นิวัตร์ โฮ้เต้กิ้ม: เรื่องเล่าภูมินิเวศ จากตาปี สู่ “อ่าวบ้านดอน” มีความอุดมทรัพยากร อุดมวิถี อุดมชีวิต ตั้งแต่โบราณกาล

นิวัตร์ โฮ้เต้กิ้ม: เรื่องเล่าภูมินิเวศ จากตาปี สู่ “อ่าวบ้านดอน” มีความอุดมทรัพยากร อุดมวิถี อุดมชีวิต ตั้งแต่โบราณกาล

ความแปลกแตกต่างอย่างหนึ่งของแม่น้ำตาปีที่บ้านผม คือแทนที่จะไหลลงมาจากทิศเหนือไปทางทิศใต้อย่างทางภาคกลาง แม่น้ำตาปีกลับไหลมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งอยู่ทางใต้ ทวนขึ้นทางเหนือไปลงที่ปากแม่น้ำในจังหวัดสุราษฎร์ธานี (รู้สึกว่าที่จังหวัดอื่นในภาคใต้ก็มีแม่น้ำไหลแบบนี้ด้วยนะครับ)

แม่น้ำตาปีในอำเภอเคียนซา ไหลขึ้นเหนือ ผ่านสวนยางพาราและสวนปาล์ม

ปากแม่น้ำตาปีในปัจจุบัน ที่อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่เดิมอาจจะเป็นแค่ช่องเล็ก ๆหรืออาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้คือด้านหนึ่งเป็นแผ่นดินที่สูง อีกด้านเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมต่อกับทะเล อันเนื่องมาจากการที่แผ่นดินเพิ่งจะงอกออกไปในระยะหลัง ๆ นี้

แผ่นดินทางด้านฝั่งตะวันออกเป็นแนวยกตัวของแผ่นผิวโลก ในขณะที่ด้านตะวันตกทางฝั่งอันดามันเป็นแนวทรุดตัว

ตะกอนดินปากแม่น้ำตาปีมีมากด้วย เนื่องจากแม่น้ำตาปีมีความยาวถึง 232 กม. พื้นที่ด้านบนมีเขื่อนกั้นแค่เขื่อนเดียว ตะกอนดินที่พัดพามา ผ่านที่ราบลุ่ม ทุ่ง สวน นา ป่าเป็นบางช่วง เมื่อถึงเวลาจะแยกตัวกันไปหลาย ๆ ทาง ตะกอนดินส่วนหนึ่งทำให้เกิดเป็น “ดอน” เป็นจำนวนมากถึง 600 กว่าดอนในทะเลอ่าวบ้านดอน บางส่วนที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา เรียกว่า เส็จ หรือกะเส็จ (ตอนกลังเรียกเกาะเสร็จ) ที่บริเวณหน้าแหลมโพธิ์ ไชยา

“ดอน เหล่านี้ ชาวประมงเรา มีชื่อเรียกทุกดอน เป็นที่พักขยายพันธ์ุของสัตว์น้ำต่างชนิด เช่นปลากระบอก ปลาทรายอยู่น้ำตื้น ปลาทู น้ำลึก ดอนในทะเลเป็นแหล่งหญ้าทะเลด้วย ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์” พี่มนูญ คุ้มรักษ์ ประธานเครือข่ายอ่าวบ้านดอน ให้ความรู้แก่ผม

สำหรับปากแม่น้ำตาปีดั้งเดิม (ตอนนี้ก็ยังเป็นพื้นที่น้ำไหลหลากลงมาก) คือปากพันคูหา ที่อำเภอพุนพิน แม่น้ำตาปีและพุมดวงไหลมาบรรจบกันที่ท่าข้าม แล้วไหลหลากออกไปทางด้านนี้มากกว่าที่จะออกไปในทางปากแม่น้ำใหม่ที่อำเภอเมืองสุราษฏ์ธานี เลยทำให้ตะกอนดิน และดอนในทะเลทางด้านนี้ก็มีมากเช่นกัน

และยังมีคลอง อีกไม่น้อยกว่า 9 สายที่ไหลลงอ่าวบ้านดอน เช่น คลองราบ คลองฉิมหวัง คลองใหญ่พุ่มเรียง คลองตะเคียน คลองไชยา คลองกุ่นทุ่ง คลองกระเดะ คลองหัววัว คลองท่าเคย (สองบรรทัดนี้ นำมาจากเฟส อ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ )

ช่วงน้ำหลาก คนที่อาศัยอยู่สองฝั่งริมแม่น้ำตาปีใช้ยอยกปลาจากแม่น้ำ

นอกจากจะมีท่ามาก ท่าทอง ท่าข้าม ท่าเพชร ท่าฉาง แล้ว อ่าวบ้านดอน ก็มีชื่อมาแต่โบร่ำโบราณในเรื่องสภาพน้ำตื้น สันดอนมาก มีเรื่องเล่ากันว่าพระยาไชยา (น่าจะเจ้าเมืองกาญจนดิษฐ์ด้วย) จะปกปิดร่องน้ำไม่ให้คนภายนอกล่วงรู้ เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยของเมืองด้วยวิธีการง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน

เวลาเสนาบดีจากกรุงเทพฯ กรุงศรี มาที ก็ต้องมีเรือลากจูง

เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ครั้งสมัยโบราณนานมาที่คณะทูตจากเมืองจีนมาที่เมืองโบราณเมืองหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าจะเป็นที่นครศรีธรรมราช หรือที่เวียงสระ เมื่อปี พ.ศ. 1150. ยังต้องใช้เรือลากจูงกันเข้าไปจากปากแม่น้ำตาปี ใช้เวลาเดือนกว่า

ต่อเรื่อง ดอน กัน

ตัวอ่อนสัตว์น้ำหลายชนิด (รวมทั้งลูกหอยแครง) เกิดขึ้นมากที่บริเวณปากแม่น้ำทั้งสองทางและอีกหลายลำคลอง ด้วยที่ว่ามีพื้นที่เหมาะสม มีดอนมาก และระดับความเค็มของน้ำพอดี ก่อนจะกระจายตัวออกไปในวงกว้าง

หอยแครง ไม่แน่ใจ ผมไม่มีความรู้ ทราบแต่ว่า หอยสุราษฎร์ อยู่ประจำที่ ส่วนหอยทางฝั่งอันดามัน ชอบเดิน

น้ำมีความสะอาดมากขึ้นด้วย ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ มีปัญหาเรื่องโควิต เลยทำให้โรงงานทางต้นแม่น้ำตาปี หยุดเดินเครื่องจักรไปหลายโรง ทำให้เกิดสภาพที่เรียกว่า “น้ำหวาน” สัตว์น้ำตัวอ่อนเกิดมากที่ ปากอ่าวบ้านดอน

น้ำ นี้ มีหวาน มีเค็ม มีขม ด้วยนะครับ พี่น้องชาวประมงคุยให้ฟัง น้ำหวาน ปลามาก สัตว์น้ำอื่น ๆ ด้วย ถ้าขม ก็หาปู-ปลายากหน่อย เค็ม ไม่แน่ใจ ต้องถามคนเล แลอีกที ล่ะครับ

ความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวบ้านดอน นอกจากจะเกิดมาจากแม่น้ำตาปีและคลองอีกหลายสายแล้ว ยังมีส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างหลากหลายของสภาพผืนดิน ผืนน้ำ ต้นไม้ ลมฟ้าอากาศด้วยครับ

ผืนดิน มีที่เลน ที่แข็ง มีคู บาง เวิ้ง หนอง บึง มีพืชพันธุ์ไม้ที่ชายทะเล เช่นต้นแสม ตะปูน โกงกางถั่วดำ ต้นรุ่ย โปรงแดง โปรงขาว ลำแพน ลำพู ตะบูน ตาตุ่ม ต้นเทียน ฯลฯ

ชาวประมงพื้นบ้านหากินในแม่น้ำตาปี

ถัดมา ริมคลอง ที่เลน ที่น้ำกร่อย และเค็มไม่มาก มีต้นจาก ป่าจาก พืชน้ำอีกหลายสายพันธุ์ เกาะยึดชายฝั่ง ตลิ่ง และเป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำวัยอ่อนอีกแหล่งหนึ่ง

น้ำ มีขึ้นลงทุกวัน มีน้ำเป็น น้ำตาย ด้วย

น้ำขึ้น – น้ำลง เกิดขึ้นวันละ 2 ครั้ง เกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์

น้ำเป็น น้ำตาย

ช่วงน้ำใหญ่ คือ “น้ำเป็น” เป็นช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงที่สุดและลงต่ำมากที่สุด น้ำจะเชี่ยวมาก ช่วงน้ำใหญ่กินระยะเวลา 15 วัน ซึ่งจะตรงกับช่วงตั้งแต่ 12 – 3 ค่ำ ( ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม )

ช่วงน้ำตาย เกิดในช่วงดวงจันทร์โคจรรอบโลกในตำแหน่งทำมุมฉากกับดวงอาทิตย์ การเรียงตัวในลักษะนี้ทำให้เกิดแรงดึงดูดในแนวมุมฉาก ทำให้เกิด “น้ำตาย” เป็นช่วงที่มีความแตกต่างของระดับ น้ำขึ้น– ลงน้อยมาก กินระยะเวลา 15 วัน เช่นเดียวกันตั้งแต่ 5 ค่ำ ไปจนถึง 11 ค่ำ (ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม)

ในรอบหนึ่งเดือน จะมีช่วงน้ำใหญ่ 2 รอบ น้ำตาย 2 รอบ หรือ 1 เดือนเท่ากับ 2 น้ำนั่นเอง ทั้งการเกิดน้ำขึ้น – น้ำลง หรือช่วงน้ำใหญ่ – น้ำตายนั้น จะไปสัมพันธ์กับปริมาณสัตว์น้ำในทะเล เช่น ช่วงน้ำใหญ่ น้ำจะไหลเชี่ยว ปูจะออกหากิน ชาวประมงมักจะวางอวนปูเพื่อให้ได้ปูปริมาณมาก หรือ การใช้ลอบหมึก จะทำในช่วงน้ำตาย

หาหอย ก็คงหา จับกันในช่วงน้ำตาย ใช่ใหมครับ? ผมถามพี่มนูญ คุ้มรักษ์ อีกข้อ พี่มนูญเป็นชาวเลเชี่ยวชาญระดับตำนานคนหนึ่ง (ข้อมูลที่เล่าวันนี้ เรื่องดอน ผมนำมาจากพี่นูญ ส่วนเรื่องน้ำขึ้น น้ำลง น้ำเป็นน้ำตาย อ้างอิงงานวิจัยของกลุ่มเยาวชนท่าชนะครับ)

“ใช่ครับ ต้องมีเวลา ไม่ได้หาได้ทุกเดือนด้วย (ผมจำรายละเอียดตรงนี้ไม่ได้)” พี่มนูญบอก

“จับหอยด้วยมือนี้ดี ใช้ความสามารถ หลายคนมีรายได้ แบบเดียวกับประมงรายย่อยอื่น ๆ ไม่ทำลาย ดีกว่าการคราด คราด พลิกหน้าดิน เป็นเหตุให้ดอน หายไปมากแล้ว จากการคราดหอย” พี่มนูญ สรุปความให้ผมฟัง

“วันหลัง เอาแผนที่ดอนที่เคยวาดกันตอนทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นมาให้ผมดูทีนะครับ คิดถึงภาพนั้น น่ะครับ” ผมหมายถึงภาพของดอนต่าง ๆ ที่อ่าวบ้านดอน ที่เคยทำแผนที่กันไว้สมัยที่พี่มนูญ เป็นหัวหน้างานวิจัยเพื่อท้องถิ่น โครงการอนุรักษ์พื้นที่อ่าวบ้านดอน (น่าจะชื่อประมาณนี้ )

ตอนนั้นพี่วิรัตน์ สาระคง เป็นฝ่ายสนับสนุนหลัก ผมเอง ช่วยงานอยู่เป็นบางส่วน

“เป็นไปได้มั๊ยครับ อ่าวบ้านดอน มาจากการที่มีดอนที่อ่าวนี้มาก” ผมตั้งประเด็นสังเกตุ

“ไม่แน่ใจ น่ะครับ” พี่มนูญ ไม่เห็นตาม

“น่าจะมีเค้า อยู่น่ะครับ ดอนมาก แต่เดิม อาจจะชื่อ อ่าวพันดอน อ่าวเปริเมาลา ตามบันทึกของปโตเลมี อาจจะอยู่ที่นี่ ก็ได้” ผมวางตำแหน่งอ่าวไว้ที่นี่ แม้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่จะเชื่อกันว่า อ่าวเปริเมาลาอยู่ที่ส่วนโค้งเว้าระหว่างสิชลกับท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *