‘น้องยะห์’ และเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ยังไม่ยอม! เดินหน้ายื่นหนังสือ กมธ.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนฯ ตรวจสอบการดำเนินงาน ศอ.บต. ปมผลักดัน นิคมอุตสาหกรรมฯ จะนะ

‘น้องยะห์’ และเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ยังไม่ยอม! เดินหน้ายื่นหนังสือ กมธ.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนฯ ตรวจสอบการดำเนินงาน ศอ.บต. ปมผลักดัน นิคมอุตสาหกรรมฯ จะนะ

กรุงเทพมหานคร, 2 กรกฏาคม 2563 – ต่อเนื่องจากวานนี้ (1 ก.ค.) กรณีที่ น้องยะห์ หรือ น.ส.ไครียะห์ ระหมันยะ ลูกสาวแห่งทะเลจะนะ พร้อมกับเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เข้ายื่นจดหมายถึงปู่ประยุทธ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ยกเลิก มติ ครม.นิคมอุตสาหกรรมฯจะนะ นั้น [อ่านข่าว‘น้องยะห์’ ลูกสาวแห่งทะเลจะนะ บุกทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือนายกรัฐมนตรี ขอให้ยกเลิกนิคมอุตสาหกรรม ขณะชาวบ้านจะนะส่งกำลังใจจากที่บ้าน] วันนี้น้องยะห์ และเครือข่ายฯ ได้เดินทางไปยังอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ แยกเกียกกาย กรุงเทพมหานคร เพื่อยื่นหนังสือต่อ คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ หรือ ศอ.บต. ต่อการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ในพื้นที่ ต.สะกอม ต.ตลิ่งชัน และต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา ด้านประธาน กมธ. ชี้ บทบาทของ ศอ.บต. น่าสงสัยเคลือบแคลง โดยมีการเดินเข้าไปคุยกับชาวบ้าน ทีละบ้าน และ/หรือในนามความมั่นคง กลับผลักดันเขตอุตสาหกรรม และเขตเศรษฐกิจพิเศษ และในฐานะกรรมาธิการ จะช่วยเหลือและให้ความยุติธรรมแก่ชาวบ้านจะนะ

ทั้งนี้ได้มีมติคณะรัฐมนตรี 21 มกราคม 2563 มีมติกรณีเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ  โดยโครงการจะทำให้พื้นที่ริมทะเลลึกเข้ามาถึงบนบกของตำบลนาทับ ตลิ่งชัน สะกอม เป็นนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ของเอกชนรายเดียว คือบริษัททีพีไอโพลีนพาวเวอร์ (TPIPP)  จำนวน 16,753 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่เป็น 6 ประเภท คือ

  1. พื้นที่เขตอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมเบา 4,253 ไร่
  2. พื้นที่อุตสาหกรรมหนัก 4,000 ไร่
  3. พื้นที่เขตอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า 4,000 ไร่ จำนวน 4 โรง กำลังผลิตรวม 3,700 เมกะวัตต์
  4. พื้นที่เขตอุตสาหกรรมต่อเนื่องกับกิจกรรมหลังท่าเรือ 2,000 ไร่
  5. พื้นที่เขตอุตสาหกรรมศูนย์รวมและกระจายสินค้า 2,000 ไร่
  6. พื้นที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จและแหล่งที่พักอาศัย 500 ไร่

นอกจากนี้ยังมีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่อีก 3 ท่าเรือ ซึ่งจะมีทั้งเรือสินค้า เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมัน และเป็นอู่ซ่อมเรือเดิมสมุทร มาตั้งในพื้นที่ 3 ตำบลด้วย

ซึ่งมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เป็นองค์กรหลักในการผลักดันโครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตดังกล่าว

โดยทางเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ซึ่งมีน้องยะห์ เป็นตัวแทน เห็นว่า ทั้งหมดนี้จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชาชนขนาดใหญ่ในพื้นที่อำเภอจะนะ  รวมถึงจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและไม่อาจจะหวนกลับมาได้ ดังนั้นกระบวนการมีส่วนร่วมในการร่วมคิดร่วมตัดสินใจโดยประชาชนอย่างกว้างขวางจึงมีความสำคัญมาก แต่แท้จริงกลับกลายเป็นว่า  การมีส่วนร่วมของประชาชนที่จัดขึ้นโดย ศอ.บต. มีความจำกัดอย่างมาก  เข้าลักษณะของการปิดกั้นการมีส่วนร่วมอย่างผิดปกติ ทั้งยังมุ่งใช้รูปแบบของกระบวนการมีส่วนร่วมเป็นเพียงพิธีกรรมในการผลักดันโครงการเท่านั้น 

ดังที่ ศอ.บต. ได้ออกประกาศลงวันที่ 22 มิถุนายน 2563 เรื่อง “ประกาศ ศอ.บต. เรื่อง เชิญชวนประชาชนแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนโครงการในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา” ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 เวลา 9.30-12.30 น. ณ ห้องประชุมโรงเรียนจะนะวิทยา ซึ่งเชื่อว่าเป้าหมายหลักของเวทีคือ มุ่งจัดเพื่อต้องการรวบรวมรายชื่อนำไปประกอบการเปลี่ยนผังเมืองของพื้นที่ 3 ตำบลจากเดิมที่เป็นสีเขียว ให้เป็นสีม่วง อันจะเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะสามารถสร้างนิคมอุตสาหกรรมได้ต่อไป แต่ในการประชาสัมพันธ์ดังกล่าวกลับไม่พูดถึงเป้าหมายดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

เครือข่ายคนจะนะรักษ์ถิ่น ในฐานะองค์กรภาคประชาชนในพื้นที่อำเภอจะนะ ขอยกข้อสังเกตที่เป็นรูปธรรมต่อการปิดกั้นการมีส่วนร่วมดังกล่าวให้เห็นชัดขึ้น ดังนี้

  1. เวทีเหล่านั้นจัดเพียงครึ่งวัน ทั้งๆที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประชาชนในพื้นที่ แต่กลับใช้เวลาเพียงน้อยนิดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น เสมือนจัดขึ้นเพียงเป็นพิธีกรรมเท่านั้น 
  2. เวทีดังกล่าว ระบุผู้มีส่วนได้เสียเพียงประชาชนใน 3 ตำบลเท่านั้น  คนในตำบลอื่นๆห้ามเข้า นักวิชาการ ผู้นำศาสนา ครู แพทย์ ข้าราชการที่ไม่ได้รับเชิญก็ไม่มีสิทธิเข้า  ซึ่งแม้จะอ้างระเบียบการรับฟังความคิดเห็นปี 2548 แต่ก็เป็นการปิดกั้นที่ชัดเจน  แต่ผลกระทบนั้นกว้างขวาง ควรที่คนในจังหวัดสงขลา หรือคนไทยทั่วไปต้องสามารถเข้าร่วมได้
  3. เวทีดังกล่าว จัดในช่วงที่ยังมีการประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ทำให้บรรยากาศไม่เปิดกว้างในการแสดงออก และทาง ศอ.บต.เองก็เคยออกประกาศให้เลื่อนการจัดการเวทีรับฟังนี้ไปก่อนเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2563 ด้วยเหตุว่ายังมี พรก.ฉุกเฉินอยู่และตรงกับช่วงดือนถือศีลอด แล้วครั้งนี้ทำไมถึงยังรีบจัดทั้งๆที่ยังคงการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน อยู่
  4. เวทีดังกล่าว ใช้หัวข้อในการจัดเวทีที่คลุมเครือ  แต่เนื้อหานั้น เป็นไปเพื่อการแก้ผังเมืองและผังการใช้ที่ดิน ซึ่งเป็นการจัดเวทีที่ไม่บริสุทธิ์ใจ ลักไก่ และไม่ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล
  5. โครงการจะนะเมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตนี้ ในปัจจุบันเป็นเพียงโครงการนิคมอุตสาหกรรมของบริษัท TPIPP เท่านั้น ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมเอกชน  ควรแล้วหรือที่ทาง ศอ.บต.ในฐานะองค์กรหลักในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ซึ่งควรวางตัวเป็นกลาง หรืออยู่ข้างประชาชน แต่กลับมาทำหน้าที่รับใช้บริษัทเอกชนจนเกินขอบเขต

จากเหตุผลเบื้องต้นทั้ง 5 ประการ เครือข่ายฯ ในฐานะองค์กรประสานกลางของภาคประชาชนอำเภอจะนะ จึงขอเรียกร้องต่อคณะกรรมาธิการฯ ให้ทำการตรวจสอบการดำเนินงานของ ศอ.บต. ภายใต้โครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตตั้งแต่ต้น จนถึงปัจจุบัน ดังนี้

  1. ให้ตรวจสอบการใช้อำนาจ บทบาทหน้าที่  การตั้งกลไกคณะทำงาน และการใช้งบประมาณของ ศอ.บต. ในโครงการนี้ว่ามีความเหมาะสม เป็นกลาง หรือเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องอย่างไร หรือไม่
  2. ให้ตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานทั้งหมดที่ผ่านมา โดยเฉพาะเวทีชุมชน และเวทีต่างๆที่ได้จัดไปแล้วว่า มีเจตนาปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือไม่ อย่างไร
  3. ประสานงานให้มีการทบทวนการจัดเวทีในวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 ออกไปก่อน ทั้งนี้เพื่อห้มีการตรวจสอบตามข้อเสนอที่ 2 เสียก่อนว่า ยังมีเจตนาปิดกั้นการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมแล้วหรือไม่

รวมทั้งให้มีการตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่ให้อำเภอจะนะเป็นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจทั้ง 2 ครั้งว่า การอนุมัติโครงการนี้ดำเนินการภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงหรือไม่ และหากพบว่ามีความผิดปกติ ก็ขอให้มีการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีนั้นไปก่อน หลังจากนั้นจึงจัดกระบวนการมีส่วนร่วมที่เป็นจริง เพื่อพิจารณาอนาคตของอำเภอจะนะไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป มากกว่าที่จะพัฒนาบนฐานอุตสาหกรรมที่จะสร้างความเสียหายต่อทั้งวิถีชีวิต สุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างไม่อาจนำกลับคืนมาได้

ด้านนายสัตวแพทย์ปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับมอบหนังสือดังกล่าวด้วยตนเอง พร้อมทั้งกล่าวว่า โครงการขนาดใหญ่นี้ ที่กินพื้นที่กว่า 1.6 หมื่นไร่ กระทบต่อชีวิตของผู้คน ไม่ใช่แค่ในตำบล อำเภอจะนะเท่านั้น แต่ประชาชนที่อยู่ในจังหวัดสงขลาทั้งจังหวัด และพี่น้องที่อยู่ในภาคใต้ก็จะได้รับผลกระทบทั้งด้านวิถีชีวิตวัฒนธรรม ด้านระบบนิเวศ และระบบเศรษฐกิจฐานรากไปด้วย ซึ่งการเกิดขึ้นมาในรูปแบบของความเจริญก้าวหน้า ซึ่งอ้างว่าจะนำมาซึ่งการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่คนในท้องที่ แต่อย่างไรก็ดี โครงการเช่นนี้หากเมื่อเกิดการก่อสร้างขึ้นแล้ว อำเภอจะนะจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปตลอดกาล เพราะฉะนั้นโครงการเช่นนี้เป็นที่น่าสงสัย เป็นที่น่ากังวลว่า ดำเนินการภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยหรือไม่ เพราะรูปแบบเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วประเทศ เพราะมีโครงการที่อ้างว่าเป็นความเจริญเกิดขึ้นที่ไหน ประชาชนที่นั่นจะได้รับผลดีนิดเดียว แต่ได้รับผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมไปตลอด โดยที่ความร่ำรวยไปตกอยู่กับคนที่อื่นที่ไม่ใช้คนในพื้นที่นั้น

“ซึ่งการพยายามที่จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเวลานี้ อาจจะไม่เหมาะสมเนื่องจากยังอยู่ในช่วงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะฉะนั้นต่อจะให้มีข้ออ้างในเรื่องการป้องกันโควิด แต่ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่โควิดนะครับ แต่เป็นเรื่องของกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนี้ ที่จะทำให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นอย่างกล้าหาญและมีความตรงไปตรงมา อีกทั้งบทบาทของ ศอ.บต. ที่น่าเคลือบแคลง ที่มีการเดินเข้าไปคุยกับชาวบ้าน ทีละบ้าน ๆ หรือในนามความมั่นคง และกลับผลักดันเขตอุตสาหกรรม และเขตเศรษฐกิจพิเศษ เรื่องเราจำเป็นต้องรับฟัง และในฐานะกรรมาธิการ เราจะดูว่า เราจะช่วยเหรือและให้ความยุติธรรมแก่ชาวบ้านที่จะนะได้อย่างไรบ้าง” ประธาน กมธ. กล่าว


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *