นักวิชาการห่วงโครงการแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งคลาดเคลื่อนจากหลักวิชาการ หวั่นใช้งบประมาณแผ่นดินโดยไม่เกิดประโยชน์

นักวิชาการห่วงโครงการแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งคลาดเคลื่อนจากหลักวิชาการ หวั่นใช้งบประมาณแผ่นดินโดยไม่เกิดประโยชน์

เครือข่ายนักวิชาการ จากสถาบันการศึกษาต่างๆ  ร่วมจัดเสวนาเวที กำแพงกันคลื่นหาดม่วงงาม ในหัวข้อ Beach Talk Pubilc Talk “ชายหาดม่วงงาม : มองปัญหา หาทางออก” โดยชวนภาคประชาชนทั่วประเทศ มองปัญหาผ่านมุมมองนักวิชาการสาขาต่าง ๆ ได้เเก่ วิศวกรรม วิทยาศาสตร์ กฎหมาย เเละชุมชน และร่วมค้นหาทางออกที่ควรจะเป็นสำหรับหาดม่วงงาม ในทางวิชาการร่วมกัน ในพื้นที่ ตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา 

เริ่มต้นด้วยประเด็นการเสวนาในครั้งนี้ โดยอาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึง กำแพงกันคลื่นถูกก่อสร้างภายใต้โครงการชื่อ “โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ พื้นที่ชายฝั่งหาดม่วงงาม หมู่ที่ 7 ตำบลม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง” ว่า โครงการดังกล่าวมีทางเลือกอีกหลายวิธีที่ไม่จำเป็นต้องสร้างกำแพงกันคลื่น โดยมติ ครม. เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2561 ได้เห็นชอบให้เลือกใช้มาตรการสีขาว สีเขียว สำหรับสีขาวคือให้ถอยร่น ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ไม่ให้สู้คลื่น หรือถ้ามีการกัดเซาะก็ให้กัดเซาะอยู่แค่นั้น หากเป็นที่เอกชนให้เลือกใช้วิธีจ่ายค่าชดเชย หากเป็นพื้นที่ของรัฐก็ไม่มีปัญหาและไม่เคยมีที่ไหนกัดเซาะถึง 100 เมตร

“จากการสำรวจพื้นที่ชายฝั่งในปี 2560 พบว่า รายงานสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งของประเทศ และรับรองผลการรายงานจากกรมทรัพยากรชายฝั่ง ว่าชายฝั่งของประเทศไทยมีพื้นที่การกัดเซาะตรงไหนบ้าง และข้อมูลส่วนนั้นระบุว่า พื้นที่หาดม่วงงามไม่มีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งแล้ว แต่ก็จะสร้างกำแพงชายฝั่งในพื้นที่ มันเลยคัดกับคณะมติรัฐมนตรีในการรับรองข้อมูลรายงานจากจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง” อาจารย์ศักดิ์อนันต์ กล่าว 

ข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยกองบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่ง พ.ศ. 2561 ระบุ สถานภาพชายฝั่งและระบบหาด จ.สงขลา มีลักษณะชายฝั่งทะเลเป็นหาดทรายยาวทอดตัวในแนวเกือบเหนือ-ใต้ ยาวประมาณ 159 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอ 28 ตำบล ตั้งแต่เขตอำเภอระโนด อำเภอสทิงพระ อำเภอสิงหนคร อำเภอเมืองสงขลา อำเภอจะนะ และอำเภอเทพาสภาพชายฝั่งมีลักษณะโล่ง เมื่อมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีกำลังแรงพัดผ่านเข้าสู่ฝั่ง คลื่นสูง พลังลม และคลื่นกระทบชายฝั่ง และชายหาดโดยตรง ทำให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดสงขลาประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาโดยตลอดโดยพบว่ามีพื้นที่ประสบปัญหากัดเซาะรวม 4 อำเภอ 8 ตำบล ได้แก่ ตำบลคลองแดน ตำบลท่าบอน ตำบลปากแตระ และตำบลระวะ อำเภอระโนดตำบลชิงโค อำเภอสิงหนคร ตำบลเขารูปช้าง และตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมืองสงขลา และตำบลสะกอมอำเภอจะนะ และสามารถจำแนกเป็นพื้นที่กัดเซาะรุนแรง (มากกว่า 5 เมตร/ปี) ประมาณ 12.05 กิโลเมตร พื้นที่กัดเซาะปานกลาง (1-5 เมตร/ปี) ประมาณ 0.75 กิโลเมตร พื้นที่กัดเซาะน้อย (น้อยกว่า 1 เมตร/ปี) ประมาณ 4.73 กิโลเมตร พื้นที่มีการดำเนินการแก้ไขแล้วประมาณ 35.72 กิโลเมตร พื้นที่สมดุลประมาณ 96.84 กิโลเมตร พื้นที่สะสมมากประมาณ 5.23 กิโลเมตร พื้นที่ปากแม่น้ำประมาณ 1.71 กิโลเมตร และพื้นที่หาดหินประมาณ 1.52 กิโลเมตร 

สอดคล้องกับข้อมูลของ ผศ.ดร. สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง นักวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หากวิเคราะห์ลักษณะการกัดเซาะชายฝั่งด้วย ภาพถ่ายดาวเทียม google earth เพื่อดูพิกัดในปี พ.ศ.2556 ถึง ปี พ.ศ. 2562 พบว่ามีการทับถมมีขนาด 4 เมตรต่อปีและมีการกัดเซาะชายฝั่ง 1.94 เมตรต่อปี สลับกัน มีความสุทธิการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งดังกล่าวอยู่ที่ 1.93 เมตรต่อปี เรียกได้ว่าเป็นการกัดเซาะแบบชั่วคราวนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการใช้ประโยชน์ชายหาด ทรัพย์สิน สวัสดิภาพสาธารณะ ก็จะเห็นว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 

จากการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ระหว่างปี 2545-2561 โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง พบว่า บริเวณชายฝั่งโครงการ หมู่ที่ 7-9 ตำบลม่วงงาม มีอัตราการกัดเซาะอยู่ในช่วง 0.56-1.49 เมตรต่อปี หรือกัดเซาะเข้ามาในแผ่นดินแล้วประมาณ 9-24 เมตร จึงทำให้เกิดโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ พื้นที่ชายฝั่งหมู่ที่ 7 ตำบลม่วงงามขึ้น

ในขณะเดียวกันอาจารย์ศักดิ์อนันต์ ก็ได้ส่งหนังสือ ขอให้กระทรวงมหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมโยธาธิการและผังเมือง และหน่วยงานระดับภูมิภาค (จังหวัด) และระดับท้องถิ่น ซึ่งกำลังมีโครงการก่อสร้างกำแพงริมฝั่ง ติดชายฝั่ง ทั้งกำแพงคอนกรีต กองหิน และกระสอบทรายยักษ์อยู่ทั่วทุกจังหวัดชายฝั่งทะเล โดยไม่มีการไตร่ตรองทางวิชาการถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมใด ๆ ผมจึงได้เสนอให้มีกระบวนการตรวจสอบทางวิชาการ เพื่อยับยั้งการใช้งบประมาณไปในทางที่ส่งผลเสียในระยะยาว

“จดหมายชี้แจงพร้อมข้อมูล ระบุว่าหากมีการกัดเซาะทะเลชายฝั่งนั้นเกิดจากท่าเรือและการสร้างถนนเลียบชายหาดและวางแนวกะทุ้งหิน ก็เลยเสนอกับกรมทรัพยากรชายฝั่งที่สามารถแก้ได้อยู่ในส่วนของท่าเรือ และสามารถแก้รื้อถอนสะพานได้ตามกฎหมายมาตรา 21 ซึ่งกรมทรัพยากรชายฝั่งต้องทำหนังสือถึงเทศบาล เล่าถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว และคาดว่ากรมทรัพยากรชายฝั่งได้ดำเนินการทำหนังสือไปยังเทศบาล แต่กระบวนการอาจจะตกหล่น เลยทำให้เกิดโครงการสร้างกำแพงกั้นคลื่น” อาจารย์ศักดิ์อนันต์ กล่าวเสริม

ในส่วนของ ผศ.ดร. สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง นักวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ตั้งคำถามถึงนิยามการกัดเซาะที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน โดยอธิบายว่า การกัดเซาะ คือ การกัดแล้วไม่คืน กัดเซาะแบบไม่เอาทรายกลับมา เป็นการกัดแบบชั่วโครต หรือเป็นการกัดเซาะแบบซัดทรายไปและมีการซัดทรายกลับมาที่เกิดความสมดุล จะเรียกว่าเป็นการกัดเซาะชั่วคราว ซึ่งการกัดเซาะในพื้นที่หาดม่วงงาม คือ การกัดเซาะแบบชั่วคราว 

หาก “จำเป็น” มาตรการที่ใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์ “การกัดเซาะแบบชั่วคราว” นี้ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ชายหาด คือ โครงสร้างป้องกันชายฝั่งแบบ “ชั่วคราว ไม่ใช่ชั่วโคตร” เพราะเมื่อไหร่ที่เรานำโครงสร้างป้องกันชายฝั่งแบบชั่วโคตรมาใช้เพื่อป้องกันการกัดเซาะที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ตัวโครงสร้างป้องกันชายฝั่งนั้นเองจะเป็นตัวเร่งให้ชายหาดในส่วนถัดๆไปที่อาจเคยเปลี่ยนแปลงแบบชั่วคราวมาตลอด กลายเป็น การกัดเซาะแบบชั่วโคตรทันที ตามที่ปรากฏชัดที่หาดด้านหน้าโรงแรมหาดแก้วรีสอร์ทที่เคยเปลี่ยนแปลงชั่วคราว แต่หลังจากการเกิดขึ้นของกำแพงกันคลื่นทางทิศใต้ ชายหาดบริเวณนั้นเปลี่ยนจากการเปลี่ยนแปลงแบบชั่วคราว มาเป็น ชั่วโคตร ในทันที และจะไม่มีวันกลับไปเป็นแบบเดิมได้อีก ชายหาดได้เสียสมดุลไปแล้วอย่างถาวร จนเป็นเหตุให้ต้องนำโครงสร้างป้องกันชายฝั่งแบบชั่วโคตรมาใช้

หาก “ไม่จำเป็น” หมายถึงการกัดเซาะแบบชั่วคราวนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการใช้ประโยชน์ชายหาด ทรัพย์สิน สวัสดิภาพสาธารณะ ก็ไม่มีเหตุผลใดๆที่ต้องใช้มาตรการป้องกันชายฝั่ง อย่างไรก็ตามเราก็ควรตระหนักถึงภัยที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้าเนื่องจากความแปรปรวนของธรรมชาติที่มิอาจคาดเดาได้ โดยการเสริมสร้างความมั่นคงแข็งแรงให้กับสันทรายชายหาด ป่าชายหาด ที่ทำหน้าที่เป็นปราการทางธรรมชาติเพื่อป้องกันคลื่นลมในช่วงที่อาจเกิดการกัดเซาะแบบชั่วคราวในครั้งถัดๆไป

“ซึ่งถ้าเป็นข้อมูลทางวิชาการ เราสามารถถกเถียงกันได้ หน่วยงานบางหน่วยงานอาจจะใช้ข้อมูลบางชุดไม่แตกต่างกัน แต่ที่ถกเถียงไม่ได้เชิงประจักษ์ก็คือ ชายหาดมันกลับมา ทำให้เปลี่ยนลักษณะการกัดเซาะ ถ้ามันไม่ได้สร้างปัญหาการกัดเซาะแบบไม่คืนรูปหรือแบบชั่วโคตร ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งปลูกสร้างกำแพงกั้นคลื่นชั่วโคตร มากั้นคลื่นกัดเซาะที่เป็นแบบชั่วคราว มันจะส่งผลต่อการกัดเซาะฝั่งเป็นการกัดเซาะแบบชั่วโครตทันที และมันจะนำพาการกัดเซาะไปยังพื้นที่ต่อไป”  ผศ.ดร. สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง กล่าวเพิ่มเติม 

และยังชวนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ชายฝั่งหมูที่ 7 ตำบลม่วงงาม 3 ประเด็นสำคัญดังนี้

  1. รัฐไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ที่มั่นคงถาวร เพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวอย่างไม่รุนแรง ไม่มีเหตุผลอย่างเพียงพอที่ต้องสร้างโครงสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่ทับลงบนชายหาดที่ยังสมบูรณ์ รัฐควรเลือกใช้แนวทางเลือกที่ได้สมดุลกับการกัดเซาะที่ต้องการป้องกัน
  2. การสร้างกำแพงกันคลื่นที่รัฐเลือกใช้ ไม่ใช่มาตรการที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ยังมีมาตรการอื่น ๆ ที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้ คือ การป้องกันชายฝั่งแบบชั่วคราวในช่วงฤดูมรสุมช่วงสั้น ๆ หรือ ช่วงใดช่วงหนึ่งโดยไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่สิ้นเปลืองงบประมาณเท่ากับโครงการที่กำลังดำเนินการ โครงสร้างป้องกันชายฝั่งลักษณะเช่นนี้จึงขัดต่อหลักความจำเป็น
  3. มาตรการการสร้างกำแพงกันคลื่น อาจขัดต่อหลักแห่งความได้สัดส่วน กล่าวคือผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการไม่ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ ทั้งชายหาดด้านหน้ากำแพงและพื้นที่ข้างเคียง ตลอดจนงบประมาณที่รัฐจะต้องเสียในปีถัด ๆ ไปเพื่อการแก้ไขปัญหาและบำรุงรักษาโครงสร้างกำแพงกันคลื่นนี้

ดร.อารยา สุขสม นักวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ได้แลกเปลี่ยนในประเด็นรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวบรวมข้อมูลให้กับเจ้าของโครงการ หรือผู้ที่ต้องดูแลโครงการ เพื่อประกอบพิจารณาว่าสมควรสร้าง หรือถ้าดำเนินการสร้างมันจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถควบคุมผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และสร้างแล้วบรรลุวัตถุประสงค์ออย่างไรโครงการที่ต้องสร้างที่ต้องศึกษา โดยการลงพื้นที่ ลงไปสอบถามคนในชุมชน รัฐต้องสามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของโครงการที่กำลังจะสร้างให้กับประชาชนทราบ เมื่อประชาชนทราบรายละเอียดต่างฝ่ายต่างก็สามารถใช้สิทธ์ในกรอบของการบังคับรัฐธรรมนูญ ซึ่งในพื้นที่หาดม่วงงามจึงจำเป็นต้องมีรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และยังกล่าวถึงกำแพงกันคลื่น (Sea Wall) เป็นโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ทำหน้าที่รับแรงปะทะของคลื่นที่วิ่งเข้ามาสู่ชายหาด ลักษณะมีหลายรูปแบบ เช่น แบบหินทิ้ง, แบบกระสอบทราย, แบบเข็มพืด, แบบเกเบี้ยน ฯลฯ แต่เดิมนั้นเป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งเเวดล้อม (EIA) เพราะหากไม่มีการพิจารณาอย่างรอบด้าน กำแพงกันคลื่นจะเป็นตอของปัญหาทำให้ชายหาดเกิดการกัดเซาะชายฝั่งเสียเอง ภายหลังเพิกถอน EIA ผลจากการ “ยกเลิก EIA กำแพงกันคลื่น” ทำให้มีการเร่งเครื่องก่อสร้างได้โดยไม่สนใจผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เกิดการกำเเพงกันคลื่นกัดกินชายหาดทั่วประเทศไทยเป็นจำนวนมาก มีการเสนอโครงการก่อสร้างกำเเพงกันคลื่นบนชายหาดหลายพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน รวมเเล้วไม่ต่ำกว่า 50 โครงการ ภายใต้การดำเนินการโดยหน่วยงานหลักๆ อย่าง “กรมโยธาธิการเเละผังเมือง” เเละ “กรมเจ้าท่า” 

จะเห็นว่าในหลายพื้นที่ทั้งชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน มีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นหลายจุด เช่นเดียวกัน มีการซ่อมแซมระยะยาวอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากมีอายุการใช้งานเพียงไม่กี่ปี พื้นที่ด้านล่างเกิดการกดทับ คลื่นกระทบกำแพงกั้น ทำให้คลื่นสูง โอกาสกำแพงพังมีมาก

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งของรัฐที่มุ่งเน้นการรักษาเส้นแนวชายฝั่ง โดยการสร้างแข็งอย่างกำแพงกันคลื่น ส่งผลให้การกัดเซาะชายฝั่งลุกลามในวงกว้างไปยังพื้นที่ ผลกระทบของกำเเพงกันคลื่น จะทำให้ชายหาดฝั่งท้ายน้ำบริเวณช่วงสิ้นสุดโครงสร้างกำแพงกันคลื่น เกิดการกัดเซาะอย่างรุนเเรง เนื่องจากเกิดการสะท้อนกลับของคลื่นที่วิ่งเข้ามาปะทะหน้ากำแพงกันคลื่น ทำให้คลื่นที่สะท้อนกลับหอบนำทรายหน้ากำแพงกันคลื่นออกไปในทะเล เกิดการเปลี่ยนแปลงดินตะกอนใต้น้ำทำให้โครงสร้างชำรุดทรุดตัวและพังไปในที่สุด ยังรวมไปถึงการสูญเสียภูมิทัศน์หาดทรายสวยงาม และกระทบต่อการเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ชายหาด

ในส่วนของอาจารย์ธีรวัฒน์ ขวัญใจ นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึง  “สิทธิรับรู้ข้อมูลราชการ” และ “สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองในข้อมูลส่วนบุคคล” ได้รับการรับรองอย่างจริงจังในประเทศนี้โดยการเกิดขึ้นของ “พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540” เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ทั้งยังได้รับการยืนยันรับรองโดยรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งปรากฏอยู่ในส่วนสำคัญ 2 เรื่อง คือ ประเด็นสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะในมาตรา 58 และมาตรา 59 และเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับสิทธิความเป็นส่วนตัวในเชิงข้อมูล ในมาตรา 34 ในประเด็นสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารนั้น รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 58 ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ” และมาตรา 59 ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผล จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่กฎหมายบัญญัติ”

โดยอาจารย์ธีรวัฒน์ ได้ยกตัวอย่างการบริหารราชการแบบ Top-Down คือ รอคำสั่งจากหน่วยงานของรัฐแต่เพียงอย่างเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประชากรมีการศึกษามากขึ้น ตระหนักในสิทธิและเสรีภาพของตนเองมากขึ้น ประกอบกับมีสื่ออันทรงอานุภาพอย่างอินเตอร์เน็ต ทำให้ไม่เพียงแต่ “เสียง” ของประชาชนเท่านั้นที่ “ดัง” ขึ้น แต่ยังก่อให้เกิดการทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาสภาวะแวดล้อมและความเป็นอยู่ในชุมชนมากมาย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นจากแนวคิดและการร่วมแรงร่วมใจของประชาชน (ทั้งที่อยู่อาศัยในชุมชนและมาจากที่อื่นด้วยความสมัครใจ) จนอาจกล่าวได้ว่า การบริหารชุมชนในยุคปัจจุบันมีลักษณะเป็นแบบ bottom-up คือ ประชาชนเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางนโยบาย และกระบวนการในการพัฒนาโดยตรง โดยมี “การออกแบบ” เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สภาพความเป็นอยู่ภายในชุมชน ฯลฯ

  1. จะเห็นได้จากเพลงที่ทุกคนคุ้นหู  “พ.ศ.2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม…” คนไทยแทบทุกคนคงรู้จักเพลงนี้ดี โดยเฉพาะเมื่อถึงท่อนที่ว่า “…ถามว่าสุกรนั้น คือ อะไร ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใดสุกรนั้นไซร้ คือ หมาน้อยธรรมดา…” ที่เรียกเสียงหัวเราะได้อย่างเจ็บแสบนัก เพราะสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างชาวบ้านกับข้าราชการที่ “พูดกันคนละภาษา” แม้กระทั้งในยุคที่การสื่อสารยังไม่ฉับไวแค่ปลายนิ้วคลิกดังเช่นปัจจุบัน 
  2. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ เลย คือ ประเด็นกรมทางหลวงก่อสร้างศาลาริมทางจุดจอดรถโดยสาร (Bus Stop) สไตล์โมเดิร์น ในพื้นที่ทางหลวงหมายเลข 220 ตอนศรีษะเกษ – อ.วังหิน ศาลาริมทางดังกล่าวอยู่ในโครงการก่อสร้างขยายทางเป็น 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 220 ไม่สอดรับกับการใช้งานของประชาชน สุดท้ายแล้ว กรมทางหลวงต้องดำเนินการได้สั่งแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยให้มีการทำกันสาดเพิ่มเติมทั้งด้านหน้า ด้านหลัง เพื่อกันแดดกันฝน รวมทั้งการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบให้ดูร่มรื่นขึ้น เป็นสิ่งที่ย้ำให้เห็นว่ารัฐไทยกำลังคิดและการบริหารราชการแบบ Top Down  อย่างปฏิเสธไม่ได้
  3. ทางศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ “กระบวนการสร้างการรับรู้และสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในพื้นที่การขับเคลื่อนโครงการในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ อําเภอจะนะ จังหวัดสงขลา” โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมการแสดงความคิดเห็นเพียง 3 ตำบล ถือได้ว่าเป็นการสร้างข้อจำกัดในการมีส่วนร่วม 

“ผมเชื่อว่าการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในพื้นที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อหาทางออกร่วมกันได้” อาจารย์ธีรวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย 

ดร.สมพร ช่วยอารีย์ นักวิชาการภาควิชาคณิตศสตร์ประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวโดยสรุปสั้น ๆ ว่า คลื่นที่เกิดจากการกัดเซาะชายฝั่งโดยไม่มีสิ่งก่อสร้างจะเกิดความสมดุลทางระบบนิเวศได้มากกว่าโครงสร้างแข็งมีความชนและทำให้เกิดการกัดเซาะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนทำให้ขาดความสมดุลของคลื่น เพราะการเคลื่อนที่ของทรายจะถูกเคลื่อนไหลตามกระแสคลื่นที่ตลอดเวลา หากสร้างของแข็งที่เป็นกำแพงมากั้น มันจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสร้างจุดโค้งเว้ากับพื้นที่ชายฝั่ง สร้างไปเรื่อย ๆ เพิ่มการกัดเซาะมากขึ้นเป็นเท่าตัว


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *