ผ่าแผนพลังงาน นิคมอุตสาหกรรมฯจะนะ มั่วซั่ว มั่งคั่ง ยั่งยืน แด่เจ้าสัวโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี (ตอนที่ 1)

ผ่าแผนพลังงาน นิคมอุตสาหกรรมฯจะนะ มั่วซั่ว มั่งคั่ง ยั่งยืน แด่เจ้าสัวโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี (ตอนที่ 1)

ย้อนรอยความเป็นมา: เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นโครงการที่เกิดขึ้นอย่างพิลึกพิกลภายใต้ยุคเผด็จการกระบอกปืนที่ประชาชนต้องอยู่กันอย่าง new normal ในทางสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมทางการเมือง พิลึกกระทั่งว่า แม้โครงการจะผ่านความเห็นชอบจาก ครม. และมีการจัดพิธีกรรมรังฟังความเห็นอย่างครึกโครมไปแล้ว แต่รายละเอียดของโครงการกลับไม่มีข้อมูลพื้นฐานที่มากพอจะใช้วิเคราะห์ผลได้ผลเสียของโครงการได้อย่างเพียงพอ ข้อมูลในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ(Feasibility Study) เต็มไปด้วยความไม่สมเหตุสมผลจากการนำอุตสาหกรรมที่แตกต่างหลากหลายมาผสมรวมเป็นแกงโฮะ เป็นแกงโฮะที่รสชาดสุดจะทานทน

ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของโครงการที่จริงแล้ว ก็เริ่มมาจากการมีที่ดินของกลุ่มทุนปิโตรเคมี 2 กลุ่มอยู่ใน อ.จะนะ คือเครือทีพีไอ 7,000 ไร่ และเครือ ปตท.ในนามบริษัท IRPC อีก 3,000 ไร่ ต้นทุนดังกล่าวนี้ถือเป็นหม้อแกงโฮะที่องค์ประกอบอื่น ๆ ถูกนำมาเทผสมปนเปจนเป็นเมกะโปรเจ็คดังที่เห็น ส่วนประกอบที่สำคัญอย่างแรกก็คือ บริษัทอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางของจีนที่กำลังมีโครงการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์รางรถไฟและหัวรถจักร เพื่อป้อนให้กับโครงการ One Belt One Road ที่จะเชื่อมเข้าสู่มาเลเซีย สองคือ IRPC ได้ไปดึงเอาบริษัทจากเกาหลีเข้ามาร่วมดำเนินการอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด แล้ว ศอ.บต.ก็โมเมตั้งเป้าให้จังหวัดชายแดนใต้เป็น “แบตเตอรี่โซน”1 (เลียนแบบ สปป.ลาวที่ประกาศตัวจะเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย) หลังจากนั้น “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ทั้งหลายประดามีก็ถูกนำมาโรยเป็นผักชีแต่งแต้มให้เมกะโปรเจคนี้ดูดีมีสกุลรุนชาติขึ้นมา

น่าใจหายมากที่ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่ “กองทัพ” ขยายบทบาทจากรั่วของชาติมาเป็น “สภาพัฒน์”ทำหน้าที่วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชาติไปแล้ว และกระทำการโดยไม่ต้องเหนียมอายใดๆ ในการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเอกชนอย่างโจ่งแจ้งเสียด้วย น่าเศร้าที่เมกะโปรเจ็คเลอะเทอะเช่นนี้ ผ่านความเห็นชอบจากสภาพัฒน์และกระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้องโดยไม่อาจทัดทานใด ๆ ได้

เพราะผู้ผลักดันคือชายร่างกลมป้อมแห่งป่ารอยต่อสิ่งที่ควรตระหนักในขณะนี้คือ วิกฤตการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจทั่วโลก คือสัญญาณวิกฤตที่โครงการนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถูกทบทวนทั้งหมดโดนด่วน ก่อนที่จะสร้างความเสียหายซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย รวมทั้งปัญหาในมติของ “ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้” ที่อาจจะลุกลามขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ จากการสร้าง “รัฐทหาร” ขึ้oครอบงำจังหวัดสงขลาโดย ศอ.บต. เพื่อผลักดันโครงการที่ อ.จะนะ

โครงการนี้มีคำถามตัวโต ๆ อยู่ในทุกองค์ประกอบของโครงการ แต่สำหรับบทความนี้ จะเป็นการวิเคราะห์วิพากษ์ไปที่บริบทเรื่องอุตสาหกรรมพลังงานเป็นสำคัญ

Energy Complex : แผนพลังงานสะอาดหรือแผนเลอะเทอะ ?

Energy Complex หรือ “โครงการพลังงานทางเลือก” ในนิคมฯจะนะ เป็นแนวคิดที่ถูกนำมาประกอบในโครงการเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ใช้พลังงานสีเขียว มีการระบุไว้ด้วยว่า จะมีการปลูกพืชพลังงานเพื่อนำมาใช้เป็นไฟฟ้าชีวมวล โดยจะ “มีการวางแผนและลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมอย่างเป็นรูปธรรมอย่างน้อย 8,000 เมกะวัตต์” ประกอบด้วยโรงไฟฟ้า 4 ประเภทคือ 1) โรงไฟฟ้าพลังลม 2) โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 3) โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 4) โรงไฟฟ้าขยะ บนพื้นที่รวม 4,000 ไร่ และโครงการระยะที่ 1 กำหนดจะก่อสร้างโรงไฟฟ้ารวม 2,813 เมกะวัตต์ เพื่อป้อนให้แก่กิจการในนิคมฯ โดยมีข้อสังเกตว่า (อ่าน นักวิชาการ ชี้! ตรรกะวิบัติ? ขายฝันเกินจริง! โครงการ “จะนะ เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต”)

  1. เป้าหมายโรงไฟฟ้า 8,000 เมกะวัตต์ กำหนดขึ้นจากข้อมูลตามแผนพีดีพี 2018 ในระดับภาพรวมทั้งประเทศโดยมีเป้าหมายจะให้ อ.จะนะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ ไม่ใช่แค่ จ.สงขลาหรือภาคใต้ ถือเป็นแนวคิดตัดแปะอย่างโง่เขลาของ ศอ.บต. ที่จะสร้าง อ.จะนะให้เป็น “Battery of Thailand” ซึ่งย้อนแย้งโดยสิ้นเชิงกับแผนพีดีพี 2018 ที่มีหลักเกณฑ์การวางแผนแบบพิจารณาความมั่นคงไฟฟ้า “เป็นรายภาค” และได้กำหนดโครงการโรงไฟฟ้าหลักที่สำคัญไว้หมดแล้ว
  2. การกำหนดให้ อ.จะนะเป็น “แบตเตอรี่โซน” ถือเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักวิชาการใดๆ ภายใต้ข้อเท็จจริงต่างๆ ดังนี้
  • กำลังผลิตไฟฟ้าทั้งระบบของประเทศที่ยังสูงล้นต่อไปอีกนับสิบปี จะไม่ใช้ปั้นไฟส่งมาใช้ที่ภาคใต้หรือ ทั้งที่ผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศต้องจ่าย “ค่าความพร้อมจ่ายพลังไฟฟ้า” ให้โรงไฟฟ้าเหล่านี้อยู่แล้ว (ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย)
  • กฟผ.เคยระบุว่า โรงไฟฟ้าใหม่ของภาคใต้ควรตั้งอยู่ฝั่งอันดามันซึ่งเป็นจุดที่ใช้ไฟฟ้ามากของภาคใต้ แนวคิดของศอ.บต.ตั้งอยู่บนพื้นฐานอะไร ?
  • แหล่งผลิตไฟฟ้าใหญ่ที่สุดของภาคใต้อยู่ที่ อ.จะนะอยู่แล้วคือ โรงไฟฟ้าจะนะ 1,400 MW หากมีความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็ควรกระจายกำลังผลิตไปยังภาคใต้ตอนบน (ประจวบฯ/ชุมพร) การรวมศูนย์โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ไว้ที่อำเภอเดียวถือเป็นจุดอ่อนของระบบไฟฟ้าภาคใต้ มิใช่หรือ ?
  • รฟฟ.พลังงานหมุนเวียนไม่ใช่ “โรงไฟฟ้าฐาน”(Base Load) ต้องวางแผนด้วยแนวคิดแบบกระจายศูนย์และขนาดเล็ก การรวมศูนย์พลังงานแสงอาทิตย์มาอยู่แหล่งเดียวคือความไม่เข้าใจในการวางแผนระบบไฟฟ้า เช่นเดียวกันกับพลังงานลม ตัวอย่างเช่น หากมีโซล่าร์เซลล์ 800 MW อยู่ที่จะนะ ถ้าไม่มีแดด พลังไฟฟ้าภาคใต้จะหายไปทันที 800 MW (ในปีหนึ่งๆ จะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้กี่วัน ?) เช่นเดียวกับพลังงานลม ถ้าวันใดไม่มีลมพลังไฟฟ้าภาคใต้จะหายไปทันทีอีกกี่ร้อยกี่พันเมกะวัตต์ ตัวอย่างเหล่านี้จะทำให้ Energy Complex กลายเป็นตัวทำลายความมั่นคงระบบไฟฟ้า และปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะที่ภาคใต้ เพราะระบบไฟฟ้าเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวทั้งประเทศ ความอ่อนแอของ Energy Complex ที่จะนะ สามารถสร้างวิกฤตไฟฟ้าไปทั่วประเทศดังเช่นกรณีโรงไฟฟ้าหงสา ใน สปป.ลาว ที่เกิดปัญหาจุดเดียวแต่ส่งผลกระทบไปถึง 70 จังหวัด เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีคำถามอีกหลายประการ การรวมศูนย์ รฟฟ.ขยะ 300-500 MW อยู่ที่จะนะ ต้องใช้ขยะจากกี่จังหวัด? เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าชีวมวลอีกกี่ร้อยกี่พันเมกะวัตต์ ต้องใช้ชีวมวลจากกี่ภูมิภาค ? โซล่าร์ฟาร์มหลายร้อยเมกะวัตต์ต้องใช้พื้นที่กี่ร้อยกี่พันไร่ ? วินด์ฟาร์มหลายร้อยเมกะวัตต์ต้องใช้เนื้อที่เท่าไหร่ถึงจะพอ ? มิพักต้องถามว่า ทั้งหมดนี้จะ “ยัด” เขาไปไว้ในพื้นที่ 4,000 ไร่ยังไงไหว ? กล่าวโดยสรุป นี่คือแผนพลังงานที่เหลวไหลเลอะเทอะโดยแท้

  1. กำลังผลิตระยะที่ 1 จำนวน 2,813 เมกะวัตต์นี้ไม่มีข้อมูลรายละเอียดใดๆ ระบุไว้ นอกจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ใช้เชื้อเพลิง “LNG” ขนาด 1,100-1,700 เมกะวัตต์เป็นอย่างน้อย (บางตัวเลขระบุว่า 1,500-2,500 MW) ซึ่งกำหนดให้เป็น “โครงการเร่งด่วน” และตามแผนผังการใช้ประโยชน์พื้นที่โครงการ มีการระบุตำแหน่งโรงไฟฟ้านี้ไว้ชัดเจน ข้อสงสัยก็คือโรงไฟฟ้าประเภทนี้ถือเป็นโรงไฟฟ้าฐานที่ทำหน้าที่เสริมสร้างความมั่นคงของระบบสายส่งไฟฟ้าหลักของประเทศ จัดเป็นโรงไฟฟ้า IPP ที่ต้องผ่านการเปิดประมูลแข่งขันราคา ในขณะที่โรงไฟฟ้าที่ใช้ป้อนนิคมอุตสาหกรรมนั้นจะเป็นโรงไฟฟ้า SPP ที่ใช้ระบบ Co-Generation ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ทั้งพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำ ถือเป็นโรงไฟฟ้าที่ “สะอาด” กว่าโรงไฟฟ้า IPPเพราะมีประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงสูงกว่า และโรงไฟฟ้าSPP โดยทั่วไปจะมีขนาดหน่วยละประมาณ 90 MW คำถามคือเหตุใดนิคมอุตสาหกรรมจะนะจึงเลือกใช้โรงไฟฟ้า IPP ขนาด 1,000+ MW แม้แต่นิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่กว่าและใช้พลังงานเข้มข้นกว่าอย่างนิคมมาบตาพุดเองก็ใช้แค่ SPP (โรงไฟฟ้า BLCP 1,400 MW ไม่เกี่ยว แม้จะตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมมาบตาพุดก็ตาม)

เมื่อพิจารณามาถึงตรงนี้ คำถามเริ่มตัวใหญ่ขึ้นว่า โครงการเมกะโปรเจ็คจะนะคืออะไรกันแน่ ?

วาทกรรมและการเมืองเบื้องหลัง “ความมั่นคงไฟฟ้า”

เพื่อที่จะเข้าใจ Energy Complex ที่ อ.จะนะว่าคืออะไรกันแน่ เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับโครงสร้างกิจการพลังงานไฟฟ้า วาทกรรม และการเมืองเบื้องหลังคำว่า “ความมั่นคงไฟฟ้า” ก่อนเป็นเบื้องต้น

ประวัติศาสตร์วาทกรรมเรื่องความมั่นคงพลังงานไฟฟ้า เมื่อมองย้อนกลับไป 20 ปีจะเห็นได้ว่า มันคือการเปลี่ยนผ่านการผูกขาดผลประโยชน์ในกิจการไฟฟ้าจากรัฐวิสาหกิจ(กฟผ.) ไปสู่ กลุ่มทุนพลังงาน(โรงไฟฟ้าเอกชน) นั่นเอง

ตลอดระยะ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เฉียดเข้าใกล้คำว่า “วิกฤตไฟฟ้า” แม้แต่น้อย เพราะกำลังผลิตไฟฟ้าในระบบ มีการลงทุนที่มากเกินจำเป็นมาโดยตลอด (ประเด็นนี้ขอละไว้ก่อนเพื่อไม่ให้ยืดยาวเกินไป)

IPP : โรงไฟฟ้าเอกชนที่ปั่นไฟบนหลังคน

…การมีกำลังการผลิตสำรองเหลืออยู่ในระบบมากเกินไป (จากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าที่ควรมีกำลังการผลิตสำรองประมาณ 15%) ทำให้เราจำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนการลงทุนในการสร้างโรงไฟฟ้า ให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนและ กฟผ. โดยในกรณีของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนแบบที่มีความพร้อมจ่าย เราก็เรียกว่า ค่าความพร้อมจ่าย และก็จะถูกรวมเข้าไว้ในระบบค่าไฟฟ้า เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าของกฟผ. … ปัญหาของค่าความพร้อมจ่าย หรือค่าตอบแทนในการลงทุนก็คือ แม้ว่า ปัจจุบันนี้ เราใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เราก็ยังต้องจ่ายเงินค่าความพร้อมจ่ายนี้ต่อไปอยู่ดี หรือเรียกว่า “ไม่ใช่ก็ต้องจ่าย” (ตามคำว่า “ค่าความพร้อมจ่าย” เลย) และรายจ่ายนี้ก็จะถูกเรียกเก็บเงินจากผู้บริโภค…” (เดชรัต สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์)

จากกราฟจะเห็นได้ว่า (ปี 2561) โรงไฟฟ้า IPP ซึ่งมีสัดส่วนถึง 31% ของกำลังผลิตทั้งระบบ (มากกว่า กฟผ.ซึ่งมีสัดส่วน 30%) ผลิตไฟฟ้าจริงแค่ 54,285 ล้านหน่วย จากที่ควรได้ถึงประมาณแสนล้านหน่วยตามค่าความพร้อมจ่ายฯ ตามสัญญา

ในปี 2561 ประเทศไทยใช้ไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 2 แสนล้านหน่วย นั่นหมายความว่า เราควรได้ใช้ไฟฟ้าจาก IPP ครึ่งหนึ่ง(1 แสนล้านหน่วย) ซึ่งผู้บริโภคได้จ่ายต้นทุนไปแล้วในค่าไฟฟ้า แต่ปรากฏว่า กระแสไฟฟ้ากว่า 5 หมื่นล้านหน่วยที่ IPP ไม่ได้ผลิตนั้น กฟผ.ต้องจัดหาจากแหล่งอื่นมาจำหน่วยให้ประชาชนแทน คิดเป็นค่าไฟที่ผู้บริโภคต้องจ่ายราว 2 แสนล้านบาท (ราคาเฉลี่ย 4 บาท/หน่วย) นั่นคือความไม่เป็นธรรมในโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคต้องจ่าย

ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า IPP ที่คิดราคาค่าความพร้อมจ่ายแบบ cost plus (ต้นทุนบวกกำไร) เมื่อสิ้นสุดสัญญา(20-25 ปี) โรงไฟฟ้านั้นๆ ยังจะตกเป็นสมบัติของเอกชนไปอีกด้วย แทนที่จะโอนกรรมสิทธิ์ให้รัฐ คือ กฟผ. เพราะเอกชนได้รับต้นทุนบวกกำไรไปหมดแล้ว ข้อมูลสำคัญที่ประชาชนควรทราบคือ นับจากนี้ไปจนถึงปี พ.ศ.2579 จะมีโรงไฟฟ้า IPP ที่หมดสัญญารวมทั้งสิ้นถึง 10,000 MW ที่ประชาชนผู้บริโภคจ่ายต้นทุนบวกกำไรแก่เอกชนไปครบแล้ว แต่สุดท้ายโรงไฟฟ้าเหล่านี้ต้องตกเป็นสมบัติของเอกชน

กล่าวโดยสรุป กว่า 20 ปีที่ผ่านมา กฟผ.ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่ประชาชนเป็นเจ้าของ ได้สูญเสียผลประโยชน์มากมายมหาศาลที่ควรเป็นรายได้นำส่งรัฐ ให้แก่กลุ่มทุนพลังงานขนาดใหญ่ที่นับวันจะเข้ามากอบโกยรายได้ในกิจการไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ และนี่เอง คือคำอธิบายปรากฏการณ์ในปัจจุบันว่าเหตุใด กลุ่มทุนพลังงานในนามโรงไฟฟ้า IPP จึงปรากฏตัวเกี่ยวข้องไปทั่วในเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก และภาคใต้ที่ อ.จะนะในขณะนี้ สิ่งสำคัญที่ควรกล่าวไว้ด้วยก็คือ สถานการณ์เหล่านี้ถือว่าเลวร้ายขึ้นอย่างยิ่งนับตั้งแต่ยุค คสช.เป็นต้นมา เพราะเหตุใด ?

เจ้าสัวพลังงาน : จาก คสช. พปชร สู่ “สี่กุมารปะทะป่ารอยต่อ” ที่จะนะ

หลังฉาก รฟฟ.ถ่านหินกระบี่-เทพา : ชัยชนะของทุนพลังงาน (IPP และ “LNG”) เหนือ กฟผ. อีกครั้ง

ปี 2559 > ท่ามกลางกระแสคัดค้านโครงการถ่านหินกระบี่-เทพา กลุ่มทุนปิโตรเลียมฉวยโอกาสผลักดันให้รัฐบาลคสช.อนุมัติแผนจัดเตรียมโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 3,340 MW (กระบี่ 800 เทพา 2,000 และ ฉะเชิงเทรา 540 MW)

ปี 2561 > รัฐบาล คสช. ชงเรื่องเตะหมูจากปาก กฟผ.เข้าปากกลุ่มทุน IPP โดยการเลื่อนโครงการถ่านหินกระบี่-เทพา ออกไป 10 ปี แล้วแทนที่ด้วย รฟฟ.IPP ก๊าซธรรมชาติที่ราชบุรี 1,400 MW และ รฟฟ. กฟผ.ก๊าซธรรมชาติสุราษฏร์ธานี 1,400 MW รวมทั้ง รฟฟ.IPP ถ่านหินฉะเชิงเทรา 540 MW ให้เปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นก๊าซธรรมชาติ (* LNG จากใครเอ่ย ?)

“LNG” : อะไรอยู่ในกอไผ่ ?

ปี 2562 > รัฐบาล คสช. เห็นชอบแผนพีดีพี2018 วันที่ 30 เมย. 62 (ระหว่างรักษาการ ครม.หลังเลือกตั้ง)

รัฐบาล พปชร. : บริษัท IPP ราชบุรีและฉะเชิงเทรา ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. โดยกรณีราชบุรีไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันตามระเบียบของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน รฟฟ.ทั้งสองนี้ใช้ก๊าซ LNG เป็นเชื้อเพลิง [*** การเซ็นสัญญาเกิดขึ้นเมื่อ 12 กค. 62 ก่อนการถวายสัตย์เข้ารับตำแหน่ง ครม.ชุดใหม่ 4 วัน (เร่งรีบมาก) *** LNG ที่ป้อน 2 รฟฟ.นี้ การเจรจาเบื้องต้นให้ ปตท. เป็นผู้จัดหา แต่สุดท้ายราชบุรีเบี้ยวข้อตกลง โดยขอนำเข้าด้วยตนเอง *** กลุ่ม GULF (สารัชต์ รัตนาวะดี เจ้าสัวโรงไฟฟ้าอันดับ1ของไทย) เข้าร่วมทุนโรงไฟฟ้าทั้งสอง / GULF เคยฟ้องศาลปกครองในปี 2561 จากการไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้นำเข้า LNG]

รัฐบาล พปชร. บีบให้ กฟผ.จำกัดการนำเข้า LNG ตามนโยบายเปิดเสรีนำเข้า LNG ที่กระทรวงพลังงานได้ริเริ่มไว้ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2557 เพื่อให้ กฟผ. ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงจาก ปตท.ต่อไป (ทั้งที่ กฟผ.เปิดประมูลสรุปผลไปเสร็จแล้ว)

สี่กุมารปะทะป่ารอยต่อฯ

ปี 2562 > ศอ.บต. (#ป่ารอยต่อ) เสนอขอความเห็นชอบเมกะโปรเจ็คจะนะต่อ ครม. / ผลักดันแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้า IPP ขนาด 2,600 MW ที่สุราษฎร์ธานี และ IPP 1,700 MW ที่นิคมฯจะนะ [*** กฟผ.ถูกทุบหม้อข้าวอีกครั้งที่สุราษฎร์ธานี โดย IPP ลึกลับรายใดไม่ทราบ *** โครงการ IPP 2 โรงของ ศอ.บต.เสนอโดยทำลายระเบียบแนวทางปฏิบัติทั้งหมดเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ IPP, ไม่ต้องประมูล, เป็นโครงการพิเศษเร่งด่วน, โครงการที่สุราษฎร์ไม่มีที่มาที่ไปว่าเชื่อมโยงอย่างไรกับเขตพัฒนาพิเศษที่ อ.จะนะ *** แผนนิคมฯ จะนะมีการก่อสร้างท่าเรือและคลังก๊าซ LNG โดยไม่มีการระบุรายละเอียดของขนาด/ปริมาณรวมทั้งความคุ้มค่าของการลงทุนท่าเรือขนส่ง LNG ที่เชื่อมโยงกับ “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ที่จะนะ]

ปี 2563 > 30 ม.ค. 63 รมว.พลังงาน(#สี่กุมาร) ยืนยันโครงการ รฟฟ. ในภาคใต้ตามแผนพีดีพี 2018 ไม่เห็นชอบตามแผนของ ศอ.บต. 15 กค.63 รัฐมนตรีสี่กุมารลาออกจากตำแหน่’รัฐมนตรี

ลำดับเหตุการณ์เหล่านี้ สะท้อนถึงบทบาทในเงามืดของกลุ่มทุนพลังงานที่มีอิทธิพลในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านพลังงานผ่านระบอบอำนาจเผด็จการทหารมาโดยตลอดจนถึงขณะนี้ที่เขตพัฒนาพิเศษ อ.จะนะ ที่ถูกผลักดันกันอย่างมั่วซั่วโดยระบอบอำนาจทหาร เพื่ออุทิศความมั่งคั่งยั่งยืนแก่กลุ่มทุนพลังงานทั้งในสายไฟฟ้าและปิโตรเลียม ที่หักเหลี่ยมแย่งชิงผลประโยชน์กันเองในหมู่เจ้าสัวแค่ไม่กี่ตระกูล

โครงการเมกะโปรเจ็คจะนะคืออะไรกันแน่ ? คำตอบของคำถามนี้ มีคีย์เวิร์ดอยู่ที่คำว่า “LNG” และกลุ่มทุนเจ้าของโครงการซึ่งมีฐานมาจาก “อุตสาหกรรมปิโตรเคมี” นั่นเอง ถึงที่สุดแล้ว “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ทั้งหลายที่ระบุไว้อย่างล่องลอยไร้หลักวิชาการรองรับในรายงาน Feasibility Study ของ ศอ.บต. จะเป็นเพียงวาทกรรมที่ไม่มีอยู่จริงหรือไม่ สิ่งที่จะให้คำตอบได้ก็คือ การทบทวน สอบสวนโครงการทั้งหมดนี้ภายใต้กระบวนการสาธารณะที่โปร่งใส

แต่ติดที่ว่า กระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ #ปฏิรูปกองทัพ ปลด ศอ.บต.ออกจากบทบาทหน้าที่ ที่ทหารไม่ควรมาเกี่ยวข้อง เพื่อเปิดช่องให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคใต้ที่สร้างสรรกว่านี้


บทความโดย กลุ่มจับตาพลังงาน Energy Watch

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *