันยายน 2563 นี้ ซึ่งจะทำให้ใบอนุญาตโรงโม่หินสิ้นสุดอายุลงตามไปด้วยเช่นกัน

จากการออกมาแสดงเจตนารมณ์ของชาวบ้านในพื้นที่ ด้วยหวังที่จะให้พื้นที่สัมปทานเหมืองแร่ทั้งหมดที่กำลังหมดอายุได้กลับมาเป็นของชุมชนอีกครั้ง หลังจากที่มีการเรียกร้องมายาวนานหลายสิบปีหลังจากบริษัทเอกชนทำการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ทั้งหมดเพื่อทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรม ทั้งที่พื้นที่เหล่านั้นเคยเป็นพื้นที่ป่าชุมชนและเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ส่วนรวมของหมู่บ้าน ซึ่งช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาที่ชาวบ้านได้ออกมาคัดค้านการให้ประทานบัตรเหมืองแร่หินฯ นั้น ได้มีการข่มขู่ คุกคามผู้ที่ออกมาคัดค้านอย่างหนัก จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 4 คน และล่าสุดในครั้งนี้ที่ชาวบ้านได้ออกมาแสดงข้อเรียกร้องดังกล่าว แต่กลับมีการข่มขู่ คุกคามในลักษณะเดิม ซึ่งในครั้งนี้มีแหล่งข่าวค่อนข้างชัดเจนว่ามีการว่าจ้างมือปืนภายนอกเข้ามาลงมือเพื่อจะทำการสังหารนายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักพัฒนาเอกชนที่ได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายให้กับชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเชาเหล่าใหญ่ – ผาจันได ที่ออกมาเรียกร้องให้ปิดเหมืองและโรงโม่หินแห่งนั้น

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) ขอประณามการกระทำดังกล่าวของคนกลุ่มใดก็ตาม ที่กำลังข่มขู่ คุกคาม หรือทำให้สูญเสียซึ่งทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน อันเป็นลักษณะของการใช้อิทธิพลเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน พร้อมกันนี้เราขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และให้มีการดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับบุคคลและกลุ่มคนที่กำลังแสดงอำนาจอันเถื่อนถ่อยนั้น ดังเช่นที่เคยทำมาก่อนแล้ว ทั้งนี้เพื่อปกป้องไว้ซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนและของชุมชนในอันที่จะรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของส่วนรวมไว้

กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได

จากนั้นในเวลาไล่เลี่ยกัน คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคอีสาน ก็ได้ออกแถลงการณ์ หยุดอำนาจรัฐเผด็จการอุ้มทุนโรงโม่หินดงมะไฟ ปกป้องนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อีกครั้งโดยระบุว่า

26 ปี แห่งการต่อสู้ของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่ผาจันได กับการลุกขึ้นมาคัดค้านการทำเหมืองแร่หินปูนหรือโรงโม่หินในพื้นที่ป่าชุมชน ตลอดเส้นทางการต่อสู้ของชาวบ้านคนธรรมดาจากที่เคยจับจอบ จับเสียม ทำไร่ ไถนา ก็ต้องลุกขึ้นมาเขียนหนังสือร้องเรียนหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องเหมืองหินปูนและโรงโม่หิน เพื่อหยุดกระบวนการทำลายป่าชุมชน แหล่งทรัพยากรของชาวบ้านด้วยเหตุว่ามีการปลอมแปลงเอกสารการประชาคม เพื่อประกอบการขออนุญาตทำเหมืองหินของนายทุน แต่นอกจากเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่ดำเนินการตรวจสอบแล้ว ยังคงเดินหน้าอนุญาตราวกับไม่เห็นความผิดพลาด จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาฟ้องศาล เพื่อให้เพิกถอนประทานบัตรการทำเหมืองหิน โดยในศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนประทานบัตร แต่เมื่อมีการกลับคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ก็เป็นเหตุให้บริษัทเอกชนอาศัยช่องว่างของกฎหมายดำเนินการทำเหมืองโดยไม่ต้องรอการพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด กระบวนการเอื้อกลุ่มทุนกดขี่ชาวบ้านเช่นนี้นำมาซึ่งข้อกังขาต่อกระบวนการยุติธรรมไทยว่ายังคงเป็นที่พึ่งของประชาชนได้หรือไม่

แม้ชาวบ้านจะชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ให้ประทานบัตรนอกเขตแหล่งหินอุตสาหกรรม จึงต้องเพิกถอนประทานบัตรของบริษัทเอกชน แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลกลับเพิกเฉย ในรอบ 26 ปี ที่ผ่านมา ชาวบ้านได้ยื่นหนังสือร้องเรียนและคัดค้านการทำเหมืองหลายร้อยฉบับ ทั้งหน่วยงานรัฐในระดับ ท้องถิ่นและส่วนกลาง แต่หน่วยงานเหล่านั้นกลับนิ่งเฉยและหาวิธีการเปิดช่องให้นายทุน โดยไม่สนใจที่จะกำกับดูแลให้เอกชนดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบราชการไทยแท้จริงนั้นเป็นเพียงกลไกที่คอยรับใช้กลุ่มทุนหาใช่กลไกที่รับใช้ประชาชนตามที่กล่าวอ้าง เมื่อไม่อาจหวังพึ่งข้าราชการได้ ชาวบ้านจึงต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยตัวเอง

ครั้นพอขบวนการต่อสู้ของชาวบ้านมีพลังเข้มแข็ง กระบวนการสกัดกั้นขบวนการชาวบ้านด้วยความ รุนแรงก็เริ่มขึ้น ปี2538 แกนนำชาวบ้าน 2 คน ถูกสังหาร เพื่อเปิดทางให้กระบวนการทำเหมือง แต่เมื่อชาวบ้าน ไม่ยอมแพ้และยังคงเดินหน้าคัดค้านต่อไป จึงมีคำสั่งสังหารแกนนำ 2 คน อีกครั้ง ในปี 2542 การสังหารแกนนำ ทั้ง 4 ศพ เป็นการกระทำที่อุกอาจซึ่งคนในพื้นที่ทราบเป็นอย่างดีว่าใครคือ ‘ผู้บงการ’ จะมีก็แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เคยรับรู้อะไรเลย และไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้ ในทางกลับกันกลไกรัฐได้ใช้ความรุนแรงกับชาวบ้าน ทั้งการ ข่มขู่ คุกคาม และ อำนวยการควบคุม ติดตามขบวนชาวบ้านมาโดยตลอด โดยเฉพาะ กอ.รมน. เป็นเหตุให้ชาวบ้านนักต่อสู้ต่างสงสัยในบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานรัฐว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการใช้ความรุนแรงกับชาวบ้านหรือไม่

ปรากฏการณ์ล่าสุดคือคำสั่งฆ่าแกนนำรายที่ 5 คือ นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ แกนนำเครือข่ายผู้เป็นเจ้าของแร่แห่งประเทศไทย และ หัวหน้าพรรคสามัญชน ซึ่งมีส่วนสนับสนุนชาวบ้านในการต่อสู้เพื่อปิดเหมืองแร่หินดงมะไฟในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความอุกอาจและไม่เกรงกลัวกฎหมายของกลุ่มนายทุนโรงโม่หินและสะท้อนความล้มเหลวของการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ ดังนั้น คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช. ภาคอีสาน) มีข้อเสนอต่อสาธารณะดังนี้ (1)ขอให้องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและหน่วยงานรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาติดตาม ตรวจสอบ สถานการณ์ความรุนแรงในกรณีเหมืองหินดงมะไฟอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียของประชาชนอีกต่อไป (2)ร้องขอให้องค์กรสื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน เครือข่ายภาคประชาชนและองค์กรสาธารณะทั้งหลายได้ร่วมกันปกป้องนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และรณรงค์ #saveเลิศศักดิ์ ไปด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม วันที่ 25 กันยายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่ใบอนุญาตโรงโม่หินสิ้นสุดอายุลง ทางกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได จึงจะจัดกิจกรรม 26 ปี การต่อสู้ สู่ชัยชนะ ‘เปลี่ยนโรงโม่หินเป็นป่าชุมชน หยุดเหมืองหินถาวร’ #ให้เหมืองและโรงโม่หินจบที่รุ่นเรา ขึ้นบริเวณ ชุมชนผาฮวกพัฒนา ชาวประชาสามัคคี ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *