ชาวบ้านตะวันออก ฟ้อง! คณะกรรมการนโยบายฯ และคณะรัฐมนตรี ต่อศาลปกครองสูงสุด ปม ผังเมืองนิคมอุตสาหกรรม EEC

ชาวบ้านตะวันออก ฟ้อง! คณะกรรมการนโยบายฯ และคณะรัฐมนตรี ต่อศาลปกครองสูงสุด ปม ผังเมืองนิคมอุตสาหกรรม EEC

กรุงเทพมหานคร, 16 กรกฎาคม 2563 – วันนี้เครือข่ายภาคประชาชนภาคตะวันออก มอบอำนาจให้มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม หรือ EnLaw ยื่นฟ้องคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและคณะรัฐมนตรีต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อเพิกถอนประกาศแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินฯ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หลังถูกปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้รองรับอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นโดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

ที่มาของการฟ้องคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อปี 2561 รัฐบาลภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ตราพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกขึ้น ซึ่งกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินขึ้นใหม่และยกเลิกและบังคับใช้แทนที่ผังเมืองเดิมทุกฉบับในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกซึ่งครอบคลุมพื้นที่สามจังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา

ทั้งนี้ แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินฉบับใหม่ได้เปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมไปเป็นพื้นอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ชนบทที่สามารถประกอบกิจการโรงงานได้ เช่น โรงงานกำจัดขยะของเสียอันตราย โรงไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมในอนาคตและประชาชนหลายพื้นที่ที่จะได้รับความเสียหาย อีกทั้ง กระบวนการต่างๆ ก่อนประกาศใช้ผังเมืองไม่ได้เปิดให้ขาวบ้านได้มีส่วนร่วมได้อย่างเหมาะสม อย่างเช่น การจัดเวทีรับฟังก็ใช้เวลาไม่ถึงวันแล้วสรุปผล เหมือนเป็นการแจ้งให้ทราบมากกว่าการรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ทางเครือข่ายภาคประชาชนภาคตะวันออกจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด โดยมีข้อเรียกร้องสามประการ คือ

  1. ให้เพิกถอนประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2562
  2. ให้มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนโดยให้ผู้ฟ้องคดีและชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการก่อนจัดทำแผนผังใหม่
  3. ให้ศาลกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ถูกฟ้องตดีทั้งสองดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์(SEA)

ในการเดินทางมายืนฟ้องในวันนี้ มีพี่น้องประชาชนจากเครือข่ายภาคประชาชนภาคตะวันออก มาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างน้อย 50 คน และมีมาตรการดูแลด้านสุขอนามัย อาทิ การให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสวมหน้ากากอนามัย โดยมีตำรวจนอกเครื่องแบบอย่างน้อย 5 คนมายืนสังเกตการณ์บริเวณสนามหญ้าข้างรั้วศาลปกครองที่เตรียมไว้เพื่อให้เคือข่ายภาคประชาชนภาคตะวันออกมาจัดกิจกรรม

โดยกิจกรรมของทางเครือข่ายมีการปูเสื่อมารองบนพื้นหญ้า มีการนำสินค้าเกษตรและประมงในพื้นที่ภาคตะวันออกมาจัดแสดงไว้ และได้นำป้ายเชิงสัญลักษณ์มากางไว้ เช่น ‘save food no EEC’ ‘อุตสาหกรรมทำลายวิถีชีวิตประชาชน’ เป็นต้น ทั้งนี้ ตัวแทนเครือข่ายได้ประสานงานกับทางศาลปกครองล่วงหน้าว่าจะมีการมาฟ้องพร้อมกับจัดกิจกรรม ซึ่งทางศาลก็อนุญาต ทั้งยังประสานกับรปภ.ให้มาคอยอำนวยความสะดวก

โดย EnLAW ได้รวบรวมภาพและข้อมูลเปรียบเทียบ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินภายหลังบังคับใช้ผังเมืองEEC ในพื้นที่ 3 จังหวัด ที่เปลี่ยนแปลงที่ดินสำหรับเกษตรกรรม ให้ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้ ให้สามารถประกอบกิจการโรงงานได้โดยไม่มีข้อห้าม ตลอดจนการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย

จังหวัดฉะเชิงเทรา :
• พื้นที่ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
• พื้นที่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
• พื้นที่ตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
• พื้นที่ตำบลหนองตีนนก อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

จังหวัดระยอง :
• พื้นที่ตำบลทุ่งควายกิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
• พื้นที่ตำบลคลองปูน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

จังหวัดชลบุรี :
• พื้นที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
• พื้นที่อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี
• พื้นที่ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

ซึ่ง โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ได้สรุป ร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และเผยแพร่เมื่อ 9 ตุลาคม 2560 โดยได้ระบุว่า วันที่ 28 กันยายน 2560สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเอกฉันท์ รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า ‘ร่าง พ.ร.บ.อีอีซี’ โดยหัวใจของกฎหมายดังกล่าวก็คือ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่บริเวณภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา รวมไปถึงการให้สิทธิประโยชน์และอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ อย่างไรก็ดี จากการพิจารณาเนื้อในร่างกฎหมายฉบับนี้แล้วพบว่า กฎหมายฉบับนี้เน้นการ ‘ลด-แลก-แจก-แถม’ สิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับนักลงทุน โดยรวมศูนย์อำนาจตัดสินใจเกือบจะทุกเรื่องไปไว้ที่ ‘คณะกรรมการนโยบายฯ’ และ ‘เลขาธิการฯ’ นอกจากนี้ เพื่อการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษสามารถงดเว้นการบังคับใช้กฎหมายได้หลายฉบับ

‘โครงสร้างการบริหาร’ ต่อยอดมาจากคำสั่งหัวหน้า คสช. 

อาจจะกล่าวได้ว่า ร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 2/2560 เรื่อง การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อยกระดับให้กลายเป็นกฎหมายปกติ 

จะเห็นได้จากตัวโครงสร้างการบริหารของ ‘คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก’ หรือคณะกรรมการนโยบาย จำนวนไม่เกิน 25 คน ตามมาตรา 10 ก็ยังคงบางตำแหน่งตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ไว้ เช่น ให้ นายกฯ เป็นประธาน และรองนายกฯ เป็นรองประธาน พร้อมกับมีรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ร่วมเป็นคณะกรรมการ และให้เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการนโยบายฯ เป็นคณะกรรมการด้วย 

แต่มีบางตำแหน่งที่เพิ่มเข้ามา ได้แก่ รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ รมว.กระทรวงพลังงาน รมว.กระทรวงพาณิชย์ รมว.กระทรวงวิทย์ฯ รมว.กระทรงสาธารณสุข ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ  ประธานสภาหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานสมาคมธนาคารไทย และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน นอกจากนี้ ยังลดจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิจากไม่เกินหกเป็นไม่เกินห้าคน ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิมาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี 

รวมศูนย์อำนาจการอนุมัติ/อนุญาต ไว้ที่ ‘คณะกรรมการนโยบายฯ’ และ ‘เลขาธิการฯ’ 

ในเขตพัฒนาพิเศษ ‘คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก’ มีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติ อนุญาต ให้สิทธิ หรือให้สัมปทาน ให้กับนักลงทุนในด้านต่างๆ โดยอำนาจหน้าที่จะครอบคลุมกฎหมายถึง 7 ฉบับ ได้แก่ 

  • ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (การควบคุมกิจการค้าขายบางประเภท) เช่น ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ การตั้งธนาคาร 
  • กฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย เช่น การก่อสร้างท่าเทียบเรือ เรือจับสัตว์น้ำ
  • กฎหมายว่าด้วยการชลประทานหลวง เช่น การสร้างฝาย เขื่อน ประตูระบายน้ำ สะพานทางน้ำ 
  • กฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน เช่น การขออนุญาตก่อสร้างโรงไฟฟ้า
  • กฎหมายว่าด้วยทางหลวงสัมปทาน เช่น ก่อสร้างถนน 
  • กฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ เช่น พลังงานนิวเคลียร์ วัสดุกัมมันตรังสี เครื่องกำเนิดรังสี
  • กฎหมายว่าด้วยการอื่นใดที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

อีกทั้ง ยังให้อำนาจคณะกรรมการนโยบายฯ สามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามกฎหมายข้างต้นได้ โดยให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 

ส่วนการดำเนินการหรือกระทำการใด ๆ ภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่ต้องได้รับอนุมัติ อนุญาต หรือให้ความเห็นชอบจากหน่วยงานรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นอำนาจของ ‘เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก’ ตามมาตรา 43 ซึ่งกฎหมายที่เลขาธิการฯ มีอำนาจพิจารณา ได้แก่ 

  • กฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน เช่น เพื่อขายดิน งานก่อสร้าง ขุดบ่อเก็บน้ำ เลี้ยงปลา ปรับพื้นที่ฯ
  • กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร เช่น บ้านเรือน คลังโกดัง สำนักงาน เขื่อน สะพาน อุโมงค์ หรือเพื่อก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน ซ่อมแซม
  • กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนเครื่องจักร เช่น เครื่องจักรไอน้ำ เชื้อเพลิง ลม ก๊าซ ไฟฟ้าฯ
  • กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข เช่น เหตุเดือดร้อนรำคาญ สิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย 
  • กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เฉพาะเพื่อการอนุญาตให้คนต่างด้าวตาม ม.53(1) หรือ (2) อยู่ต่อในราชอาณาจักร 
  • กฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ เช่น การซื้อขาย แลกเปลี่ยน นายหน้า ขนส่ง อุตสาหกรรม จ้างทำของ กู้ยืมเงิน จำนำ จำนอง คลังสินค้า แลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ การรับประกันภัย
  • กฎหมายว่าด้วยโรงงาน เช่น ควบคุมตรวจสอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการโรงงาน
  • กฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน เช่น การจำหน่ายที่ดิน 
  • กฎหมายว่าด้วยการอื่นใดตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

นอกจากนี้ ตามมาตรา 9 หากคณะกรรมการนโยบายเห็นว่า กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศและคำสั่งใดก่อให้เกิดความไม่สะดวก ล่าช้า หรือมีความซ้ำซ้อนหรือเพิ่มภาระให้การดำเนินการใด ๆ มีปัญหาหรืออุปสรรค ให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาปรับปรุง หรือออกกฎหมายใหม่ได้อีกด้วย 

นักลงทุนไทย-เทศ เช่าที่ดิน 99 ปี ได้ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี ไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน 

เพื่อดึงดูดนักลงทุน กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้ประกอบการหรือผู้อยู่อาศัยในเขตพัฒนาพิเศษได้รับสิทธิประโยชน์หลายอย่าง ตามมาตรา 48 ของร่างกฎหมาย ได้แก่ สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ของคนต่างชาติ สิทธิในการนำคนต่างชาติเข้ามาและอยู่อาศัยในราชอาณาจักร สิทธิที่จะได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี สิทธิในการทำธุรกรรมทางการเงิน และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ 

โดยสิทธิสำหรับการเช่าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตพัฒนาพิเศษ  มีข้อกำหนดว่า ห้ามทำสัญญาเช่าเกิน 50 ปี แต่สามารถต่อสัญญาอีกไม่เกิน 49 ปี ทั้งนี้ ไม่ให้นำมาตรา 540 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ.2542 มาใช้บังคับ นั้นหมายความว่า ผู้เช่าไม่ต้องอยู่ภายใต้กำหนดที่ว่าห้ามเช่าอสังหาริมทรัพย์เกินกว่าสามสิบปี รวมไปถึงไม่ต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมที่ดินในกรณีเช่าที่ดินเกินร้อยไร่  

ส่วนสิทธิในการนำคนต่างชาติเข้ามา ให้เป็นไปตามที่เลขาธิการฯ อนุญาต และสามารถเกินกว่ากำหนดตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองได้ โดยบุคคลต่างชาติ ที่จะได้รับสิทธิดังกล่าว ได้แก่ ผู้มีความรู้ความสามารถหรือผู้เชี่ยวชาญตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด หรือ ผู้บริหารหรือผู้ชำนาญการ หรือ คู่สมรสและบุคคลซึ่งอยู่ในอุปการะของบุคคลข้าวต้น  

นอกจากนี้ บุคคลต่างชาติ ที่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถหรือผู้เชี่ยวชาญตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด หรือ ผู้บริหารหรือผู้ชำนาญการ ไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว  

ส่วนผู้ประกอบกิจการภายในเขตพัฒนากิจพิเศษย่อมมีสิทธิได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายฯ ยังกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการได้รับประโยชน์เช่นเดียวกับผู้ประกอบการในเขตปลอดอากร คลังสินค้าทัณฑ์บน หรือเขตประกอบการเสรีได้อีกด้วย รวมไปถึงในกรณีที่ต้องการนำเข้า-ส่งออก ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อีกทั้งยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน และสามารถใช้เงินตราต่างประเทศเพื่อชำระสินค้าหรือบริการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษได้ด้วย 

คณะกรรมการนโยบายฯ จะกำหนดพื้นใดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ได้และให้งดเว้นการบังคับใช้กฎหมายบางฉบับ 

เพื่อการส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 40 ว่า คณะกรรมการนโยบายฯ มีอำนาจกำหนดให้พื้นที่ใดเป็นพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกก็ได้  โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกต้องดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ ประโยชน์ ผลกระทบ และมาตรการเยียวยา พร้อมกับเผยแพร่ผลการศึกษาและร่างแผนผังบนเว็บไซต์ของสำนักงานเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประชาชน และชุมชน ประกอบการพิจารณา 

ทั้งนี้ ตามมาตรา 30 ถึง 36 ยังกำหนดอีกว่า ในการจัดทำแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคนั้น มิให้นำ ‘กฎหมายผังเมือง’ มาใช้ หรือในกรณีที่ต้องมีการถมทะเล ก็ให้ได้รับการยกเว้นไม่บังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทยและกฎหมายว่าด้วยการประมง  

หรือในกรณีที่จำเป็น ก็สามารถเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินได้มา เพื่อประกอบกิจการอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนดไว้ได้ แต่ถ้าที่ดินนั้นบุคคลอื่นมีสิทธิใช้ประโยชน์อยู่ก่อน ให้สำนักงานจัดหาที่ดินจ่ายค่าชดเชยหรือให้ประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมนโยบายฯ กำหนด  

นอกจากนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อประโยชน์ในพื้นที่ ให้สำนักงานฯ มีอำนาจ จัดซื้อ เช่า เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน เวนคืน ถมทะเล หรือโดยวิธีการอื่น ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายฯ กำหนด และให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งปวง  

งดเว้นบางมาตราของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในการจัดทำ EIA 

ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชนหรือชุมชน (EIA) กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับตั้งแต่คณะกรรมการผู้ชำนาญการที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติรับไว้พิจารณา 

ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่มีผู้ชำนาญการศึกษาผลกระทบสำหรับโครงการหรือกิจกรรมใด หรือมีแต่ไม่เพียงพอ ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอนุญาตให้มีผู้ชำนาญการที่ไม่ต้องมีสัญชาติไทย และไม่ต้องมีคุณสมบัติตาม มาตรา 51 วรรคสอง ของพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมกำหนดไว้ก็ได้ 


The Story of แม่หญิงไฟ้ท์ ผู้สื่อข่าวภาคประชาชน รายงาน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *