ศึกชิงหอย(แครง) อ่าวบ้านดอน มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

ศึกชิงหอย(แครง) อ่าวบ้านดอน มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 กลุ่มชาวบ้านกว่า 300 คน ล้อมรถตำรวจที่กรรโชกทรัพย์ชาวบ้านเพื่อแลกกับการดำเนินคดี โดยอ้างว่ามีการจับหอยผิดกฎหมาย แต่เมื่อพิสูจน์แล้วกลับพบว่าไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด ในระหว่างนั้นได้มีเหตุปะทะไล่ยิงกันในอ่าวบ้านดอน เพื่อไม่ให้ประมงพื้นบ้านจับหอยในพื้นที่ทะเลสาธารณะ เขต อ.เมือง อ.พุนพิน ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ จากนั้น วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 เกิดเหตุการณ์ลอบเผาขนำเฝ้าคอกหอย ต่อมา วันที่ 1 มิถุนายน 2563 เกิดการล้อมกรอบเรือตรวจการแม่ทัพน้อย ภาคที่ 4 และรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เหตุจากนายอำเภอพุนพินล้อมจับประมงพื้นบ้านที่ตักหอยในพื้นที่พิพาท อ้างเหตุลักทรัพย์

จากความรุนแรงที่ได้ขยายวงกว้าง และไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาคมสุราษฎร์ จึงมีข้อเสนอร่วมกันดังนี้

  1. รื้อถอนคอกหอยนอกพื้นที่อนุญาต อ.พุนพิน อ.เมือง ภายในระยะเวลา 45 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2563
  2. ให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์จังหวัด โดยเฉพาะเพื่อการบริหารจัดการอ่าวบ้านดอนอย่างมีส่วนร่วม
  3. ให้มีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองพื้นที่สาธารณะทางทะเลและชายฝั่งอ่าวบ้านดอน
  4. ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับนโยบายที่เป็นคำสั่งทางปกครอง เพื่อบริหารจัดการทะเลและชายฝั่งอ่าวบ้านดอน ประกอบด้วย 1) ประมงพื้นบ้านอ่าวบ้านดอน 2) สมาคมประมงพื้นบ้านรักษ์อ่าวบ้านดอน 3) สภาองค์กรชุมชนตำบล 4) ภาคประชาสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี 5) ตัวแทนสื่อมวลชน 6) นักวิชาการ 7) ตัวแทนพรรคการเมือง 8) ส่วนราชการระดับจังหวัดที่เกี่ยวข้อง
  5. ให้จังหวัดบูรการกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อคุ้มครองกลุ่มประมงพื้นบ้าน ที่เข้าไปทำการประมงในพื้นที่สาธารณะตลอด 24 ชม.

ทั้งหมดนี้คือแถลงการณ์และข้อเสนอในการแก้ปัญหากรณีพิพาทพื้นที่สาธารณะอ่าวบ้านดอน ของประชาสังคมจังหวัดสุราษฏ์ธานี และเครือข่ายประมงพื้นบ้านจังหวัดสุราษฏ์ธานี เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563

และหากย้อนกลับไปศึกษาการอนุญาตพื้นที่ให้เอกชนหรือเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ดังกล่าว ก็จะพบว่า การเริ่มต้นครั้งแรกก็เพื่อแก้ปัญหาความยากจนในปี พ.ศ. 2522 และการป้องกันภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2523 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) อำเภอกาญจนดิษฐ์จึงเป็นพื้นที่เป้าหมายที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตพัฒนาเพื่อความมั่นคงของกองทัพภาคที่ 4 และการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเพื่อการส่งออกทดแทนการทำประมงจากธรรมชาติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (2525-2529)

การจัดสรรพื้นที่ทะเลให้เป็นสิทธิปัจเจกบุคคล เพื่อเลี้ยงหอยในพื้นที่ชายฝั่ง (หอยตะโกรม) จึงเริ่มใน พ.ศ. 2522 ในเขตอำเภอกาญจนดิษฐ์ จำนวน 9,376 ไร่ และเขตอำเภอท่าฉาง จำนวน 10,300 ไร่ ต่อมาปี พ.ศ. 2523 ขยายไปในอำเภอดอนสัก จำนวน 4,000 ไร่ ปี พ.ศ. 2524 เขตอ าเภอไชยา จ านวน 2,000 ไร่ ปี พ.ศ. 2530 อนุญาตเพิ่มในเขตอำเภอไชยาอีก 2,680 ไร่ และในปี พ.ศ. 2532 ในเขตอำเภอกาญจนดิษฐ์ อนุญาตเพิ่มอีก 12,300ไร่ รวมพื้นที่อนุญาต 40,656 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.33 ของพื้นที่อ่าว ขณะนั้นยังไม่กระทบต่อการทำประมงพื้นบ้านมากนัก เนื่องจากการเพาะเลี้ยงจำกัดอยู่ในพื้นที่อนุญาต

ผลกระทบเริ่มเกิดขึ้นเมื่อ รัฐบาลมีนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ภายใต้โครงการ Sea Food Bank พ.ศ. 2547 ที่สนับสนุนให้ทะเลในเขตพื้นที่อนุญาตมีมูลค่าเป็นสินทรัพย์ สามารถใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงินที่อยู่ในเงื่อนไขโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนได้ จึงนำไปสู่การบุกรุกจับจองยึดครอบครองพื้นที่ทะเลนอกเขตอนุญาตกว่า 200,000 ไร่ กั้นล้อมเป็นคอกสี่เหลี่ยมทำคอกเลี้ยงหอย สำหรับขออนุญาตกรมประมง (ประมงอำเภอ) ทะเลกลายเป็นพื้นที่ซื้อ-ขาย ทั้งที่ไม่ถูกกฎหมาย จากแต่เดิมไร่ละ 3,000-5,000 บาท กลายเป็นไร่ละ 50,000-80,000 บาท หลังทศวรรษ 2550 เป็นต้นมา ทะเลกลายเป็นพื้นที่มีราคาแม้ไม่ได้เข้าโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน การขยายพื้นที่บุกรุกครอบคลุมทั้งอ่าวบ้านดอน รวมทั้งในเขตอนุรักษ์อำเภอท่าฉาง อำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี และในเขตอำเภอพุนพิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ หรือแรมซาร์ไซต์

นโยบายดังกล่าวส่งผลให้ชาวประมงไม่มีพื้นที่ทำการประมงพื้นบ้าน เนื่องจากการบุกรุกทะเลสร้างคอกหอย ซึ่งละเมิดสิทธิการดำรงชีวิตและการอยู่รอด และการออกมาเรียกร้องสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวม กลับถูกคุกคาม และโดนทำร้าย ต่อเนื่องเรื่อยมาโดยปราศจากการแก้ไขอย่างจริงจัง

[ที่มา นิเวศวิทยาการเมืองของการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี: เพ็ญนภา สวนทอง และ โอฬาร ถิ่นบางเตียว: วารสารเศรษฐศาสตร์การเมืองบูรพา ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2562)]

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความหลากหลายของความขัดแย้งดังกล่าว จะมีแนวทางอย่างไร เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืนทางนิเวศต่อชุมชน และสังคมอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฏ์ธานีแห่งนี้ ซึ่งมีงานศึกษาแนวทางการจัดการป่าชายเลน เพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยวอย่างยั่งยืนฯ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นเหมือนไม้ขีดก้านเล็ก ๆ ที่จุดประกายให้ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ต่าง ๆ รอบอ่าวบ้านดอนตื่นตัว และเชื่อว่าชาวบ้านเองก็สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้

เปิดงานวิจัยชาวบ้าน กับการแก้ปัญหาวิกฤติอ่าวบ้านดอน

ในท้องทะเลฝั่งอ่าวไทย ผืนน้ำได้คอดเว้าเข้าไปในพื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่อำเภอไชยา อำเภอท่าฉาง อำเภอพุนพิน อำเภอเมือง อำเภอกาญจนดิษฐ์ และอำเภอดอนสัก รวม 6 อำเภอ เกิดเป็นเวิ้งอ่าวก้นกระทะขนาดใหญ่ที่มีนามว่า “อ่าวบ้านดอน” มีความยาวของแนวชายฝั่งประมาณ 120 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 434,575 ไร่ และเป็นที่รองรับน้ำจากลำคลองน้อยใหญ่จำนวนหลายสาย ลงสู่อ่าวบ้านดอนเกิดเป็นตะกอนปากแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งรวมความหลากหลายของระบบนิเวศน์ทางทะเล กลายเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์น้ำ และเป็นที่อนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนนานาชนิด อ่าวบ้านดอนจึงเป็นแหล่งประกอบอาชีพเลี้ยงปากท้องของประมงชายฝั่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และพื้นที่ใกล้เคียงมาช้านาน

วิธีง่าย ๆ ก็หากินได้ไม่อดอยาก

เหล็กเส้นปลายงอความยาวประมาณหนึ่งช่วงแขนถูกแหย่เข้าไปในโพรงดิน 1-2 ครั้ง ไอ้เค้ง (ปูทะเลที่มีขนาดตัวโตเต็มที่เนื้อแน่นอร่อย) ผู้เป็นเจ้าบ้าน ก็อดไม่ได้ที่จะออกมาต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิในที่อยู่อาศัยของมัน แต่อนิจจามันหารู้ไม่ว่าการชูก้ามโตออกมาปรากฏตัวเพื่อต่อสู้ด้วยชีวิตกลับมีค่าเท่ากับการยกมือยอมแพ้ให้กับฝ่ายตรงข้ามและกลายเป็นอาหารรสเลิศในมื้อต่อไป เพราะผู้มาเยือนสามารถจับมัน มัดก้าม มัดเท้าให้นอนแน่นิ่งหมดฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว

นี่เป็นวิธีการหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าการประกอบอาชีพของประมงพื้นบ้านในอดีตนั้น อาศัยเครื่องมือง่าย ๆ บวกกับภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ก็สามารถจับสัตว์น้ำมากินได้อย่างสะดวกสบาย โดยเครื่องมือแต่ละชนิดที่ใช้จะจำเพาะเจาะจงต่อสัตว์น้ำชนิดนั้น ๆ และการใช้เครื่องมือแต่ละชนิดก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล

ดังนั้นคำว่า “ทำลายล้าง” ในอดีตแทบไม่มีเลย เนื่องจากทรัพยากรมีมากพอต่อความต้องการของทุกคน ด้วยเหตุนี้ชาวประมงพื้นบ้านในอดีตนั้น ถึงจะไม่มีฐานะที่ร่ำรวย แต่ก็มีความสุขกับแหล่งทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ที่รายล้อมอยู่รอบตัว

เมื่อปัญหามากจนเกินรับ ทรัพยากรจึงเสื่อมโทรมลง

ชาวประมงพื้นบ้านอยู่กับทะเลอย่างมีความสุขมาช้านานจนกระทั่งการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้น การผลิตที่ตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจเป็นหลักทำให้วิถีชีวิตและการประกอบอาชีพเปลี่ยนไป เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2520 เริ่มมีถนน ไฟฟ้า น้ำประปา และการพัฒนาด้านต่าง ๆ เข้ามาในพื้นที่อย่างรวดเร็วการบุกรุกถางป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้งแบบธรรมชาติค่อย ๆ ตามมาในแต่ละพื้นที่รอบอ่าวบ้านดอน ทั้งรายใหญ่และรายย่อยเปลี่ยนสภาพนาข้าวเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง ทำลายป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งอาศัย และแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำให้สูญหายไป

ประมาณปี 2535 การเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติเริ่มประสบปัญหากุ้งเป็นโรค จนต้องล้มเลิกไป มีเฉพาะการเลี้ยงกุ้งของนายทุนเท่านั้นที่จะดำรงอยู่ได้และขยายพื้นที่เลี้ยงโดยการเช่าซื้อที่ดินราคาถูกจากผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยที่ประสบปัญหาขาดทุน แปรสภาพเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งขนาดใหญ่ มีการเลี้ยงแบบพัฒนาโดยใช้ผ้ายางรองก้นบ่อ การเลี้ยงแบบนี้มีมากในพื้นที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ และอำเภอดอนสัก ผลจากการทำฟาร์มกุ้ง คือ เกิดขี้เลนและของเสียสะสมบริเวณปากแม่น้ำ ป่าชายเลนถูกทำลาย ทำให้แหล่งเพาะฟักสัตว์น้ำวัยอ่อนมีน้อยลง ลำคลองน้อยใหญ่ที่เคยพัดพาสสารที่เป็นประโยชน์ลงสู่ท้องอ่าวบ้านดอน กลับกลายเป็นทางผ่านของน้ำเสียลงสู่ทะเลแทน

ขนำน้อยใหญ่ถูกสร้างขึ้นกลางทะเลพร้อมด้วยไม้ไผ่ล้อมรั้วเพื่อแสดงอาณาเขตในการเลี้ยงหอยแครงซึ่งมีมากจนแทบมองไม่เห็นเส้นรอยต่อระหว่างท้องฟ้ากับผืนน้ำ

นี่เป็นปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับท้องอ่าวบ้านดอน ในพื้นที่อำเภอไชยา และท่าฉาง จากนโยบายของทางภาครัฐที่เหมือนจะช่วยเหลือประมงพื้นบ้านที่มีความยากจนโดยการให้สิทธิ์ในการจับจองพื้นที่ในทะเลเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แต่ชาวบ้านไม่มีทุนในการเพาะเลี้ยง จึงถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ของตนให้เป็นของนายทุนและบางรายผันตัวเองเข้ามาเป็นลูกจ้างในการดูแลคอกหอยแครงของนายทุน นี่เป็นเหตุเริ่มต้นที่กำลังจะบอกว่าทะเลอ่าวบ้านดอนไม่เป็นของสาธารณะอีกต่อไป กว่าชาวบ้านจะรู้ตัว พื้นที่ในอ่าวบ้านดอนก็ตกเป็นของนายทุนจนเกือบหมดแล้วและจากการขาดความดูแลอย่างจริงจังของภาครัฐทำให้มีการขยายพื้นที่ออกมานอกเขตอนุญาตมากขึ้นแม้แต่ร่องน้ำที่เป็นทางเดินเรือก็เหลือแคบลงเรื่อย ๆ

อีกพื้นที่หนึ่งของอ่าวบ้านดอน มีเรืออวนรุนนับยี่สิบลำจอดเทียบท่าริมตลิ่งในอำเภอไชยา ตั้งแต่ตำบลตะกรบ ถึงตำบลพุมเรียง เพื่อรอกระทำการในยามค่ำคืน เหล่านี้ยังมีให้เห็นกันอยู่ทุกปี แม้แต่ในช่วงที่ประกาศปิดอ่าว หากแต่ไม่สามารถกระทำการใด ๆ ได้ เนื่องจากกฎหมายระบุไว้ว่าเรืออวนรุนเหล่านี้จะมีความผิดก็ต่อเมื่อกำลังรุนอยู่ในทะเลเท่านั้น นี่เป็นตัวที่ชี้ให้เห็นชัดว่ากฎหมายประมงยังมีช่องโหว่และเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนอยู่มาก แล้วเครื่องมือประมงชิ้นเล็ก ๆ กับภูมิปัญญาที่มีติดตัวของประมงพื้นบ้าน จะไปสู้เรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีเครื่องมือครบครัน ได้อย่างไร เพราะเรือประมงพาณิชย์สามารถกวาดต้อนทุกอย่างในทะเลทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา ทำลายหน้าดิน รวมถึงทำลายเครื่องมือประมงพื้นบ้าน และทรัพยากรชายฝั่งให้ย่อยยับไปในชั่วข้ามคืน

เมื่อทะเลอ่อนล้า ปลา ปู สูญหาย

ชายร่างใหญ่ผิวกายดำกร้านบ่งบอกถึงความเป็นลูกทะเลโดยแท้ ยืนมองดูแหที่เหวี่ยงลงไปในพื้นน้ำก่อนจะดึงขึ้นมาด้วยสายตาแห่งความหวังหยาดเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าไหลเป็นทางยาวมารวมที่ปลายคางหยดลงสู่เบื้องล่างด้วยความร้อนจากแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันที่แผดเผาลงมาบนผิวกาย ซึ่งหลายครั้ง สิ่งที่ติดขึ้นมากับแห มีเพียงแค่กิ่งไม้ผุ ๆ กับถุงพลาสติกเก่า ๆ เท่านั้น

จากปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในอ่าวบ้านดอน จนธรรมชาติไม่สามารถปรับเข้าสู่สมดุลได้ทัน ระบบนิเวศน์ชายฝั่งถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัตว์น้ำสูญหายไปจากพื้นที่จนถึงขั้นวิกฤติ!!! ส่งผลโดยตรงต่อการออกหากินทางทะเลของประมงพื้นบ้านซึ่งนับวันจะเป็นเหมือนการเสี่ยงโชคมากขึ้น ถ้าโชคดีหน่อยก็จะได้สัตว์น้ำมากเป็นที่น่าพอใจ แต่ถ้าโชคร้ายสิ่งที่ได้กลับมาอาจไม่คุ้มกับค่าน้ำมันที่เสียไป บางครั้งเครื่องมือประมงก็ได้รับความเสียหายจากเรืออวนลาก อวนรุน ของนายทุน

จากการที่ประมงพื้นบ้านต้องดิ้นรนเพื่อการเอาตัวรอดบนพื้นที่เล็ก ๆ ที่เหลืออยู่ ยิ่งในช่วงที่น้ำทะเลลงต่ำสุด พื้นที่สำหรับทำมาหากินของประมงพื้นบ้านก็มีแค่ร่องน้ำที่เป็นทางเดินเรือ กับช่องว่างระหว่างคอกหอยเท่านั้น บังคับให้ต้องมีการแก่งแย่งแข่งขันกันมากขึ้น มีการใช้เครื่องมือที่ทำลายล้างมากขึ้น คนที่ทนสภาพไม่ไหวก็ต้องออกไปรับจ้างนอกพื้นที่ ปัจจุบันเครื่องมือประมงพื้นบ้านบางชนิดได้หายไป เช่น เรือผีหลอก แร้ว เบ็ดยี่สาน เป็นต้น เนื่องจากการใช้อุปกรณ์เหล่านั้นไม่ทันกินเสียแล้ว จึงถูกพัฒนาไปเป็นเครื่องมือที่สามารถจับสัตว์น้ำได้ตัวเล็กลง ไม่เลือกชนิด ขนาด และปริมาณ เหมือนเมื่อครั้งในอดีต มีการลักลอบใช้ยาเบื่อเมาในพื้นที่ซึ่งเหล่านี้เป็นตัวการหนึ่งที่เร่งให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลงเร็วยิ่งขึ้น

จุดเริ่มต้นของการใช้งานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหา

ระหว่างที่เหตุการณ์ต่าง ๆ ยังคงเป็นไปเรื่อย ๆ ทั้งคอกหอยฟาร์มกุ้ง และอวนรุน ในปี 2547 งานวิจัยชิ้นเล็ก ๆ ได้เกิดขึ้นในพื้นที่คลองท่าปูน ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างอำเภอไชยา และอำเภอท่าฉางในชื่อโครงการ “การจัดการป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยวอย่างยั่งยืนฯ” ซึ่งนำโดยนายประสิทธิ์ เชื้อเอี่ยม ได้ใช้ปูเปี้ยวเป็นสื่อในการชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าชายเลน โดยใช้ระยะเวลากว่า 2 ปี ทำให้ทีมวิจัยได้ข้อค้นพบที่ว่า เพียงแค่ดูแลพื้นที่บางส่วนไว้สำหรับให้ปูเปี้ยวเพาะฟักตามธรรมชาติ และมีการจับแบบไม่ทำลายล้าง คือไม่ใช้ยาเบื่อ ไม่จับตอนตัวเล็ก และไม่จับในช่วงฤดูวางไข่ ก็สามารถเพิ่มปริมาณปูเปี้ยวในป่าชายเลนได้อย่างมาก คือจากเดิมใช้ระยะเวลา 1 คืนจับปูเปี้ยวได้แค่ 3 กิโลกรัม แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปประมาณ 2 ปีกว่า ๆ ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงก็จับปูเปี้ยวได้ถึง 10 กิโลกรัม

[ดาวน์โหลดงานวิจัย การศึกษาแนวทางการจัดการป่าชายเลน เพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยวอย่างยั่งยืน บ้านท่าฉาง อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี]

งานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นเหมือนไม้ขีดก้านเล็ก ๆ ที่จุดประกายให้ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ต่าง ๆ รอบอ่าวบ้านดอนตื่นตัว และเชื่อว่าชาวบ้านเองก็สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้โครงการ “แนวทางการจัดการทรัพยากรโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในอ่าวพุมเรียงฯ” ที่มีนายจรินทร์ เฉยเชยชมเป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งดำเนินงานเมื่อปี 2549 ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าการนำไม้ไผ่มาปักรวมกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่า “หรำ” นั้น นอกจากจะสามารถป้องกันเรืออวนรุนรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ได้แล้ว ยังกลายเป็นที่อยู่อาศัยของ กุ้ง ปู ปลานานาชนิด และในบางช่วงฤดูกาลก็มีหอยแมลงภู่มาเกาะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อเห็นดังนั้นก็มีหลายชุมชนที่ต้องการใช้กระบวนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหา จึงเกิดเป็นชุดโครงการ “การจัดการทรัพยากรอ่าวบ้านดอนและองค์กรภาคี” ขึ้นในปี 2550 ซึ่งมีโครงการย่อยอยู่ในพื้นที่อำเภอไชยา ท่าฉาง และกาญจนดิษฐ์ จำนวน 7 โครงการ โดยแต่ละโครงการดำเนินกิจกรรมที่มีความสอดคล้องกับบริบทและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้น ๆ

ไผ่ตงหลายพันท่อน ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามายังพื้นที่อำเภอไชยา และอำเภอท่าฉางหลังจากที่มีการประชุมหารือทั้งภายในทีมวิจัยเอง และหารือร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 13 ประมงอำเภอไชยา และประมงอำเภอท่าฉางหลายครั้ง ถึงสถานการณ์ปัญหาของอ่าวจนได้ข้อสรุปว่าสิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วน คือแนวเขตทะเลชุมชนเพื่อกันการรุกคืบเข้ามาของคอกหอยแครง พร้อม ๆ กับการประชาสัมพันธ์ในการสร้างความเข้าใจให้กับประมงพื้นบ้านที่เข้ามาหากินในพื้นที่รับทราบเกี่ยวกับการทำแนวเขตเพื่อป้องกันปัญหาความเข้าใจผิดเนื่องจากทีมวิจัยก็ไม่สามารถทำได้ถ้าประมงพื้นบ้านไม่เห็นด้วย

ไม้ไผ่ถูกปักลงบนผืนดินที่อยู่ใต้น้ำทีละท่อน…ทีละท่อน…ด้วยความยากลำบาก เนื่องจากการทำงานในทะเลต้องอาศัยสภาพอากาศที่เหมาะสม วันไหนมีคลื่นลมแรง น้ำมากไป หรือน้อยไป ก็ไม่สามารถทำงานได้ แต่ด้วยความอดทน พยายาม และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทีมวิจัย กับประมงพื้นบ้าน จึงได้แนวเขต “ทะเลชุมชน” ทะเลสาธารณะที่ใครก็ไม่สามารถยึดครองเป็นเจ้าของได้ มีแนวยาวตั้งแต่พื้นที่ อำเภอไชยาถึงอำเภอท่าฉาง เนื้อที่ประมาณหกพันกว่าไร่

ถัดเข้ามาในป่าชายเลนแต่ละพื้นที่ ทีมวิจัยได้ช่วยกันปักไม้ไผ่เป็นแนวเขตล้อมด้วยเนื้ออวน เพื่อเป็นที่อนุบาลและเพาะพันธุ์ปูเปี้ยว ซึ่งได้แนวคิดมาจากโครงการ “การจัดการป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยวอย่างยั่งยืนฯ” เนื่องจากปูเปี้ยวก็เป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับประมงพื้นบ้านเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมีการเฝ้าระวังเครื่องมือประมงทำลายล้างเข้ามาในพื้นที่ทะเลชุมชน และป่าชายเลน มีการตักเตือนและสร้างความเข้าใจให้กับประมงพื้นบ้านที่เข้ามาหากินโดยใช้เครื่องมือทำลายล้าง รวมถึงสังเกตความเปลี่ยนแปลงและสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากประมงพื้นบ้าน ในการบอกต่อการทำงานของทีมวิจัยและมีการสื่อสารถึงกันระหว่างทีมวิจัยกลุ่มต่าง ๆ ทำให้ปัญหาการใช้เครื่องมือประมงทำลายล้างในพื้นที่ลดลงอย่างน่าพอใจ และยังมีกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ โดยการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และปลูกป่าชายเลนเสริม ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากประมงอำเภอ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง และสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 13

เมื่อเริ่มทำก็เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง

“สิ่งที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือมีประมงพื้นบ้านเข้ามาหากินในพื้นที่มากขึ้น เนื่องจากสัตว์น้ำมีมากขึ้น การหากินไม่ฝืดเคืองเหมือนเมื่อก่อน ทำให้สัตว์น้ำมีราคาถูกลง เช่น ราคาปูทะเลแต่เดิมราคาสูงถึง 800 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันลดลงเหลือ 300 – 400 บาทต่อกิโลกรัม” นายมนูญ คุ้มรักษ์ หัวหน้าโครงการแนวทางการจัดการทะเลชุมชนเพื่อการทำประมงกุ้งเคยและการสร้างอาชีพเสริมอย่างยั่งยืน ชุมชนบ้านท่าพิกุลอำเภอท่าฉางฯกล่าวขึ้น หลังจากนักศึกษาที่เข้ามาดูงานซักถามถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากได้ทำงานวิจัย ซึ่งนี่ถือเป็นตัวบ่งชี้ว่า ระบบนิเวศในพื้นที่อ่าวบ้านดอนค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาแล้วเพราะถ้าสัตว์น้ำไม่เพิ่มขึ้นชาวประมงคงไม่หันหน้ากลับสู่ทะเลอีกครั้งหนึ่ง แม้วันนี้ปัญหาของอ่าวบ้านดอนยังไม่หมดไปจากพื้นที่ แต่การทำงานที่ผ่านมาก็สามารถฟื้นฟูทรัพยากรให้กลับมาได้มาก

นอกจากพื้นที่อำเภอไชยา และอำเภอท่าฉางแล้ว ยังมีพื้นที่อื่น ๆ ที่ทำโครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรอ่าวบ้านดอน เช่น การฟื้นฟูคลองท่าทอง ที่ตำบลท่าทอง อำเภอกาญจนดิษฐ์ การฟื้นฟูคลองท่าฉาง ที่อำเภอท่าฉาง และการเพาะพันธุ์ปูม้าคืนสู่ธรรมชาติ ที่ตำบลตะกรบ อำเภอไชยา และงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นก็กำลังขยายเข้าไปในพื้นที่อำเภอดอนสัก สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากประมงพื้นบ้านในพื้นที่

จากพื้นที่เล็ก ๆ หลาย ๆ พื้นที่ ที่มีการใช้ประโยชน์จากอ่าวบ้านดอนเหมือนกัน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นอกจากภายในเครือข่ายทีมวิจัยด้วยกันเองแล้ว ยังมีการเชื่อมร้อยเครือข่ายที่นอกเหนือจากทีมวิจัยไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายอ่าวบ้านดอนที่เคยได้รับการสนับสนุนจากโครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง (CHARM) ทีม NGOs ในพื้นที่ เช่น โครงการป่าทะเลเพื่อชีวิต และสมาคมรักษ์ทะเลไทย ซึ่งเกื้อหนุนกันในการทำงานในพื้นที่ช่วยสร้างอำนาจในการต่อรองของคนอ่าวบ้านดอนให้มีมากขึ้น

ถึงวันนี้ เมื่อพูดถึงอ่าวบ้านดอน ทุกคนคงคิดถึงอาหารทะเลรสเลิศทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ที่อุดมสมบูรณ์ แต่มีสักกี่คนเล่าที่จะรู้ว่ามีปัญหาต่าง ๆ รายล้อมรอบอ่าวบ้านดอนมากมายขนาดนี้ เพราะแหล่งทรัพยากรที่สมบูรณ์ ย่อมเป็นที่หมายปองของกลุ่มคนทั่วไปในการเข้ามากอบโกยแสวงหาผลประโยชน์จนเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งบทเรียนราคาแพงที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอ่าวบ้านดอน แม้วันนี้อ่าวบ้านดอนยังไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิม แม้มีปัญหาอีกหลายอย่าง หลายพื้นที่รอบอ่าวที่ยังไม่สามารถแก้ได้ และแม้โครงการวิจัยจะจบสิ้นไป แต่เชื่อว่าชุมชนจะสามารถใช้ประสบการณ์จากกระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการสร้างความร่วมมือกับชุมชนต่าง ๆ รอบอ่าวบ้านดอน ให้มีความหวงแหนทรัพยากรที่เป็นแหล่งอาหาร แหล่งประกอบอาชีพเหล่านี้เอาไว้ พลังชุมชนที่ก่อตัวขึ้นนี้จะสามารถช่วยกันฟื้นฟูป้องกันไม่ให้อ่าวบ้านดอนอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมมากไปกว่าเดิม และประคับประคองสรรพชีวิตในอ่าวให้อยู่คู่กับประมงพื้นบ้านไปได้อีกยาวนาน

ที่มาเรื่องราว จดหมายข่าว ‘ประชาคมวิจัย’ ฉบับที่ 99 ปีที่ 17 เดือน กันยายน-ตุลาคม 2554 หน้า 20-24

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางสิ่งแวดล้อมในอ่าวบ้านดอน เป็นความขัดแย้งจาก การแย่งยึดทรัพยากร เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ นโยบายรัฐ กฎหมาย และการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ใน การบังคับใช้กฎหมาย สร้างความไม่เป็นธรรมและเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากร ขณะเดียวกัน ความสมบูรณ์ทางนิเวศของอ่าวบ้านดอนเอง เอื้อที่เกิดลูกหอยแครงตามธรรมชาติที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เป็นมูลเหตุให้เกิดการฉกฉวยครอบครองพื้นที่และทรัพยากร สะสมความมั่งคั่งจากทรัพยากรธรรมชาติ ของกลุ่มอิทธิพล/กลุ่มทุน ที่อาศัยอำนาจรัฐคุ้มครองการเอาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ส่วนรวม รวมทั้งการปล่อยปละละเลยต่อการควบคุมการบังคับใช้กติกาตามกฎหมาย จึงนำไปสู่การบุกรุกแย่งยึดพื้นที่ของกลุ่มผู้มีอานาจ ครอบครองทรัพยากรที่นอกเหนือจากการจัดสรรของรัฐ ขณะเดียวกันการเรียกร้องสิทธิในทรัพยากรกลับถูกคุกคาม ข่มขู่ และถูกทำร้าย โดยที่ไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ข้อเสนอจากงานวิจัยหลายชิ้น มีนัยยสำคัญหลายประการที่รัฐในฐานนะผู้ควบคุมกฎกติกาจะต้องนำมาทบทวนและดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด โดยเฉพาะความขัดแย้งชายฝั่งอ่าวบ้านดอน เป็นความขัดแย้งจากการให้สิทธิ์ปัจเจกชนครอบครองทะเลเพื่อสร้างรายได้และการบุกรุกทะเลสาธารณะของบุคคลที่มีอำนาจและอิทธิพล กล่าวคือ กลุ่มทุน ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ซึ่งถือเป็นการกีดกันคนที่ไร้อำนาจ (ประมงพื้นบ้าน) ออกจากพื้นที่ทรัพยากร และนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมดังกล่าว เช่น การศึกษา นิเวศวิทยาการเมืองของการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีข้อเสนอที่น่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อดำเนินการ ที่เป็นนัยยะเชิงนโยบายเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาดังต่อไปนี้

  • เนื่องจากอ่าวบ้านดอนเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) หรือผู้กระทำการ ที่มีส่วนได้เสียและผู้กระทำการเหล่านั้นต่างก็มีความคิดและผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นในกระบวนการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหากอำนาจรัฐเหนืออำนาจประชาชนในการจัดการทรัพยากร การจัดการต่าง ๆ จึงมักเกิดการคิดเองทำเองของของผู้มีอำนาจ ในการวางแผน การใช้หรือการออกนโยบายในการจัดการทรัพยากรมากกว่าความเป็นจริงทางสังคมที่เกิดขึ้นบนฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งซึ่งเป็นทรัพยากรร่วม จะนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมในการกระจายทรัพยากร คนไร้อำนาจก็จะถูกแย่งยึดทรัพยากรจากผู้มีอำนาจหากขาดการพูดคุย เจรจา ต่อรอง รวมทั้งประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ เพื่อปกป้องเสียงข้างน้อยที่รัฐไม่ค่อยได้ยินเสียง (ประมงพื้นบ้าน) ให้สามารถเข้าถึงและใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่เป็นทรัพยากรร่วมได้อย่างเป็นธรรม ดังนั้นกลไกของคณะกรรมการประจำจังหวัดในทุก การแก้ปัญหา ต้องลดบทบาทอำนาจรัฐลงและเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งในลักษณะชุมชนจัดการตนเอง
  • เพื่อให้สถานการณ์และสภาพปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่อ่าวบ้านดอนได้รับการแก้ไขหรือมี การกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรม ทุกภาคส่วนจึงจำเป็นต้องมีการทบทวนการแก้ปัญหาและการจัดการที่ผ่านมา ภาครัฐต้องเอาจริงเอาจังในการบังคับใช้กฎหมาย ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้ชุมชนเป็นคนจัดการทรัพยากรในพื้นที่สาธารณะที่ไม่ใครเป็นเจ้าของได้บนฐานของความยุติธรรมทางสังคมของทุกฝ่าย รวมทั้งคำนึงถึงความยั่งยืนทางนิเวศด้วย
  • ด้วยอ่าวบ้านดอนมีกฎหมายหลายฉบับในการบังคับใช้ ขาดความเป็นองค์รวม ในการจัดการ ต่างหน่วยงานต่างเน้นเป้าหมายของตนเอง เพื่อตอบตัวชี้วัดที่เกิดจากจินตนาการ ขาดภาพการมองพื้นที่วิถีชีวิตคนกับทรัพยากรที่เป็นคนไร้อำนาจ การคิดไม่รอบด้านในการจัดการทรัพยากรการจัดการในระบบสิทธิปัจเจกบุคคล นำไปสู่การสูญเสียสิทธิสาธารณะของคนส่วนใหญ่ ในที่สุดรัฐก็ไม่อาจเอาคืนกลับสู่สาธารณะได้ เกิดความไม่เป็นธรรมในการใช้พื้นที่ส่วนรวมธรรมชาติ ดังนั้นกฎหมายเกี่ยวกับทะเลและชายฝั่ง จึงควรเป็นกฎหมายเชิงบูรณาการที่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพยากรควรได้มีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์กติกาในการจัดการทรัพยากร เปิดโอกาสให้ชุมชนจัดการทรัพยากรของตนเอง มีกฎการใช้ทะเลที่มีดุลยภาพ ตั้งแต่กฎระดับปฏิบัติการ กฎระดับนโยบาย และระดับกติการัฐ หรือรัฐธรรมนูญรัฐ มีการโครงข่าย ทั้งระบบชุมชน ท้องถิ่น และระดับอ่าวที่เป็นอำนาจประชาชนอย่างแท้จริง
  • กลไกทางสถาบัน เช่น คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี คณะอนุกรรมการ การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นต้น ต้องทำหน้าที่จริง เป็นธรรม ตรงไปตรงมา ในการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลอ่าวบ้านดอน ทั้งในพื้นที่อนุญาต และดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดที่ยึดครอบครองพื้นที่ทะเลสาธารณะนอกเขตอนุญาต พื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง เนื่องจากหน่วยงานรัฐที่เป็นเอกหน่วยงาน (กรม-เจ้าท่า กรมประมง และอื่น ๆ) ไม่สามารถดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติส่วนรวมซึ่งมีความซับซ้อนได้ เนื่องจากกฎหมายเฉพาะของแต่หน่วยงานสร้างความเอกเทศในการจัดการตามหน้าที่เพื่อประโยชน์รัฐมากกว่าชุมชน อีกทั้งยังเป็นปัจจัยเร่งและชนวนของความรุนแรง จึงต้องเป็นกฎหมายองค์รวมเชิงบูรณาการ ที่ชุมชนมีอำนาจเต็มในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่งทะเลบนฐานของจริยธรรมทางสิ่งแวดล้อม ที่เชื่อมโยงระหว่าง มนุษย์ ธรรมชาติ และชุมชนสังคม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *