สมบูรณ์ คำแหง : ‘เขื่อนเหมืองตะกั่ว’ กับ ‘ความมิบังควร’ ที่อ้างถึง ‘พระราชดำริ’

สมบูรณ์ คำแหง : ‘เขื่อนเหมืองตะกั่ว’ กับ ‘ความมิบังควร’ ที่อ้างถึง ‘พระราชดำริ’

มีคนตั้งคำถามว่า หน่วยงานใดที่มักอ้างใช้ชื่อ “โครงการอันเนื่องพระราชดำริ” มากที่สุด ซึ่งชื่อแรกที่ทุกคนนึกถึงคือ “กรมชลประทาน”

กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่จัดให้ได้มาซึ่งน้ำเพื่อกักเก็บรักษา ควบคุม ส่ง ระบาย หรือ แบ่งน้ำเพื่อการเกษตร การพลังงาน การสาธารณูปโภค หรือการอุตสาหกรรม และหมายรวมถึงการป้องกันความเสียหายอันเกิดจากน้ำ กับการคมนาคมทางน้ำซึ่งอยู่ในเขตชลประทาน งานสำคัญของกรมนี้ก็คือการสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ เส้นทางหรือท่อระบายน้ำ จึงถือว่าเป็นกรมหนึ่งที่มีการใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมากในแต่ละปี จึงไม่แปลกที่กรมชลประทานมีการจัดทำ ออกแบบโครงการเหล่านี้ไว้เป็นจำนวนมากจนเกินความจำเป็น ด้วยเพราะในบางจังหวัดมีแผนที่จะสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำจำนวนมากที่กำลังรอการอนุมัติ ซึ่งรวมถึงจังหวัดพัทลุงด้วย

เขื่อนเหมืองตะกั่ว หรือที่กรมชลประทานเรียกว่า “อ่างเก็บน้ำ” ตั้งอยู่ระหว่างเขื่อนป่าบอน และเขื่อนคลองหัวช้าง ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งอยู่ในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร ประชาชนในพื้นที่ยังสงสัยอยู่ว่า ทำไมถึงต้องสร้างเขื่อนติด ๆ กันถึงขนาดนี้ ซึ่งพื้นที่รับประโยชน์จากน้ำยังทับซ้อนกันอีกด้วย ประกอบกับจังหวัดพัทลุงคือพื้นที่ที่มีป่าต้นน้ำ และมีแหล่งน้ำธรรมชาติมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของภาคใต้หรือของประเทศไทยก็ว่าได้ จึงไม่พ้นที่จะตั้งข้อสังเกตุและค้นหาข้อเท็จจริงถึงเบื้องลึกในโครงการดังกล่าว [อ่านข่าว : ย้อนดูความเป็นมา-ความเป็นไปโครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว จ.พัทลุง]

ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการขณะนี้ ได้มีการสำรวจพื้นที่ รวมถึงอาสินของประชาชนทั้งหมดแล้ว พบว่ามีประชาชนบุกรุกพื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ป่าไม้และป่าสงวนแห่งชาติ ดังนี้ ที่ดินป่าไม้และป่าสงวนแห่งชาติ 102 แปลง รวม 405 ไร่ และที่ดินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ 51 แปลง รวม 128 ไร่ รวมที่ดินที่ทำการสำรวจแล้ว 533 ไร่ มีรายชื่อของผู้ครอบครองทั้งหมด 108 ราย ซึ่งได้มีการรับรองการถือครองที่ดินของบุคคลดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยคณะกรรมการฯ ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงเป็นประธาน

จึงมีข้อสังเกตต่อเรื่องการรับรองกรรมสิทธิ์ในครั้งนี้ว่า

  1. กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ถือครองที่ดินเหล่านั้น ไม่ใช่คนในพื้นที่ และส่วนใหญ่เข้ามาจับจองถือครองใช้ประโยชน์หลังทราบว่าจะมีการโครงการสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่ว
  2. คนจำนวนหนึ่งในนั้นมีความใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานชลประทานเขต 16 และสำนักงานชลประทานจังหวัดพัทลุงอย่างมีนัยสำคัญ
  3. จังหวัดพัทลุงใช้มาตรฐานอะไรรับรองการถือครองสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 108 ราย ทั้งที่ที่ดินทั้งหมดคือที่ดินภายใต้การดูแลของรัฐ แม้จะทราบว่าจำนวนหนึ่งคือคนในพื้นที่ซึ่งได้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินมานาน แต่จำนวนมากคือผู้ที่เพิ่งเข้ามาครอบใครใหม่หลังมีนโยบายการสร้างเขื่อน
  4. ตามกฎหมายแล้ว เมื่อได้มีการรับรองผู้ครอบครองสิทธิ์ รัฐจะต้องจัดงบประมาณเพื่อชดเชยค่าเวนคืนที่ดิน(ตามอัตรากฎหมายเวนคืน)และชดเชยอาสิน(ต้นไม้)ที่ถูกทำลายไป (แม้จะไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆก็ตาม)

นอกจากนี้แล้ว ยังมีข้อสงสัยถึงที่มาที่ไปของคำว่า “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ว่า สำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ตระหนักในการพิจารณาถึงความสอดคลองเหมาะสม และความเที่ยงตรงด้วยเหตุผลทางวิชาการในโครงการนี้แค่ไหน ก่อนที่จะอนุมัติรับรองให้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยมีข้อเท็จจริงว่ามีการใช้เอกสารเท็จมาใช้ในโครงการนี้อย่างไร้ความรับผิดชอบของกรมชลประทาน นั่นคือการลอกเอกสารข้อมูลโครงการจากจังหวัดในภาคเหนือเกือบทั้งหมดนำมาวิเคราะห์ความจำเป็นของโครงการนี้ จนเป็นที่รับรู้ทั่วไป

ซึ่งการกระทำการเช่นนี้ถือเป็นการหมิ่นเบื้องสูงหรือไม่?

หรือกรมชลประทาน เพียงต้องการอ้าง “พระราชดำริ” เพื่อหวังลดขั้นตอนการดำเนินโครงการนี้ ด้วยเพราะหากเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้ว ไม่ต้องทำตามขั้นตอนกฎหมายปกติ โดยเฉพาะการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการขออนุมัติการใช้ที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ หรือพื้นที่ตามกฎหมายป่าไม้ ที่จะต้องทำตามขั้นตอนปกติ อันจะต้องให้รัฐมนตรีรับทราบและอนุมัติเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งอาจจะสร้างความยุ่งยากให้กับพวกท่านใช่หรือไม่

จึงพอจะเห็นถึงความไม่ปกติของโครงการดังกล่าว ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานชลประทานที่ 16 และยังมีองคาพยบของหน่วยงานอื่น ๆ และประชาชนที่อ้างสิทธิ์การถือครองทั้งหมด ล้วนอยู่ในขบวนการเหล่านี้ร่วมด้วยทั้งสิ้น (จึงไม่ต้องอ้างว่าพวกตนทั้ง 108 ราย พร้อมเสียสละให้กับโครงการนี้) และไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงได้ออกหนังสือเสมือนขับไล่ชาวบ้านเหมืองตะกั่วที่ปักหลักประท้วงโครงการดังกล่าวที่หน้าศาลากลางมาตลอด 4 วัน [อ่านข่าว : ชาวบ้านเหมืองตะกั่ว ประกาศ! ชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล หลังผู้ว่าฯ ทวงคืนพื้นที่ศาลากลางพัทลุง] เพื่อรอคำตอบให้ยุติโครงการตั้งแต่วันที 17 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา และเรื่องนี้คงไม่จบง่ายอย่างที่ใครบางคนพยายามที่จะให้เป็นเช่นนั้น เพราะชาวบ้านได้ประกาศแล้วว่า เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ปกครองในพื้นที่ ก็จำเป็นที่จะต้องเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อทำความจริงให้ปรากฏและสร้างความเป็นธรรมให้กับพวกตนต่อไป

ส่วนของสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะเป็นเป้าหมายหนึ่งที่ชาวบ้านจะเข้าไปยื่นหนังสือเพื่อถามถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนเหมือนตะกั่ว ด้วยทราบว่ากำลังจะมีองคมนตรีเดินทางลงมาดูพื้นที่สร้างเขื่อนดังกล่าวในเร็ววันนี้ ซึ่งสำนักงานจะต้องพิจารณาใคร่ครวญเรื่องนี้อย่างรอบคอบและต้องตรวจสอบการดำเนินงานของกรมชลประทานให้ละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ ลงไป

มิเช่นนั้นแล้วความเสียหายจะเกิดขึ้นกับสถาบันเบื้องสูงที่พวกเราทุกคนเคารพรักอย่างรู้เท่าไม่ทัน?


บทความโดย สมบูรณ์ คำแหง / นักพัฒนาองค์กรเอกชนภาคใต้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *