กมธ.การเมืองและการมีส่วนร่วมฯ ชี้ ศอ.บต. ผิดรัฐธรรมนูญ ม.58 เตรียม จี้ นายกฯ ทบทวนมติ ครม.นิคมอุตสาหกรรมจะนะ

กมธ.การเมืองและการมีส่วนร่วมฯ ชี้ ศอ.บต. ผิดรัฐธรรมนูญ ม.58 เตรียม จี้ นายกฯ ทบทวนมติ ครม.นิคมอุตสาหกรรมจะนะ

กรุงเทพมหานคร, 23 กรกฏาคม 2563 – วานนี้ (22 ก.ค.) คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน สภาผู้แทนราษฏร ได้เชิญตัวแทนชาวบ้าน อ.จะนะ จ.สงขลา นามเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และตัวแทนศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ หรือ ศอ.บต. ร่วมประชุม ณ อาคารรัฐสภา เพื่อชี้แจง กรณีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ในพื้นที่ 3 ตำบล คือ ต.สะกอม ต.นาทับ และต.ตลิ่งชัน อ.จะนะ จ.สงขลา ที่จัดโดย ศอ.บต. ณ บริเวณโรงเรียนจะนะวิทยา เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นได้ตั้งข้อสังเกตว่า ศอ.บต. อาจกำลังดำเนินการผิด มาตรา 58 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไท ปี พ.ศ. 2560 พร้อมทั้งก่อนหน้านั้นยังได้มีการเรียกร้องให้ กมธ.การเมืองและการมีส่วนร่วมฯ มีการตรวจสอบการดำเนินงานของ ศอ.บต. ต่อโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตดังกล่าว เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ก่อนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น [อ่าน ‘น้องยะห์’ และเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ยังไม่ยอม! เดินหน้ายื่นหนังสือ กมธ.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนฯ ตรวจสอบการดำเนินงาน ศอ.บต. ปมผลักดัน นิคมอุตสาหกรรมฯ จะนะ] ด้านนายสัตวแพทย์ปดิพัทธ์ สันติภาดา ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวหลังสิ้นสุดการประชุมโดยระบุว่า เป็นเรื่องที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญ และตั้งคำถามใหญ่ต่อคณะรัฐมนตรีเร่งรัฐทำเรื่องนี้ทำไม สิ่งที่ กมธ. จะต้องติดตามต่อก็คือ การติดตามไปที่คณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีเองว่า มติครม. ที่เกิดขึ้น ผิดไปจากรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ และจะมีการทบทวนมติเหล่านี้ใหม่หรือไม่

ก่อนการประชุมจะเริ่มต้นขึ้น เวลาประมาณ 13.00 น. นายสมบูรณ์ คำแหง ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ หรือ กป.อพช. ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านการถ่ายทอดสดของเพจ The Reporters ว่า เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเคยร้องเรียนกับคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งในข้อร้องเรียนครั้งนั้นคือ การตรวจสอบการทำงานของ ศอ.บต. ต่อโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ที่อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งพวกตนมีข้อมูลชัดเจนว่า ศอ.บต. ดำเนินการไม่เป็นไปตามขั้นตอนระเบียบกฎหมาย อาจด้วยความไม่เข้าใจในข้อปฏิบัติในเรื่องของการดำเนินโครงการ ตนคิดว่า เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการฯ ต้องตรวจสอบ และเมื่อถึงเวลาเขาจึงเชิญเรามาในวันนี้ ก็จะเป็นการนัดพบพร้อมกันกับ ศอ.บต. ด้วย ซึ่งจะมีคำถามเพิ่มเติมที่เป็นข้อสังเกตของพวกเรา ก็คือว่า เรามีความคิดเห็นร่วมกันตอนนี้ว่า สิ่งที่ ศอ.บต. กำลังดำเนินการอาจผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 58 ซึ่งเราเคยแถลงในพื้นที่แล้วก่อนหน้านี้ และหากว่าด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนปี 2548 เราเห็นว่าการดำเนินการของ ศอ.บต. อาจมีปัญหากับกฎหมายเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

“ซึ่งอาจรวมถึงข้อกฎหมายอื่น ๆ ไม่ว่า กฎหมายผังเมือง ซึ่งข้อสังเกตจากเวทีฯ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 63 เป็นเวทีฯ อะไรกันแน่ มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร หรือเพื่อนำไปสู่อะไร และอยู่ในขั้นตอนไหน เรายังมีข้อสังเกตใหญ่ก็คือว่า พ.ร.บ.การบริหารแผ่นดินในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2553 หรือ กฎหมาย ศอ.บต. ที่อ้างมาตลอดว่าใช้มาตรา 10 ในการดำเนินโครงการ พวกเราเองก็มีคำถามเช่นกันว่า ได้ดำเนินการอย่างครบถ้วนในสิ่งที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งเป็น 3-4 ประเด็นที่เพิ่มขึ้นมา หวังว่าทาง ศอ.บต. จะตอบพวกเราและตอบกรรมาธิการว่าอย่างไร และที่คาดหวังไปมากกว่านั้นก็คือว่า การเสนอให้มีการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้งที่เกี่ยวข้องกับ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งวันนี้เราก็จะยื่นข้อเสนอนี้ไปด้วย รวมถึงการให้ยุติบทบาทของ ศอ.บต. ต่อเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากจะมีการดำเนินการโครงการนี้ต่อ พวกเราก็มีข้อเสนอ ไม่ใช้ปิดกั้นเสียทั้งหมด เพราะเราคิดว่าทาง ศอ.บต.และรัฐบาลเอง ควรจะต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ สร้างกลไกอันเป็นที่ยอมรับ ที่จะดำเนินการโครงการนี้ ซึ่งจะต้องมีองค์ประกอบของภาคส่วนต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ซึ่งเราจะเสนอเพื่อเป็นทางออกให้กับกรรมาธิการฯ ด้วย” นายสมบูรณ์กล่าว

ด้านนายรุ่งเรื่อง ระหมันยะ ประธานเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ระบุถึง โครงการดังกล่าวได้สร้างความขัดแย้งแก่ประชาชนในพื้นที่ ทำให้เกิดการแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เนื่องจากการให้ข้อมูลที่ไม่รอบด้าน ขณะที่ผู้เห็นต่างไม่ได้เข้าร่วมเวทีแสดงความคิดเห็นเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ซึ่งตนได้ตั้งข้อสังเกตว่า การจัดเวทีฯ ดังกล่าวอาจมีนัยยะแอบแฝงบางอย่าง

“การจัดเวทีรับฟังฯ ในวันที่ 11 ก.ค. ทำไมต้องมีข้าราชการตำรวจ ทหาร มาเยี่ยมบ้านที่คิดว่าเป็นแกนนำ ซึ่งทำให้ชาวบ้านรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยต่อตัวของเขาเลย เพราะอยู่ ๆ มีสายตำรวจปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่ ถามว่าส่งมาประกบใครก็ตามที่คิดว่าเป็นแกนนำทำไม ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เหมือนเป็นการคุกคาม และไม่แค่นั้น คนในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง นักวิชาการ ที่ ศอ.บต. คิดว่าจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ก็มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปก่อกวน ไปสร้างความรำคาญ ซึ่งคิดว่า จริงแล้ว ศอ.บต. เป็นหน่วยงานที่ประชาชนและชาวบ้านเคารพนับถือมาตลอด แต่ภายหลังที่มีโครงการนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมา เหมื่อนว่า ศอ.บต. กำลังทำงานตอบสนองอะไรบางอย่าง วันนี้เลยต้องมาบอกกับกรรมาธิการฯ มาคุยกันว่า ศอ.บต. จะชี้แจงอย่างไรกับเรื่องแบบนี้ ทำไมจึงมีมติครม. เห็นชอบ โครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ออกมาก่อนที่มีการจัดเวทีประชาพิจารณ์ และการกล่าวอ้างว่าจัดเวทีแสดงความคิดเห็น 30+1 ครั้ง ประชาชนมีส่วนร่วมแค่ไหน มีส่วนร่วมอย่างไร เท่าที่เป็นคนในพื้นที่ เห็นว่า เวทีฯ ที่ ศอ.บต. จัดสามสิบกว่าเวทีฯ ในแต่ละหมู่บ้าน ก็ยังมีการกีดกัน ตำบลติดกันก็ยังไม่ให้เข้าร่วมเวที นอกจากนั้นบุคลากรที่มาทำงาน เห็นว่า ไม่มีความรู้เรื่องแผนงานที่นำมาเสนอ ซึ่งเรื่องนี้คิดว่าถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นที่จะนะสำเร็จ ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานสำหรับพื้นที่อื่น ๆ คนในพื้นที่จะนะมองว่าเรื่องเช่นนี้ไม่สมควรเกิดขึ้น ศอ.บต. ต้องทำตามขั้นตอนของกฎหมาย เพราะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ควรที่จะใช้หลักของกฎหมาย” นายรุ่งเรื่องกล่าว

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ซึ่งใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง ให้ห้องประชุมกรรมาธิการฯ อาคารรัฐสภา ได้มีการแถลงข่าวสรุปการประชุมต่อสื่อมวลชนที่รอติดตามทำข่าวเป็นจำนวนมาก โดย นสพ.ปดิพัทธ์ สันติภาดา ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร นำแถลง โดยได้ระบุว่า การพบกันของพี่น้องประชาชนอ.จะนะ จ.สงขลา กับ ศอ.บต. วันนี้ ไม่ได้นำพาไปสู่การแก้ไขอะไรได้ เนื่องจากเรื่องใหญ่ใจความคือเรื่องของ มาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า การดำเนินการใดของรัฐ หรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้ส่วนเสียของประชาชนหรือชุมชน หรือสิ่งแวดล้อมอย่างสำคัญอื่น รัฐต้องเร่งให้ดำเนินการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน หรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย และประชาชน และชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการ หรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่การดำเนินการนี้ไม่ได้มีส่วนใกล้เคียงกับมาตรา 58 เลย พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณในการดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการดังกล้าวของ ศอ.บต.

“วันนี้มีคำตอบจาก ศอ.บต. ที่สร้างความกังวัลให้ผมพอสมควร เช่น งบประมาณในการดำเนินการของ ศอ.บต. นั้นเอามาจากไหน ในเมื่อไม่ปรากฏงบประมาณในปี 2563 และ 2564 และการที่ใช้เงินในการจ้างคน การใช้เงินในการจัดเวทีฯ ซึ่งใช้บุคลากรนับพันคน อาหารการกิน เวที การถ่ายทอดสด ศอ.บต.นำเงินจากไหนมาจัด คำตอบที่ได้คือ เป็นงบประมาณประจำ ซึ่งเป็นคำตอบที่ผมประหลาดใจมากว่า งบประมาณประจำของ ศอ.บต. ที่ถูกใช้เพื่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และการดำเนินงานต่าง ๆ ของ ศอ.บต. นั้นกลับถูกนำมาใช้ในการไกล่เกลี่ย ใช้ในการจัดเวทีฯ เพื่อประโยชน์ในการลงทุนของเอกชน อันนี้เป็นคำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นในห้องกรรมาธิการ” ประธาน กมธ. กล่าว

นอกจากนั้น นสพ.ปดิพัทธ์ สันติภาดา ประธานคณะกรรมาธิการฯ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดใน มาตรา 58 วรรคสอง รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2560 ที่ระบุว่า บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการดำเนินการหรืออนุญาตตาม วรรคหนึ่ง

“แต่การให้ข้อมูลในพื้นที่ของพี่น้องประชาชน ได้รับแต่ข้อมูลด้านดีของโครงการฯ  ผมเป็นพยานเรื่องนี้ว่า ในเวทีรับฟังความเห็น เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา พูดถึงแต่ด้านดีที่จะเกิดขึ้น ไม่แปลกที่โครงการต่าง ๆ จะต้องนำเสนอผลประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะได้ แต่ไม่ได้มีการพูดถึงผลกระทบเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีการพูดถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ไม่มีการพูดถึงผลกระทบต่อวัฒนธรรมชุมชน ไม่มีการพูดถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจฐานรากที่จะเปลี่ยนโฉมไปตลอดกาล จากการเข้ามาของนิคมอุตสาหกรรม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญ และเรื่องนี้ต้องได้รับการศึกษาว่า เราจะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร แต่สิ่งที่ผมตั้งคำถามใหญ่กว่านั้นก็คือ แล้วคณะรัฐมนตรีเร่งรัฐทำเรื่องนี้ทำไม ในขณะที่ ศอ.บต. อาจจะไม่ใช่จิ๊กซอสำคัฐในเรื่องนี้ เพราะมติครม. เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมรัฐมนตรีต้องมีการเร่งรัดทำเรื่องนี้ ทั้งที่ยังไม่มีการศึกษา และไม่มีการรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน แต่มาทำย้อนหลัง ผมเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องประหลาดมาก และเราอาจจะทำหลายสิ่งหลายอย่างช้าไปแล้ว หากไม่กลับไปที่ต้นเหตุว่าทำไม คณะรัฐมนตรีถึงมีมติเหล่านี้ออกมา”

“เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมมาธิการฯ จะต้องติดตามต่อก็คือ การติดตามไปที่คณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีเองว่า มติครม. ที่เกิดขึ้น ผิดไปจากรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ และจะมีการทบทวนมติเหล่านี้ใหม่หรือไม่ เพื่อประชาชนจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นโครงการนี้ ส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด การพิจารณาโครงการร่วมกันจะต้องเกิดขึ้น คงไม่มีใครอยากเห็นคนตกงาน ไม่มีใครอยากเห็นจะนะไม่ได้รับการพัฒนา แต่การพัฒนาจะต้องยึดโยงกับพี่น้องประชาชน และคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและผลกระทบของชุมชนเป็นที่ตั้งสำคัญ”

“อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงมาก ในฐานะที่ผมเป็นผู้สังเกตการณ์ในเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ซึ่งข้อความที่ผมได้รับชัดเจนว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 11 ก.ค. ไม่มีผลใดใด ทั้งสิ้น เป็นการนำความเห็นประกอบเท่านั้น แต่สิ่งที่ ศอ.บต. ตอบเราในวันนี้ก็คือ ความคิดเห็นเหล่านั้นถูกส่งไปที่หน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะ อบจ.สงขลา เพราะว่าเกี่ยวข้องกับกฎหมายฝังเมืองที่จะเกิดขึ้นเหล่านี้ และยังมีประเด็นสำคัญ EnLaw ได้ตั้งไว้ในห้องกรรมาธิการ ว่า เอกสารแนบท้าย ของ ศอ.บต. นั้น มีการเขียนเรื่องของการเปลี่ยนแปลงฝังเมืองไว้อย่างชัดเจน ฉะนั้น ศฮ.บต. ไม่ได้มีหน้าที่ในการเปลี่ยนผังเมือง เป็นหน้าที่ของท้องถิ่น แต่ ศอ.บต.กลับเขียนเรื่องนี้ไว้ในเอกสารแนบท้าย เงื่อนงำ ความซับซ้อนเรื่องนี้ ความพิลึกพิลั่น และดูเหมือนจะมีแรงจูงใจที่ไม่ได้เป็นผลประโยชน์ของพี่น้องจะนะเป็นที่ตั้ง นี่เป็นสิ่งที่ผมสัมผัสได้ในการประชุมในวันนี้ และเราต้องติดตามเรื่องนี้ต่อไปอย่างแน่นอน” ประธาน กมธ. การเมืองและการมีส่วนร่วมฯ กล่าวทิ้งท้าย


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *