แล้งนี้ที่ EEC ?! กับการบริหารจัดการน้ำอัจริยะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

แล้งนี้ที่ EEC ?! กับการบริหารจัดการน้ำอัจริยะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

ท่ามกลางฝนที่ตกกระหน่ำจนน้ำท่วมภาคเหนือและอีสาน แต่มาจั่วหัวว่าแล้ง นี่มันเป็นเรื่องบ้าชัด ๆ แต่สำหรับ EEC แล้วนี่ไม่ใช่เรื่องเกินเลย

ทีมข่าว ‘เสียงประชาชน’ ได้มีโอกาสเข้าร่วมสังเกตการณ์งาน “การบริหารจัดการน้ำอัจริยะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” ซึ่งเป็นงานที่ดีในแง่การประหยัดทรัพยากรอย่างง่าย และ จำเป็น ที่จะต้องให้ความรู้กับประชาชนทั่วไปด้วย ขีดเส้นใต้ย้ำ ๆ คำว่าจำเป็น

อย่างน้อยเป็นข้อดีที่ภาคตะวันออกตอนนี้ยอมรับแล้วว่าขาดแคลนน้ำแล้วแน่ ๆ และแนวโน้มอาจจะไม่เพียงพอจาก Climate Change ซึ่งหากเทียบกับสถานการณ์การระบาดของ Covid-19 ตัวของ Climate Change ลุ่มลึกและกระจายทุกหย่อมหญ้ามากกว่า

ปัจจุบันเรามีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 31 แห่งแต่ปัญหาที่นอกจากการกักเก็บน้ำไม่ได้จริง มันยังมีเรื่องของการเติบโตของ “ชุมชนในเขตต้นน้ำ” หรือ “ใกล้แหล่งต้นน้ำ”มากขึ้น ผลคือปริมาณการใช้น้ำตั้งแต่ต้นทางจึงมากขึ้นตามไปด้วย

สวนผลไม้โดยเฉพาะทุเรียนในภาคตะวันออกทั้งหมดมีถึง 350,000 ไร่ เฉพาะอำเภอแก่งหางแมว 25,000 – 30,000 ไร่ อัตราการใช้น้ำต่อ 10 ไร่ จากการลงพื้นที่ อยู่ระหว่าง 60,000 ลิตร – 120,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งปัจจุบันมีการวิจัยการใช้น้ำที่สถานีวิจัยจังหวัดตราด ที่ศึกษาการลดการใช้น้ำของทุเรียน ซึ่งข้อเท็จจริงคือมันสามารถลดลงได้มากกว่าครึ่งจากที่เป็นอยู่ แต่ที่ผ่านมาอาจจะเป็นความคุ้นเคยของเกษตรกรในการใช้น้ำ ซึ่งตรงนี้สามารถให้ความรู้ค่อย ๆ เติมให้กับเกษตรกรต่อไปได้ แต่ภาคที่น่าห่วงคือ “อุตสาหกรรมและบริการ”

การผันน้ำจาก “ลุ่มน้ำวังโตนด” หากตีเป็นตัวเลขกลม ๆ คือ 309 ล้าน ลบม. โดยปัจจุบันสร้างเสร็จเพียง 1 แห่งคือ “อ่างเก็บน้ำคลองประแกด” ซึ่งตามแผนน่าจะมีความจุน้ำถึง 59 – 60 ล้าน ลบ.ม. แต่ระยะ 2-3 ปีหลังจากเปิดอ่างเก็บน้ำที่ผ่านมา การเก็บน้ำของอ่างเก็บน้ำคลองประแกด หรือ อ่างเก็บน้ำประแกดแล้วแต่ที่คนจะเรียก กลับไม่เคยเก็บน้ำเต็มความจุตามคาดไว้ตั้งแต่ต้นเลย

ปัญหาแรก คือการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เกษตร แน่นอนเป็นเกษตรกรรมที่มีมูลค่าและใช้น้ำปริมาณเยอะขึ้นอย่าง “ทุเรียน”

ปัญหาที่สอง การเพิ่มขึ้นของชุมชนจากการเติบโตของเมืองอุตสาหกรรมอย่างเช่น อ.ปลวกแดงที่มีอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ดอกกราย และ หนองปลาไหล ชุมชนเพิ่มการใช้น้ำเพิ่ม ในขณะเดียวกับคุณภาพน้ำผิวดินถูกทำลายจนคุณภาพน้ำอยู่ในระดับที่ต่ำโดยเฉพาะย่านชุมชนหนาแน่น และเมืองอุตสาหกรรม

ปัญหาที่สาม คือการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ ที่เพิ่มปริมาณการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางภาวะขาดแคลนน้ำในปัจจุบัน

เรื่องของการบำบัดน้ำเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่อย่างที่งานเสวนาในครั้งนี้กลายเป็นทางเลือกที่ทำได้ในลำดับต้น ๆ ที่สามารถทำในระยะเร่งด่วน และ ปานกลางโดยมีการวิเคราะห์รวมไปถึงวิจัยแล้วว่าสามารถประหยัดการใช้น้ำได้ถึง 15% เรื่องนี้สามารถเป็นไปได้ด้วยข้อประกาศการปรับปรุงผังเมือง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร หากมีการปรับแก้ให้มีการใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ ประกาศท้องถิ่น ซึ่งแนวคิดของท้องถิ่นอย่างเมืองพนัสนิคม น่าสนใจมากในเรื่อง “เมืองคาร์บอนต่ำ” ไว้วันหลังจะไปเก็บข้อมูลเอามาเผยแพร่ให้รับทราบกัน

ในขณะเดียวกับ EEC ที่เติบโต…มันก็จะไปเบียดเบียนน้ำจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการผันน้ำจากเขื่อนสะตึงนำ ในกัมพูชา ดึงน้ำจากลุ่มน้ำต่าง ๆ ทั้งโตนเลสาป บางปะกง เจ้าพระยา และ ยังลามไปถึงลุ่มน้ำยมที่ต้องผันมาเพื่อหล่อเลี้ยงการเติบโตของโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่าง EEC

แนวโน้มภัยแล้งซึ่งตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่า เอลนินโญ่ ผ่านพ้นไป และปรากฎการณ์ใหม่อย่าง ลานินญ่า ที่เข้ามาจะเพิ่มปริมาณน้ำมากน้อยเพียงใด เพียงแต่การจัดการลุ่มน้ำ การกักเก็บอย่างที่มีข้อมูลเข้ามาคือฝนตก 100% เรากักเก็บตามความเป็นจริงได้เพียง 15% และแนวโน้มปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนต่าง ๆ ทั้ง 31 เขื่อนลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 5 ปีหลัง

การจัดการน้ำต่อจากนี้อาจจะต้องวางแผนให้มากกว่าการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มันอาจจะมีวิธีการอื่นอย่างการสร้างสระเก็บน้ำย่อยๆ ตามหมู่บ้านที่สามารถนำกลับมาใช้ได้จริง การวางแผนการกระจายน้ำอย่างเป็นระบบ หรือ การ reuse น้ำเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ในขณะเดียวกับที่ต้องรอบคอบในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ให้สมดุล… พูดได้แต่ทำยากมากหากไม่ฟังเสียงประชาชนในพื้นที่


เรื่องโดย รุ่งโรจน์ เปรมจิราพงษ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *