‘กะเหรี่ยงภูเหม็น’ ประกาศเขตอนุรักษ์ลำห้วย พร้อมผลักดันเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติ ครม.

‘กะเหรี่ยงภูเหม็น’ ประกาศเขตอนุรักษ์ลำห้วย พร้อมผลักดันเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติ ครม.

อุทัยธานี, 21 กันยายน 2563 – วานนี้ (20 ก.ย.) ชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น ต.ทองหลาง อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดพิธีกรรมประกาศพื้นที่ทางวัฒนธรรม “เขตอนุรักษ์ลำห้วยภูเหม็น” ยืนยันดำเนินวิถีชีวิตดั้งเดิมอันสอดคล้องกับธรรมชาติ พร้อมผลักดันเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษสู้ภัยกฎหมายป่าไม้ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชุมชน

นางสาวรัตนา ภูเหม็น ชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น กล่าวว่า ลำห้วยภูเหม็นมีความสำคัญต่อชุมชน ทั้งเป็นแหล่งน้ำสายหลักใช้อุปโภค บริโภค และยังมีคุณค่าทางจิตวิญญาณ กล่าวคือ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชุมชนมักทำพิธีกรรมสำคัญ การประกาศเขตอนุรักษ์ลำห้วยภูเหม็นจึงถือเป็นหมุดหมายแรกก่อนการประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษ เช่นเดียวกับ นายอังคาร คลองแห้ง แกนนำผู้ต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินบ้านภูเหม็น ที่ยืนยันว่าการดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมแต่บรรพบุรุษได้รับการคุ้มครองตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงอยู่แล้ว จึงสมควรประกาศพื้นที่เป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ และฟื้นฟูวิถีดั้งเดิมที่เสื่อมสลายไปกลับคืนมา

ด้าน นายสมบัติ ชูมา ผู้อำนวยการสถาบันธรรมชาติพัฒนา กล่าวว่า การสถาปนาพื้นที่เขตอนุรักษ์ลำน้ำคือการลดความขัดแย้งกับหน่วยงานรัฐ ด้วยการมองด้านแผนงานที่ดีมากกว่าปัญหาในพื้นที่ที่ผ่านมา ซึ่งต้องการการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานรัฐในการดูแลจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำนี้ด้วย และจะเป็นหมุดหมายแรกที่จะนำไปสู่การสถาปนาพื้นที่ทั้งหมด 15,000 ไร่ของชุมชนให้เป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ

“เราเริ่มจากวันนี้เลยคือลำห้วย ซึ่งเป็นเหมือนชีวิต เหมือนสายเลือดของพี่น้องภูเหม็น ลำห้วยภูเหม็นจะไหลลงมาจากแนวกันชนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แล้วไหลมากลางหมู่บ้าน วันนี้เราอยากร่วมสถาปนาพื้นที่ตรงนี้ ยกระดับความสำคัญของลำห้วยที่เราเคยดูแลไว้ให้ได้รับการดูแลมากกว่าปัจจุบัน เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้นำทางจิตวิญญาณทำพิธีกรรมเพื่อดูแลมานานแล้ว” นายสมบัติกล่าว

นายสิทธิพล บุญชูเชิด ผู้แทนเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี กล่าวว่า พี่น้องกะเหรี่ยงเรารู้สึกว่าไร่หมุนเวียนคือบวรสถาน เป็นแหล่งเรียนรู้ให้เยาวชนรุ่นใหม่ด้วย นอกจากไร่หมุนเวียนแล้วยังต้องมีการดำเนินวิถีชีวิตหากินของป่า หน่วยงานรัฐควรทำความเข้าใจชุมชนว่าการเก็บหาของป่าเป็นไปตามปรกติธุระ ไม่ใช่เพื่อการค้าขาย ส่วน นางสาวเสอะเยียเบ่อ งามยิ่ง ชาวกะเหรี่ยงบ้านป่าผาก ต.วังยาว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เสนอว่า ชุมชนและหน่วยงานรัฐควรมีเวทีได้ตกลงและทำความเข้าใจกันภายใต้การใช้เหตุผล หาทางออกจากความขัดแย้ง แล้วสร้างแนวคิดใหม่ๆ ในการจัดการทรัพยากร เพื่อให้วิถีชีวิตมนุษย์ที่อยู่ในป่ามีความมั่นคงและยั่งยืน

ส่วน นายเธียรวิชญ์ มูสิกะวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้อุทัยธานี กล่าวว่า ต่อไปจะมีคณะทำงานซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอของชุมชน เราต้องมาคุยกัน ต้องมาวางกรอบกติกา กฎหมายบางตัวเราละเว้นหรือผ่อนเบาในการปฏิบัติก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนก็ใช้แนวทางนี้ในการแก้ไขปัญหาให้เรา ตนย้ำว่าการแก้ปัญหาพี่น้องภูเหม็นต้องเป็นในรูปแบบ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด สัตว์ป่าปลอดภัย” แผนที่จะเกิดขึ้นทุกกิจกรรมที่สนองต่อสามคำนี้ ตนจะสนับสนุนให้เกิดขึ้นให้ได้ทั้งหมด

นายอภินันท์ ธรรมเสนา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ส่วนที่ภูเหม็นกำลังทำอยู่คือการสร้างพื้นที่รูปธรรมในการประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ โดยภูเหม็นจะเป็นพื้นที่นำร่องการจัดการแบบมีส่วนร่วม มีหน่วยงานรัฐมาร่วมในการจัดการด้วย พร้อมย้ำว่า จุดประสงค์ในการประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษไม่ใช่การปกครองตนเอง แต่เป็นพื้นที่ที่ชาติพันธุ์สามารถดำเนินวิถีชีวิตดั้งเดิมได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 70 และไม่ใช่การประกาศแล้วจบเลย ต้องมีแผนการจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย

“หนึ่งคือ รักษามรดกภูมิปัญญาตัวเองให้ได้ ถ้ารักษาไม่ได้จะสูญเสียตัวตน สองคือต้องรักษาทรัพยากรไว้ให้ได้ด้วย ถ้าทำท่องเที่ยว แต่ทำลายทรัพยากรไปเรื่อยๆ คนเข้ามาทำลายทรัพยากรมากขึ้นก็ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายคือเราต้องทำให้ชีวิตเรามีคุณภาพดีขึ้นด้วย สามอันนี้เหมือนเวลาเราตั้งหม้อข้าว ต้องมีหินสามก้อนเส้า นอกจากนั้นให้คิดถึงพื้นที่เราแล้วขยายไปถึงกลุ่มอื่นๆ ให้เป็นเครือข่ายได้ วันนี้เราพูดเรื่องลำน้ำ เรามาคิดถึงเพื่อนๆ ที่อยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันไหม เชื่อมโยงกันแล้วไปด้วยกัน ประกาศเป็นพื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน” นายอภินันท์กล่าว

ชุมชนบ้านภูเหม็นมีจัดการดูแลและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมาณ 15,000 ไร่ ทั้งพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ต่อมาถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยทับเสลาและป่าห้วยคอกควายในปี 2528 ตามด้วยการประกาศเป็นพื้นที่สวนป่าในปี 2535 หลังจากนั้นเมื่อรัฐบาล คสช. มีนโยบายทวงคืนผืนป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ประกาศพื้นที่เป็นเขตวนอุทยานในปี 2557 ทำให้ชุมชนได้รับความเดือดร้อน มีคำสั่งให้อพยพออกจากชุมชนเดิม แม้ชุมชนจะต่อสู้ยืนยันว่าจะอยู่บนผืนดินเดิมนี้ ไม่ขอย้ายออกไปไหน แต่ก็ไม่สามารถดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างปรกติสุข โดยเฉพาะวิถีการทำไร่หมุนเวียนที่ถูกบีบให้ต้องเปลี่ยนเป็นพืชเชิงเดี่ยว

ชุมชนพยายามยื่นเรื่องร้องเรียนไปที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน จึงได้มีการนำมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงมาพูดคุยกัน ผ่านการขับเคลื่อนร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ภาควิชาการ และภาคประชาชน จนนำมาสู่แผนการที่จะประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษในเดือนธันวาคมนี้ และร่วมผลักดันให้มีพระราชบัญญัติส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไปในวันที่ 8-10 ธันวาคมนี้

รู้จักร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

ย้อนกลับไปไกลถึงปี 2553 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่รัฐเริ่มให้การยอมรับสิทธิในการดำรงวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองมากขึ้น โดยมีนโยบายรองรับ 2 ฉบับคือ มติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล และมติคณะรัฐมนตรี ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ที่ให้การยอมรับรูปแบบการทำกินตามระบบไร่หมุนเวียน มีข้อเสนอให้ประกาศเขตพื้นที่พิเศษทางวัฒนธรรม ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดิน การศึกษา และปัญหาด้านสถานะบุคคล หากไม่รับรวมแผนแม่บทพัฒนาชาวเขา โดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มติ ครม. ทั้ง 2 ฉบับนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างมากสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เพราะนับเป็นครั้งแรกที่รัฐให้การยอมรับวิถีชีวิตในระดับนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ในทางปฎิบัติ มติ ครม. ทั้ง 2 ฉบับยังคงเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย จนผ่านไปแล้ว 10 ปียังไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากเป็นมติ ครม. ที่ถูกเสนอโดยกระทรวงวัฒนธรรม ทำให้กระทรวงสายแข็ง อย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย หรือแม้แต่กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่อยากดำเนินการตาม และที่สำคัญตามศักดิ์ของกฎหมายแล้ว มติ ครม. มีสถานะเป็นเพียงแนวนโยบายที่หน่วยงานจะเลือกนำไปปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ ไม่ต้องรับผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อเห็นข้อจำกัดดังกล่าว หลายภาคส่วนจึงได้พยายามผลักดันให้มีการยกระดับ มติ ครม. ทั้ง 2 ฉบับ สู่การเป็นพระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ. เพื่อให้มีอำนาจบังคับใช้กับทุกภาคส่วนและเสนอให้แก้ไขเนื้อหาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย จากเดิมที่ส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและชาวเลเท่านั้น

จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2561 รัฐบาล คสช. ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้แผนดังกล่าว ซึ่งได้มีแผนการปฎิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ รวมถึงการจัดทำร่างพระราชบัญญัติเร่งด่วน 16 ฉบับ แนบท้ายคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน หนึ่งในนั้นระบุถึง ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์รวมอยู่ด้วย โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานเจ้าภาพในการศึกษาข้อมูล ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม  และเชิญผู้เชี่ยวชาญร่วมยกร่างกฎหมายโดยมีกำหนดให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2564

ที่มา : เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง


พชร คำชำนาญ : รายงาน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *