นักวิชาการ ชี้! ตรรกะวิบัติ? ขายฝันเกินจริง! โครงการ “จะนะ เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต”

นักวิชาการ ชี้! ตรรกะวิบัติ? ขายฝันเกินจริง! โครงการ “จะนะ เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต”

สงขลา, 11 กรกฏาคม 2563 – วันนี้ บริเวณโรงเรียนจะนะวิทยา ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา ได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการขับเคลื่อนโครงการในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ อ.จะนะ จ.สงขลา โดย ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ หรือ ศอ.บต. มีการนำเสนอข้อมูลการขยายผลโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ ซึ่งมีชื่อว่า “เมืองต้นแบบอุตสหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” โดย นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการ ศอ.บต., นายวรวิทย์ เลิศบุศราคาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายโรงงาน บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ และนายกันต์ภัทร แสงจันทร์ ที่ปรึกษาไออาร์พีซี เป็นผู้ให้ข้อมูลดังกล่าว และหลังจากนั้นตามกำหนดการจะเป็นการจัดให้มีการให้ข้อมูลและประมวลความคิดเห็นกลุ่มย่อย ก่อนจะเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกครั้งในเวลา 10.20-13.20 น. เป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง โดยมีกำลังตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง คุ้มกันเวทีฯ จำนวนมาก ด้านนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ในพื้นที่วิเคราะห์โครงการแล้วเห็นว่า เป็นตรรกะวิบัติ ที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์น้อยเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ของนักลงทุนเอกชน และจะต้องอยู่กับผลกระทบที่จะเกิดตลอดไป

กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าระวังชาวบ้านกลุ่มคัดค้าน

ด้าน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลจะนะ ได้ให้ข้อสังเกตต่อการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ว่ากลุ่มหนุนอุตสาหกรรมฯจะนะผ่านเข้าไปในสถานที่จัดรับฟังความคิดเห็นฯ ได้อย่างง่ายดาย ขณะที่กลุ่มคัดค้านจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบริเวณดังกล่าว เพื่อให้เวทีรับฟังความคิดเห็นวันนี้เป็นพิธีกรรมตามแผนให้มากที่สุด คือยกมือหนุนกันถ้วนทั่ว เพื่อถ่ายรูปส่งเป็นหลักฐาน

ชาวบ้านกลุ่มคัดค้านรวมตัวอยู่ด้านนอกโรงเรียนจะนะวิทยา

ขณะเดียวกัน ดร.สินาด ตรีวรรณไชย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้โพสข้อความวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารแนบที่ทาง ศอ.บต. แนบมาพร้อมกับหนังสือเชิญชวนเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว โดยได้ระบุว่า ในฐานะคนจะนะและนักวิชาการ ขอเสนอการ “นับหนึ่งใหม่” ร่วมหาวิธีการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ที่ไม่ยัดเยียด แต่ได้คำตอบการพัฒนาพื้นที่และการจ้างงานให้ประชาชนเหมือนเดิม เพราะการตัดสินใจก่อนมาทำกระบวนการมีส่วนร่วมหรือผลักดันภายหลังเป็นการสร้างความขัดแย้งมากกว่าการสร้างสันติสุข ยังไม่นับว่า เอกสารศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการมีปัญหาความน่าเชื่อทางวิชาการ ผมลองวิเคราะห์เบื้องต้นดังภาพ ท่านที่สนใจดูรายงานดังกล่าวสามารถ download ได้ที่นี่

ดร.สินาด ตรีวรรณไชย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ / ภาพโดย MGR online

จากการวิเคราะห์ของ ดร.สินาด โดยเริ่มจากหน้าที่ 93 ของเอกสารแนบดังกล่าว ซึ่งเป็นหน้าที่แสดงการรายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ที่ระบุว่า “อำเภอจะนะยังไม่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะสามารถรองรับแรงงานในพื้นที่ที่มีนำนวนมาก”

ดร.สินาดได้วิเคราะห์ว่า ใน อ.จะนะ ไม่มีนิคมอุตสาหกรรม แต่ใน จ.สงขลา มีนิคมอุตสาหกรรมถึง 2 แห่งแล้ว รวมถึงนิคมอุตสหกรรมใน จ.พัทลุง ซึ่งปัจจุบันยังไม่เต็มและไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนผังเมือง

ตรรกะวิบัตินี้เสมือนว่า หากที่ใดไม่มีนิคมฯ ก็ควรสามารถทำได้ ไม่ต้องสนใจความซ้ำซ้อนและผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงที่ไม่ได้ถูกกำหนดมาให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

การเปลี่ยนผังเมืองเป็นอุตสาหกรรมจึงสร้างประโยชน์โดยตรงให้กับเจ้าของที่ดิน เพราะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการไปนิคมฯ แสดงถึงการเห็นประโยชน์ของเอกชนบางรายมากกว่าผลประโยชน์ของสังคมและประชาชนในพื้นที่ที่ต้องมารับผลกระทบ

และที่สำคัญ การสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน มีทางเลือกหลายทาง แต่ไม่ได้มีการพิจารณา ยังไม่นับ เอาเข้าจริง การพัฒนาควรเน้นไปที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจพอ ๆ วิสาหกิจขนาดใหญ่

เมื่อเนื้อหาการรายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ส่วนที่ระบุว่า “ความพร้อมด้านกายภาพเนื่องจากมีลักษณะเป็นพื้นที่ชายฝั่ง จึงมีความเหมาะสมที่จะดำเนินการท่าเรือน้ำลึก” นั้น

ดร.สินาด แย้งว่า พื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยบริเวณนี้น้ำไม่ลึก ต้องศึกษาผลกระทบให้ดีก่อน โดยเฉพาะการกัดเซาะชายฝั่งจากโครงสร้างแข็ง ตรรกะวิบัตินี้ เสมือนว่า หากพื้นที่ติดชายฝั่งก็สามารถทำท่าเรือน้ำลึกได้ ไม่ต้องสนใจศึกษาความคุ้มค่าและผลกระทบการกัดเซาะชายฝั่งที่จะเป็นผลมาจากการสร้างสะพานยื่นไปไกลในทะเล

การรายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ที่ระบุว่า “ระยะที่ 1 จะมีการลงทุนบนพื้นที่ของเอกชนประมาณไม่น้อยกว่า 10,000 ไร่ ใช้เงินลงทุนของเอกชนทั้งสิ้นจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท มีกิจกรรม 6 ประเภท ได้แก่ 1) พื้นที่เขตอุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมเบา 2) พื้นที่เขตอุตสาหกรรม 3) พื้นที่เขตอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า 4) พื้นที่เขตอุตสาหกรรมต่อเนื่องกับกิจกรรมหลังท่าเรือ 5) พื้นที่เขตอุตสาหกรรมศูนย์รวมและกระจายสินค้า และ 6) พื้นที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จและแหล่งที่พักอาศัย”

ดร.สินาด วิเคราะห์ว่า กิจกรรมที่ 2-6 ประชาชนในพื้นที่มีโอกาสได้ประโยชน์น้อย เพราะฐานภาคการผลิตและการจ้างงานที่สำคัญของจังหวัดสงขลาและภาคใต้ คือ การเกษตรและการประมง งานใช้ฝีมือ การค้าขาย และการท่องเที่ยว ซึ่งพึ่งพิงความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับผังเมืองปัจจุบันอยู่แล้วที่พื้นที่เป็นสีเขียว

ด้าน ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ภาพรวมโครงการเมืองต้นแบบที่ 4 “เมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งเขตพัฒนาพิเศษฯนี้จะเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ใน 3 ตำบล (ตำบลนาทับ ตำบลตลิ่งชัน ตำบลสะกอม) ของอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หากเจาะลึกโครงการลงทุนภาคเอกชน มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

•โครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 ผลการศึกษา (พ.ศ. 2552) สรุปว่า พื้นที่บริเวณตําบลนาทับ อําเภอจะนะ จังหวัดสงขลา มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นท่าเรือน้ำลึกสงขลา แห่งที่ 2 โดยที่ปรึกษาได้ดําเนินการออกแบบเบื้องต้น ท่าเทียบเรือเขื่อนกันคลื่น ร่องน้ำทางเดินเรือถนนทางเข้า อาคารประกอบ และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 ระยะมูลค่าการก่อสร้างรวมทั้งสิ้นประมาณ 11,000 ล้านบาท

•โครงการพลังงานทางเลือก หรือ Energy Complex มีการวางแผนและลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมอย่างเป็นรูปธรรมอย่างน้อย 2,813 เมกะวัตต์ โดยโครงการควรเลือกใช้โรงไฟฟ้าพลังงานธรรมชาติ หรือ โรงไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เพื่อลดผลกระทบกับประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ โดยทางเลือกด้านพลังงานที่ควรดําเนินการ ได้แก่ 1) โรงไฟฟ้าพลังลม จํานวน 800-1,500 เมกะวัตต์ สภาพพื้นที่ชายฝั่ง อําเภอจะนะ มีแรงลมเหมาะสมที่จะดําเนินโครงการได้ 2) โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ จํานวน 1,500-2,500 เมกะวัตต์ ปัจจุบันประเทศไทยและมาเลเซียสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติจาก แหล่ง JDA ได้วันละ 840 ล้านลูกบากศ์ฟุต ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยดึงมาใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและกิจกรรมอื่นๆ ภายในประเทศได้เพียง 420 ล้านลูกบากศฟุต ดังนั้น ยังมีขีดความสามารถที่จะผลิตโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติม โดยใช้เชื้อเพลิงจากแหล่งพลังงานดังกล่าวได้ 3) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จํานวน 1,000-1,500 เมกะวัตต์ เป็นพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพสูง สามารถนํามาใช้อย่างไม่หมดสิ้น 4) โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ จํานวน 300-500 เมกะวัตต์ 5) โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล จํานวน 300-500 เมกะวัตต์ วัตถุดิบที่ได้ส่วนใหญ่มาจากกากของเหลือใช้จากงานเกษตร หรืออาจเป็นเศษสิ่งของต่างๆ ที่ได้จากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม ซึ่งกากหรือเศษสิ่งของที่ส่วนใหญ่มักนํามาใช้ อาทิ แกลบ ฟางข้าว ชานอ้อย มูลสัตว์ชนิดต่างๆ, กะลามะพร้าว กะลาปาล์ม

•โครงการส่วนอุตสาหกรรมในพื้นที่อําเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นแผนการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งประกอบด้วย กิจการที่เกี่ยวข้อง 7 ประเภท ได้แก่

1. อุตสาหกรรมหนัก

  • อุตสาหกรรมผลิตกังหันลมและเครื่องกําเนิดไฟฟ้า กระทรวงพลังงาน ได้กําหนดแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นหน่วยงานหลักประสานงานกับส่วนผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ดําเนินการจัดทําแผนปฏิบัติการตามกรอบแผนพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อให้สามารถดําเนินการพัฒนาพลังงานทดแทนด้านต่างๆ ให้สามารถผลิตไฟฟ้ารวมสะสมถึงปี 2565 จํานวน 5,604 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 500 เมกะวัตต์ พลังงานลม 800 เมกะวัตต์ พลังน้ำ 324 เมกะวัตต์ พลังงานชีวมวล 3,700 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ 120 เมกะวัตต์ และขยะ 160 เมกะวัตต์ ซึ่งต้องมีความเด่นชัดในนโยบาย เพื่อให้ปรากฏแก่นักลงทุนจากภาคเอกชน และสร้างผลประโยชน์ ต่อการดําเนินการให้คุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งตามนโยบายของภาครัฐที่จะส่งเสริมการผลิตโรงไฟฟ้าพลังงานลมอย่างน้อย 800 เมกะวัตต์ จะก่อให้เกิดการลงทุนมูลค่าอย่างน้อย 5.6 หมื่นล้านบาท
  • อุตสาหกรรมผลิตหัวรถจักรและแคร่ขนตู้สินค้า ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ระบุว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ในภาพรวม มีเป้าหมายเพื่อลดความเข้มการใช้พลังงาน (Energy Intensity) และลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ ทําให้รัฐบาลเทงบประมาณในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางรางหลายโครงการ อาทิเช่น โครงการพัฒนาทางคู่ในโครงข่ายทางรถไฟปัจจุบัน รวมระยะทาง 2,777 กม.โครงการรถไฟความเร็วสูง (Standard Gauge) รวมระยะ 2,457 กม. และโครงการทางรถไฟสายใหม่ (Meter Gauge) รวมระยะ 2,352 กม. ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมอยู่ที่ 975,564 ล้านบาท เมื่อมีการส่งเสริมให้มีการขนส่งสินค้าและเดินทางด้วยระบบรางมากยิ่งขึ้น ทําให้มีความจําเป็นที่จะต้องจัดหาหัวรถจักรและแคร่ขนส่งตู้สินค้าเพิ่มขึ้นให้มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดึงดูดให้ภาคเอกชนมีความสนใจเข้ามาดําเนินการ
  • อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตในอนาคต และเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความพร้อมด้านวัตถุดิบ จากอุตสาหกรรมมันสำปะหลังที่มีมาแต่เดิม จึงมีแนวคิดที่จะสร้างอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพครบวงจร โดยต่อยอดจากอุตสาหกรรมเอทานอลและเคมีในปัจจุบัน

2. อุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของเขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ในอนาคต จำเป็นต้องมีการลงทุนด้านพลังงานในพื้นที่ โดยในส่วนกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าใหม่ เป็นโครงการที่มีข้อผูกพันและได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้วจำนวน 19,064 เมกะวัตต์ จึงมีความต้องการกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมอย่างน้อย 8,000 เมกะวัตต์ โดยการพัฒนาโครงการพลังงานทางเลือกในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

3. อุตสาหกรรมต่อเนื่องกับกิจกรรมหลังท่าเรือ เป็นอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากการสร้างท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 มีกิจกรรมของท่าเรือ ดังต่อไปนี้

  • ท่าเรือคอนเทนเนอร์และสินค้าทั่วไป (Bulk and Container Terminal) ให้บริการขนถ่ายสินค้าทั่วไป เช่น เหล็ก กะลา ปาล์ม สินแร่ เป็นต้น นอกจากนี้ ท่าเรือของบริษัทเอกชนที่จะมาลงทุนยังมีโครงการที่จะนำสายเรือต่างๆ มาเทียบท่า เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยคาดว่าจะสามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ประมาณ 1 ล้านตู้ต่อปี
  • ท่าเรือปิโตรเคมีและปิโตรเลียมเหลว (Liquid and Chemical Terminal) หรือ ท่าเรือ LCT ให้บริการท่าเทียบเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าประเภทของเหลวและก๊าซ สามารถรองรับปริมาณสินค้าผ่านท่า 15 ล้านตันต่อปี และรองรับเรือได้ 2,000 ลำต่อปี
  • อู่ซ่อมบำรุงและต่อเรือ เพื่อความต่อเนื่องในการบริการท่าเรือ จึงจัดสร้างอู่ซ่อมบำรุงและต่อเรือเพื่อรองรับบริการ เช่น บริการซ่อมบำรุงเรือ บริการต่อเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ บริการเติมเชื้อเพลิงเรือ เป็นต้น

4. อุตสาหกรรมศูนย์รวมและกระจายสินค้า (Logistic Center) การดำเนินการจัดตั้งโครงการอุตสาหกรรมศูนย์รวมและกระจายสินค้า จะแบ่งออกเป็นสามส่วนคือ 1)พื้นที่สำนักงานส่วนกลาง 2)สถานีขนส่งและกระจายสินค้าสำหรับให้เช่าหรือขาย 3)พื้นที่รองรับการขยายตัวของสถานีในอนาคต ทั้งสามส่วนจะใช้พื้นที่ดำเนินการประมาณ 2,000 ไร่ โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท

5. ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จและแหล่งที่พักอาศัย (Smart City) เป็นเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับแรงงานในสวนอุตสาหกรรม มีระบบคมนาคมแก่ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่และบริเวณรอบนอก เพื่อส่งเสริมกิจกรรมของสวนอุตสาหกรรม

6. อุตสาหกรรมเบา

  • อุตสาหกรรมยางพารา มีทิศทางของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางสําเร็จรูปต่างๆ กําลังขยายตัว โดยเฉพาะตลาดในเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และอาเซียน ซึ่งองค์กรยางระหว่างประเทศ (IRSG) คาดการณ์ว่าในปี 2563 ตลาดโลกจะมีความต้องการยางพารา 15.36 ล้านตัน โดยประเทศที่มีแนวโน้ม จะใช้ยางธรรมชาติสูงเป็นอันดับหนึ่งคือ ประเทศจีน 6.39 ล้านตัน รองลงมาคือประเทศอินเดีย 1.94 ล้านตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา 946,000 ตันและประเทศญี่ปุ่น 795,000 ตัน
  • อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จัดเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรที่กําลังเพิ่มความสําคัญในปัจจุบัน นอกจากความสําคัญในแง่เป็นวัตถุดิบพื้นฐานในอุตสาหกรรมอาหารแล้ว ยังเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกสําหรับนําไป ผลิตเป็นไบโอดีเซล เนื่องจากเป็นพืชน้ำมันที่ให้ผลผลิตน้ำมันต่อหน่วยพื้นที่สูงกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เนื่องจากผลิตผลทางการเกษตรชนิดนี้ สามารถสกัดสารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ซึ่งเป็นสารประกอบสําคัญในผลิตภัณฑ์ทําความสะอาด เช่น ผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน ยา สระผม ครีมนวดผม และผลิตภัณฑ์ที่มีฟอง รวมทั้งยังเป็นวัตถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้าอุปโภค และบริโภคอื่นๆ

7. อุตสาหกรรมเกษตร มีความสนใจลงทุนในกลุ่มของอุตสาหกรรมอาหาร สินค้าอาหารทะเลและประมงของไทย ทั้งอาหารทะเลสด/แช่เย็น/แช่แข็ง/ กระป๋อง/แปรรูป ทูน่ากระป๋อง และกุ้งสด/แช่เย็น/แช่แข็ง/แปรรูป เป็นสินคําส่งออกประเภทเกษตร และอาหารที่สําคัญลําดับต้นๆ ของไทย มีกําลังการผลิตประมาณ 3 ล้านตันต่อปี มีมูลค่าการส่งออกถึง 8,767 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ ในปี 2557


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *