กลุ่มรักษ์โตนสะตอ ยื่นหนังสือกมธ.งบประมาณฯ จี้ ตัดงบฯ เขื่อนเหมืองตะกั่ว จ.พัทลุง ด้านที่ประชุมเตรียมลงมติวันที่ 27 ส.ค.นี้

กลุ่มรักษ์โตนสะตอ ยื่นหนังสือกมธ.งบประมาณฯ จี้ ตัดงบฯ เขื่อนเหมืองตะกั่ว จ.พัทลุง ด้านที่ประชุมเตรียมลงมติวันที่ 27 ส.ค.นี้

กรุงเทพมหานคร, 24 สิงหาคม 2563 – วันนี้ เวลาประมาณ 12.50 น. ที่อาคารรัฐสภา แยกเกียกกาย เครือข่ายกลุ่มรักษ์โตนสะตอ อ.ป่าบอน จ.พัทลุง เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2564 สภาผู้แทนราษฏร เพื่อเรียกร้องให้กรรมาธิการพิจารณางบประมาณสภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติงบประมาณก่อสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่ว จ.พัทลุง ก่อนที่จะมีการประชุม กมธ.งบประมาณฯ ในช่วงบ่าย โดยมีนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองประธานคณะกรรมาธิการเป็นตัวแทนรับมอบ พร้อมระบุ 3 ประเด็นปัญหาที่สามารถประกอบการพิจารณาถอดถอนชื่อโครงการฯ ออกจากเอกสารชี้เเจงงบประมาณครั้งนี้ได้

โดย น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นได้พบว่าโครงการก่อสร้างเหมืองตะกั่วยังมีปัญหา 3 เรื่องด้วยกัน คือ

  1. โครงการฯ ไม่มีความพร้อมที่จะก่อสร้างได้ เนื่องจากการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น หรือ IEE (Intial Enviromental Evalution) ยังไม่แล้วเสร็จ จึงไม่มีเหตุผลใดใดที่จะบรรจุโครงการนี้ไว้ในเอกสารงบประมาณ เพื่อของบประมาณในปี 2564
  2. ภายในรัศมี 10 กม. มีอ่างเก็บน้ำแล้ว 3 แห่ง จากการตรวจสอบในพื้นที่และปริมาณน้ำฝนแล้ว พบว่า ไม่ได้มีความขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภค ส่วนด้านการเกษตร พบว่า ไม่ได้มีการทำนา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เป็นสวนผลไม้ และสวนยางพารา ซึ่งมีการจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรด้วยการขุดบ่อเพื่อกักเก็นน้ำสำหรับการเกษตรไว้เรียบร้อยแล้ว
  3. ความขัดแย้งในพื้นที่ เนื่องจากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมีปัญหามาตั้งแต่ต้น เพราะยังไม่เคยมีการทำประชาพิจารณ์อย่างจริงจัง

“ดังนั้นถึงเป็นเหตุผลที่ดิฉันจะยื่นทักท้วงโครงการนี้ เมื่อมีการพิจารณาแผนงานบูรณาการบริหารจัดการน้ำ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันนี้ในการพิจารณางบประมาณ” น.ส.ศิริกัญญา ระบุ

โดยหนังสือเรียกร้องให้กรรมาธิการพิจารณางบประมาณสภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติงบประมาณก่อสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่วดังกล่าว ได้ระบุว่า ตามที่กรมชลประทานมีโครงการก่อสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่ว อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ทางเครือข่ายรักษ์โตนสะตอ ขอเรียนว่าการใช้งบประมาณดังกล่าวเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าและเป็นการสิ้นเปลืองภาษีของประชาชน จึงขอให้กรรมาธิการพิจารณาตัดงบประมาณการก่อสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่วและนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ในการอื่นเพื่อประโยชน์ของประเทศต่อไปโดยมีเหตุผลที่ไม่ควรสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่ว 7 ประการดังนี้

  1. โครงการนี้ถูกบรรจุเข้าสู่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโดยไม่ถูกต้อง โดยเอกสารจาก อบต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ลงวันที่ 8 กันยายน 2546 ที่ส่งถึงเลขาธิการสำนักพระราชวังระบุว่าโดยราษฎรแต่ละหมู่บ้านได้ลงนามสนับสนุนทั้ง 9 หมู่บ้านเพื่อให้มีการสร้างเขื่อน ซึ่งข้อเท็จจริงไม่ปรากฎว่ามีการทำประชาพิจารณ์เพื่อขอความเห็นจากชุมชนแต่อย่างใด ฉะนั้นการที่โครงการนี้ถูกบรรจุเข้าสู่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจึงเป็นการบรรจุโครงการภายใต้ข้อมูลเท็จ
  2. เดือน มีนาคม 2556 สำนักบริหารโครงการของกรมชลประทานได้จัดทำรายงานเท็จเพื่อผลักดันการสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่ว โดยรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับนี้ได้คัดลอกข้อมูลจากจังหวัดเพชรบูรณ์ให้เป็นเนื้อหาของจังหวัดพัทลุง เช่น จังหวัดพัทลุง เป็นส่วนหนึ่งของภาคเหนือ – จังหวัดพัทลุงมีพืชหลักคือมะขามหวาน เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงกรมชลประทานมิได้มีการศึกษาที่แท้จริงถึงเหตุผลความจำเป็นในการสร้างเขื่อน แต่มุ่งผลักดันการใช้งบประมาณเพียงอย่างเดียว
  3. รายงานผลการตรวจสอบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วันที่ 31 สิงหาคม 2558 ระบุว่าไม่มีความจำเป็นในการสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่ว โดยขอให้หน่วยงานในระดับจังหวัดหารือกับชุมชนเพื่อหาวิธีการอื่นในการจัดการน้ำ โดยมิต้องใช้งบประมาณนับพันล้านและทำลายสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก
  4. เหตุผลในการสร้างเขื่อนกั่วนั้นกลับไปกลับมาตลอดเวลาเนื่องจากพยายามหาเหตุผลในการสร้างความชอบธรรมในการสร้างเขื่อนให้ได้ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลความชอบะรรมอันใดที่จะสร้างเขื่อนเพิ่ม เพราะมีเขื่อนป่าบอนอยู่แล้วซึ่งห่างกันเพียงสามกิโลเมตร และเขื่อนหัวช้างห่างกัน 10 กิโลเมตร โดยเขื่อนทั้งสองสร้างเสร็จแล้วก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่อย่างใด กลายเป้นพื้นที่เลี้ยงวัวของชาวบ้านแถบนั้น เนื่องจากในเขื่อนไม่มีน้ำ เพราะในช่วงสร้างเขื่อนมีการตัดไม้ขายรวมสองเขื่อนนับหมื่นไร่
  5. พื้นที่การสร้างเขื่อนเป็นการทำลายป่าที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดโดยป่าที่จะกลายเป็นพื้นที่การสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่วนั้นเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยพื้นที่การสร้างเขื่อนอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นสมบัติที่พึงหวงแหนเอาไว้
  6. ในพื้นที่การสร้างเขื่อนมีรายนามของผู้ที่จะได้รับค่าเวนคืนซึ่งทำหนังสือประกาศโดยกรมชลประทานเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2563 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงลงนามแจ้งรายชื่อผู้ได้รับค่าทดแทนอาสิน เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ทั้งหมดจำนวน 106 ราย โดยชุมชนได้ตรวจสอบรายชื่อแล้วมีเพียง 15 รายที่เป็นคนในพื้นที่นอกจากนั้นเป็นคนนอกพื้นที่ คำถามที่สำคัญคือบุคคลเหล่านี้เข้ามาใช้ประโยชน์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและป่าสงวนแห่งชาติถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ​มีข้อสังเกตว่าโดยปกติวิสัยในพื้นที่อื่นทั่วประเทศประชาชนที่ถูกอพยพในพื้นที่สร้างเขื่อนจะแสดงถึงความเดือดร้อนและออกมาคัดค้าน แต่ในกรณีนี้คนที่อยู่ในพื้นที่สร้างเขื่อนเป็นกลุ่มสนับสนุนเขื่อนมาตั้งแต่ต้น โดยเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าบุคคลเหล่านี้เพิ่งมาซื้อที่ดินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและป่าสงวนแห่งชาติเมื่อรู้ว่าจะมีการสร้างเขื่อน ซึ่งสอดคล้องกับขอเท็จจริงที่ว่าบุคคลทั้ง 106 รายที่มีชื่อในการเวนคืนส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่
  7. ชุมชนมิได้ขาดแคลนการใช้น้ำอย่างที่ถูกระบุไว้ในเหตุผลของกรมชลประทานแต่สายน้ำเริ่มแห้งแล้งจากการสร้างเขื่อนป่าบอนของกรมชลประทานที่ผ่านมาซึ่งอยู่ติดกับชุมชนบ้านเหมืองตะกั่ว ทั้งนี้ชุมชนได้ออกแบบการจัดการน้ำโดยมิต้องสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่วให้สิ้นเปลืองงบประมาณและการทำลายป่าดังนี้ 1) ผันน้ำจากน้ำตกโตนสะตอลงคลองห้วยตอโดยใช้ระบบท่อ​ 2)ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองป่าบอนลงคลองห้วยตอ​ 3)ซ่อมแซมระบบชลประทานที่มีอยู่แล้วให้กลับมาใช้ได้ดังเดิม

​เครือข่ายรักษ์โตนสะตอ ขอเรียนต่อกรรมาธิการว่าหากมีการอนุมัติให้กรมชลประทานสามารถสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่วสายน้ำที่สมบูรณ์สายสุดท้ายของอำเภอป่าบอนคือน้ำตกโตนสะตอจะหายไป ก่อนหน้านี้กรมชลประทานได้ทำลายน้ำตกแม่แตงซึ่งมีชื่อเสียงความสวยงามอันดับต้นของจังหวัดด้วยการสร้างเขื่อนป่าบอน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสถานที่เลี้ยงวัวเพราะไม่มีน้ำ ความผิดซ้ำซากดังกล่าวไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก และไม่ควรอนุมัติงบประมาณที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิดช่องทางทุจริตคอปรัปชั่นในการสร้างเขื่อนซึ่งมีตัวอย่างมาแล้วมากมาย…

ต่อมาในเวลาประมาณ 15.30 น. ในห้องประชุม กมธ.พิจารณางบประมาณได้มีการยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาหารือเพื่อพิจารณา โดย นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบฝ่ายบริหาร กรมชลประทานได้ชี้แจงว่า ในด้านกระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น หรือ IEE เมื่อปี 2553 มีการศึกษาฯ และมีความผิดพลาดด้านข้อมูล จึงได้มีการยกเลิกการศึกษาดังกล่าว ต่อมาในปีงบประมาณ 2562 ได้มีการดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นอีกครั้ง และจะแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคม 2563 นี้

“ซึ่งในกระบวนการศึกษานี้ครับ จะมีประเด็นความเหมาะสม ที่สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 4 ล้าน ลบ.ม. ในส่วนกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ทางกรมชลประทานและที่ปรึกษาได้เข้าไปดำเนินการประชุมชี้แจงอย่างต่อเนื่อง ส่วนการดำเนินการ ณ เวลานี้ ยังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม” นายสุชาติ กล่าว

ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ ได้แสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามต่อว่า ประเด็นที่หนึ่ง รายงานยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ประเด็นที่สอง โครงการยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินจากกรมป่าไม้ และกรมอุทยานฯ ประเด็นที่สาม กรมชลประทานทำอ่างเก็บน้ำให้ใครใช้ประโยชน์ เพราะชาวบ้านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขามีน้ำใช้เพียงพออยู่แล้ว ซึ่งพัทลุงเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนมากที่สุด และในพื้นที่ก็ไม่มีพื้นที่นามากนัก ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สวนผลไม้ ชาวบ้านมีบ่อน้ำของตนเองอยู่แล้วในแต่ละพื้นที่ คือสร้างขึ้นมาไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการ

“ที่สำคัญเมื่อดูจากข้อมูล GISDA พบว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก คำถามก็คือ กรมชลประทานจัดความสำคัญอย่างไร ทำไมไม่ไปทำพื้นที่ที่ท่วม-แล้งซ้ำซากก่อน ซึ่งในพื้นที่ยังมีอ่างเก็บน้ำอีก 3 แห่งที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพ ผมขอถามตรงนี้เลยว่า ถอดถอนได้ไหมโครงการนี้ รอให้ IEE แล้วเสร็จก่อน คุยกับประชาชนในพื้นที่ถึงความจำเป็นก่อน แล้วปีงบประมาณหน้าค่อยมาขอกันใหม่” นายธนาธร กล่าว

ประธานที่ประชุม จึงเสนอให้มีการลงมติอีกครั้งในวันพุธที่ 27 สิงหาคมนี้ ขณะที่ เครือข่ายรักษ์โตนสะตอ จ.พัทลุง ปักหลักบริเวณหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียกร้องยกเลิก เขื่อนเหมืองตะกั่วอันเนื่องมาจากพระราชดำริ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *