People Go Network ยื่นจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จี้! ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

People Go Network ยื่นจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จี้! ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

กรุงเทพมหานคร, 29 มิถนายน 2563 – วันนี้ 10.00 น. เครือข่าย People GO network ยื่นจดหมาย ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินเดี๋ยวนี้! อย่าขี้ตู่ต่ออายุใช้อำนาจผูกขาดไม่เป็นธรรม ชี้ การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในช่วงเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ให้อำนาจเพิ่มแก่รัฐบาล 4 กรณี ได้แก่ อำนาจสั่งห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว), นายกรัฐมนตรีสั่งโอนอำนาจรัฐมนตรีมาเป็นอำนาจของตน, ใช้ข้อห้ามการรวมตัวสั่งห้ามประชาชนแสดงออกในประเด็นที่กระทบต่อรัฐบาล, ยกเว้นความรับผิดให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานและยกเว้นการตรวจสอบโดยศาลปกครอง ซึ่งทั้งหมดเพื่อสนองการบริหารประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไร้การตรวจสอบถ่วงดุล อีกทั้งเรียกร้องให้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การประชุม ครม. ในวันที่ 30 มิ.ย. นี้ พร้อมทั้งถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้รับทราบ

โดยเครือข่าย People Go Network ได้ยื่นจดหมายถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และใช้กฎหมายปกติจัดการกับสถานการณ์แทน ณ.ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของรัฐบาล โดยมีผู้อำนวยการฝ่ายประสานมวลชนและองค์กรประชาชน นายพันศักดิ์ เจริญ มารับเรื่องโดยใจความสำคัญในจดหมายมีรายละเอียดดังนี้

รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ตั้งแต่ 26 มีนาคม 2563 โดยอ้างเหตุว่า มีการระบาดของโรคโควิด 19 จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของประชาชน และการดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน และได้ขยายระยะเวลาบังคับใช้เรื่อยๆ ไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 โดยมีท่าทีว่าจะขยายเวลาบังคับใช้ต่อไป

การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามมาด้วยการออกข้อกำหนดและมาตรการต่างๆ ที่กระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คน การประกอบอาชีพ และกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง โดยกำหนดโทษการไม่ปฏิบัติตามไว้อย่างสูง คือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท เป็นโทษสถานเดียวเท่ากันหมดสำหรับทุกเรื่อง จึงเป็นมาตรการที่ต้องใช้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในสถานการณ์ที่ “เร่งด่วนจริงๆ” เท่านั้น เมื่อความจำเป็นหมดลงก็ต้องยกเลิกมาตรการที่กระทบต่อ “การดำรงชีวิตโดยปกติสุข” โดยเร็วที่สุด

จากข้อมูลของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด (ศบค.) พบว่า วันสุดท้ายที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ คือ วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ซึ่งเมื่อนับถึง 29 มิถุนายน 2563 ก็เท่ากับว่า เป็นเวลา 34 วันเต็มที่ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศเลย ข้อมูลผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบ เป็นผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศทั้งสิ้น

ขณะที่คำแนะนำในการดูแลตัวเองสำหรับผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และองค์การอนามัยโลก (WHO) ต่างก็ระบุตรงกันให้แยกตัวเองออกจากสังคมเป็นเวลา “14 วัน” ดังนั้น จึงนับได้ว่า ประเทศไทยปลอดจากการแพร่ระบาดภายในประเทศแล้ว

จริงอยู่ที่เชื้อโควิด 19 ยังระบาดรุนแรงในหลายประเทศทั่วโลก และยังมีโอกาสที่ประเทศไทยจะกลับมาระบาดระลอกใหม่ได้ ดังนั้น มาตรการที่ยังจำเป็นต้องเข้มงวดในช่วงเวลานี้ คือ การกักตัวผู้เดินทางมาจากต่างประเทศและตรวจหาผู้ติดเชื้อที่ด่านพรมแดน ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 มาตรา 39-42 กำหนดไว้ละเอียดเพียงพอแล้ว

ที่ผ่านมาการใช้อำนาจของรัฐออกคำสั่งที่เพื่อดำเนินการควบคุมโรค เช่น การตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด (ศบค.) ก็เป็นไปตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 11 การสั่งปิดสถานบันเทิง การสั่งห้ามเดินทางข้ามพื้นที่ การสั่งห้ามรวมตัวในลักษณะเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ก็เป็นไปตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 การสั่งห้ามกักตุนสินค้าจำเป็น ก็เป็นไปตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ซึ่งกฎหมายในระบบปกตินั้นให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการควบคุมโรคระบาดไว้ได้อยู่แล้ว

การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในช่วงเวลากว่าสามเดือนที่ผ่านมา ให้อำนาจเพิ่มแก่รัฐบาลสี่กรณี ได้แก่

1. อำนาจสั่งห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ซึ่งหมดความจำเป็นและยกเลิกไปแล้ว

2. ให้นายกรัฐมนตรีสั่งโอนอำนาจการสั่งการจากรัฐมนตรี และหน่วยงานต่างๆ มาเพื่อเป็นผู้สั่งการเองแทนทั้งหมด ซึ่งกลายเป็นประเด็นหลักในขณะนี้

3. ใช้ข้อห้ามการรวมตัวสั่งห้ามประชาชนแสดงออกในประเด็นที่กระทบต่อรัฐบาลปัจจุบัน โดยมีคนถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แล้วอย่างน้อย 23 คน

4. การยกเว้นความรับผิดให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานและการยกเว้นการตรวจสอบโดยศาลปกครอง

การคงไว้ซึ่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงมีประโยชน์เพียงแต่กับรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น เพื่อจะบริหารประเทศได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไร้การตรวจสอบถ่วงดุล หรือเรียกว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีไว้เพื่อการ “ยึดอำนาจ” การบริหารประเทศ ส่วนการป้องกันและควบคุมโรคระบาดเป็นมาตรการที่เดินหน้าตามกฎหมายในระบบปกติอยู่แล้ว

พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสร้างมาตรการรับมือกับโรคระบาด แต่เป็นกฎหมายที่เน้นเพิ่มอำนาจให้รัฐกรณีมี “ภัยคุกคามทางการทหาร” หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะป้องกันควบคุมโรคแต่เพียงอย่างเดียว ก็ควรใช้กฎหมายในระบบปกติ หรือถ้ามีความจำเป็นก็ออกแบบระบบกฎหมายขึ้นใหม่สำหรับสถานการณ์โรคโควิด19 ที่อาจยังอยู่กับมนุษย์ไปอีกเป็นปี โดยมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ชัดเจน ให้กระบวนการการแก้ปัญหาเกิดจากการมีส่วนร่วม กระจายอำนาจการตัดสินใจไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม

เครือข่าย People Go Network เห็นว่า ความจำเป็นที่จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหมดไปนานแล้ว และขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรียุติการใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เดี๋ยวนี้! และในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน 2563 เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ขอให้สาธารณชนเข้าสังเกตการณ์ หรือจัดถ่ายทอดสดการประชุมเพื่อให้ประชาชนติดตามและร่วมรับรู้เหตุผลในการตัดสินใจด้วย


Youth & direct democracy TH รายงาน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *