‘ปัญหาอ่าวบ้านดอน’ นักวิชาการ เครือข่ายภาคประชาชน แนะ! ควรแก้เชิงโครงสร้างอย่างมีส่วนร่วม และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

‘ปัญหาอ่าวบ้านดอน’ นักวิชาการ เครือข่ายภาคประชาชน แนะ! ควรแก้เชิงโครงสร้างอย่างมีส่วนร่วม และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

จากความขัดแย้งในอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฏ์ธานี ซึ่งเป็นความขัดแย้งจาก การแย่งยึดทรัพยากร เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ นโยบายรัฐ กฎหมาย และการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ใน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย ที่สร้างความไม่เป็นธรรมและเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากร ขณะเดียวกัน ความสมบูรณ์ทางนิเวศของอ่าวบ้านดอนเอง เอื้อที่จะเกิดและเติบโตของลูกหอยแครงตามธรรมชาติที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เป็นมูลเหตุให้เกิดการฉกฉวยครอบครองพื้นที่และทรัพยากร สะสมความมั่งคั่งจากทรัพยากรธรรมชาติ ของกลุ่มอิทธิพล และ/หรือกลุ่มทุน ที่อาศัยอำนาจรัฐคุ้มครองการเอาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ส่วนรวม รวมทั้งการปล่อยปละละเลยต่อการควบคุมการบังคับใช้กติกาตามกฎหมาย จึงนำไปสู่การบุกรุกแย่งยึดพื้นที่ของกลุ่มผู้มีอานาจ ครอบครองทรัพยากรที่นอกเหนือจากการจัดสรรของรัฐ [อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม] ซึ่งตลอดเวลากว่า 16 ปี การเรียกร้องสิทธิในทรัพยากรของคนในชุมชน ประมงพื้นบ้านที่อาศัยอากินในพื้นที่ กลับถูกคุกคาม ข่มขู่ และถูกทำร้าย โดยที่ไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ท่ามกลางความหลากหลายของความขัดแย้งดังกล่าว จะมีแนวทางอย่างไร เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน จึงได้มีการเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ ปัญหาและทางออกการจัดการพื้นที่สาธารณะทางทะเล “อ่าวบ้านดอน” เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอในการหาทางออกร่วมกัน กรณี ข้อพิพาทอ่าวบ้านดอน ณ ห้องประชุมคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฏ์ธานี เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา โดยมีตัวแทนเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ข้าราชการ นักวิชาการ ทนายความ และเอ็นจีโอในพื้นที่ภาคใต้ เข้าร่วมเสวนา

จากเวทีเสวนาดังกล่าว ใช้เวลาดำเนินการกว่า 2 ชั่วโมง เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านอ่าวบ้านดอน นักวิชาการ ข้าราชการ และ NGOs ภาคใต้ จึงสรุปข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา และแนวทางในการจัดการอย่างมีส่วนร่วม กรณีอ่าวบ้านดอน ตามลำดับดังต่อไปนี้

  1. ทวงคืนพื้นที่สาธารณะทางทะเลอ่าวบ้านดอนให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน
  2. จัดประชุมหารือในการกำหนดกติกาอ่าวบ้านดอน เพื่อการใช้ทรัพยากรร่วมอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม โดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง มิใช่เพียงตัวแทน
  3. รัฐต้องเข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทฟ้องร้องคดีระหว่างผู้ประกอบการและชาวประมงพื้นบ้าน ไม่ให้เกิดคดีความต่อกัน
  4. สร้างเครือข่ายจับตาอ่าวบ้านดอน (Ao Ban Don Watch) เพื่อติดตาม และตรวจสอบการแก้ไขปัญหา

นายพัฒนพงศ์​ ปลื้มพัฒน์​ อดีตกรรมการประมง​พื้นบ้าน จังหวัดสุราษฏ์ธานี มีข้อเสนอให้บังคับใช้กฎหมาย​ ให้มีการจัดการร่วมให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์​เท่าเทียมกัน

“ในพื้นที่อ่าวบ้านดอนมีชาวประมงอยู่ 4 ประเภท ประกอบด้วย กลุ่มที่มีเรือประมง มีอวน กลุ่มที่มีใบอนุญาตเลี้ยงหอยแครง กลุ่มลูกจ้างเฝ้าคอกหอย และ กลุ่มคนจับหอย ปู มือเปล่า ซึ่งปัญหาของประมงอ่าวบ้านดอน หากินลำบากเนื่องจากพื้นที่สาธารณะลดน้อยลงถูกจำกัดด้วยคอกหอยแครง ที่รุกลำเข้ามาในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งกันไว้สำหรับประมงพื้นบ้าน ชาวบ้านต้องเผชิญกับปัญหานี้มาโดยตลอด โดยส่วนตัวมองว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดน่าจะเป็นทางออกของการแก้ปัญหา และอยากจะเสนอให้มีการดูแลจัดการร่วมกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

นายวิชัย​ สมรูป​ สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 4 (สุราษฎร์ธานี) ย้ำต้องใช้กฎหมายนำพื้นที่สาธารณะ​กลับคืนมา​ ซึ่งจังหวัดกำลังดำเนินการ สังคมควรเข้ามามีส่วนร่วม​ ใช้พลังโซเชี่ยลกดดัน

“การบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานภาครัฐปัจจุบันต่างคนต่างทำ ทำให้การแก้ปัญหาไม่เป็นเอกภาพ แต่ขณะนี้มีศูนย์รักษาผลประโยชน์ทางทะเล ภาค 2 หรือ ศรชล. เข้ามาดำเนินการ ซึ่งได้มีการบูรณาการการบังใช้กฎหมายจากทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง โดยล่าสุดแนวทางการแก้ปัญหาทางผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ออกประกาศจังหวัดลงวันที่ 12 มิ.ย. เรื่องให้รื้อถอนขนำและคอกหอยที่ได้รับอนุญาตในพื้นที่อำเภอเมือง และ อำเภอพุนพิน หลังจากนั้นก็จะดำเนินการในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป”

ดร.ชนัญชิดา​ ทิพย์​ญาณ ภาควิชาพัฒนาสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฏ์ธานี ต้องหาแนวทางจัดการร่วมกัน​ ให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์​ จัดตั้งคณะทำงานโดยบูรณาการ​หลายภาคส่วน​ รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย​ นักวิชาการ​ผู้เชี่ยวชาญ​ บังคับใช้กฎหมาย​ให้สอดคล้อง​กับวิถีชีวิตของชุมชน

ดร.เพ็ญนภา​ สวนทอง​ ภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฏ์ธานี กล่าวถึงสภาพปัญหา​คือ ไม่ได้จัดการให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์​ร่วมกัน พื้นที่สาธารณะ​ที่รัฐไม่อนุญาต​ควรมีการขอคืน​พื้นที่ ให้มีการจัดการร่วมกันระหว่างรัฐ​ ทุน​ ชาวบ้าน​ และกลุ่มสิ่งแวดล้อม​ พื้นที่กรรมสิทธิ์​มีสิทธิเชิงซ้อน​ ชาวบ้านสามารถจับสัตว์​น้ำบริเวณ​คอกหอยได้​โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสม

นายกฤษดา ขุนณรงค์​ เครือข่ายนักกฎหมาย​สิทธิมนุษยชนภาคใต้ เสนอให้ควรสร้างกติกาในการใช้ประโยชน์​ร่วมกัน​ กำหนดขอบเขตพื้นที่​ ระยะเวลา​ และปริมาณ​การจับสัตว์น้ำ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับรัฐ​ รัฐควรคลี่คลายความขัดแย้งไม่ให้เกิดคดีความ​ อย่าปล่อยให้เป็นความขัดแย้งระหว่างเอกชนกับชุมชน

“การบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอาพื้นที่สาธารณกับมาเป็นแนวทางหนึ่งที่ต้องทำ และล่าสุดประกาศของจังหวัดที่สั่งให้รื้อคอกหอยและขนำ เป็นแนวทางที่เดินมาถูกแล้ว เมื่อได้พื้นที่สาธารณะมาแล้วจะต้องมากำหนดกติการ่วมกันในการใช้พื้นที่ 400,000 กว่าไร่ จุดไหน หรือ พื้นที่ไหน ให้เป็นพื้นที่สาธารณะให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน พื้นที่ไหน เป็นพื้นที่อนุญาตให้เลี้ยงหอยได้ ซึ่งเชื่อว่าเรื่องนี้การสั่งรื้อคอกหอย น่าจะเป็นเรื่องยาว เพราะทางผู้ประกอบการน่าจะมีการฟ้องร้องต่อศาลขอคุมครอง”

นายประสิทธิ์ชัย​ หนูนวล​ เลขาธิการมูลนิธิภาคใต้​สีเขียว เสนอให้มีการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันทุกฝ่าย​ โดยรับฟังความเห็นสาธารณ​ะ​ และนำข้อตกลงไปเป็นประกาศ​ของจังหวัด​ สังคมควรติดตามการแก้ไขปัญหา​ เช่น​ จัดตั้งเครือข่ายจับตาอ่าวบ้านดอน

“การแก้ปัญหาจำเป็นต้องบังใช้กฎหมายเพื่อเอาพื้นที่สาธารณะคืนมา ขบวนการอื่นค่อนตามมา หลังจากนั้นก็จะมีการพูดคุยเพื่อกำหนดกฏิกาข้อบังคับ ทั้งในระดับท้องถิ่นและจังหวัดร่วมกัน การพูดคุยกันด้วยวาจาไม่แน่ใจว่าจะแก้กฎหมายได้ และใช้กลไกสาธารณะเข้ามามีส่วนในการเฝ้าติดตามการแก้ปัญหาอ่าวบ้านดอน สำหรับประเด็นที่เกิดขึ้นให้เป็นวาระทางสังคม”

นายสะมะแอ​ เจะมูดอ​ สมาคมสมาพันธ์​ชาวประมง​พื้นบ้าน​แห่งประเทศไ​ทย กล่าวว่าทะเลเป็นของคนไทยทุกคน​ ไม่ได้เป็นของปัจเจก อ่าวบ้านดอนมีสัตว์​น้ำหลายชนิด​ ไม่ได้มีแต่หอย ชาวประมง​พื้นบ้าน​ควรมีสิทธิใช้ประโยชน์​ รัฐบาล​ควรตั้งกลไกในการดูแลอ่าวบ้านดอน​ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม

“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ นโยบายของรัฐเพราะกฎหมายที่จะใช้แก้ไขปัญหามีอยู่แล้ว หากมีการบังคับใช้ เพียงแต่ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต้องบูรณนาการกัน และไม่เชื่อว่าอ่าวบ้านดอนจะมีเพียงหอยอย่างเดียว ในทะเลอ่าวบ้านดอนต้องมีปู มีปลา แต่ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปจับปลา จับสัตว์น้ำอื่น ๆ ในพื้นที่ได้ อันนี้มันเกิดขึ้นให้เห็นแล้ว”

นายวิโชคศักดิ์​ รณรงค์​ไพรี​ สมาคมรักษ์​ทะเลไทย แนะให้นายกรัฐมนตรี​ควรแต่งตั้ง​คณะกรรมการ​แก้ไขปัญหา​ ถ้าปล่อยให้กระบวนการ​บังคับใช้กฎหมาย​อยู่​เฉพาะภายในขอบเขตของจังหวัดไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย​ได้​​ ขอให้มีการปรึกษาหารือกัน​ อย่าใช้ความรุนแรง​จัดการปัญหา​ กำหนดกติกาการใช้ประโยชน์​ร่วมกัน​ ซึ่งกฎหมาย​ไทยมีความก้าวหน้า ​แต่ติดที่นโยบายในระดับพื้นที่ และการบังคับใช้กฎหมายในระดับปฏิบัติการ

“เห็นด้วยกับการบังคับใช้กฎหมาย คิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในอ่าวบ้านดอนไม่สามารถที่จะแก้ได้ในระดับจังหวัด ทะเลไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทั้งประเทศ ความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะเกิดขึ้นกับทุกที่ แต่อย่าใช้ความรุนแรงอย่าให้ถึงขั้นต้องยิงกัน น่าจะใช้หลักของการพูดคุย ซึ่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นของอ่าวบ้านดอนทำให้เกิดการเรียนรู้ เกิดวัฒนธรรม ทำให้เห็นว่าฤดูกาลเก็บหอยมีคนจำนวนมากจากทั่วสารทิศเดินทางเข้าพื้นที่เพื่อเก็บลูกหอยขาย ซึ่งในช่วงฤดูเก็บหอยนี้ควรจะมีการกำหนดกติการในการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ว่าควรจะต้องทำอะไรบ้าง และมองว่าการแก้ปัญหาไม่สามารถที่จะทำให้ลุล่วงไปได้ภายใน 2 เดือน เพราะเชื่อว่าจะต้องมีการฟ้องร้องกันแน่นอน ควรที่จะมีคณะทำงาน หรือคณะกรรมการในระดับประเทศมาแก้ปัญหา”

ดร.ประวีณ​ จุลภักดี​ อาจารย์พิเศษสาขาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฏ์ธานี และประธานมูลนิธิป่า ทะเล เพื่อชีวิต อันดับแรกควรบังคับใช้กฎหมาย​คืนพื้นที่มาเป็นของสาธารณะ​ อับดับที่สองสร้างกระบวนการ​มีส่วนร่วมของ​ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้มีการจัดการทรัพยากร​อย่างยั่งยืน​ ทุกคนเข้าถึงทรัพยากร​อย่างเท่าเทียม อันดับสามมีการฟื้นฟูทรัพยากร​ ซึ่งชุมชนกำลังทำ​ รัฐควรส่งเสริมโดยให้ชุมชนเป็นแกนกลาง​ อันดับสี่จัดตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด​ ให้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน เฝ้าระวังไม่ให้พื้นที่สาธารณะ​เป็นสมบัติส่วนตัว​ทั้งแบบบุคคล​ และแบบกลุ่ม

“จากการที่ได้ทำงานวิจัย การจัดการทรัพยากรชายฝั่งและประมงในพื้นที่อ่าวบ้านดอน พบ 4 ปัญหาหลัก ๆ คือ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง เรื่องปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างประมงพื้นบ้านกับเรืออวนลากอวนรุนที่เข้ามาทำประมงจนถึงริมชายหาด ทำให้ประมงพื้นบ้านไม่มีพื้นที่ทำกิน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประมงพื้นบ้านกับผู้ประกอบการเลี้ยงหอยแครง และปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากรทางทะเล มีการจับจองเลี้ยงหอยแครงนอกพื้นที่อนุญาตทำให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน แม้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามแก้ปัญหาโดยการสั่งรื้อคอกหอยในเขต 1,000 เมตรมาแล้ว เมื่อปี 2557 – 2558 ก็ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากมีการรื้อไม่เกิน 3 สัปดาห์ก็มีการสร้างใหม่เหมือนเดิม”


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *