เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อำเภอจะนะ กับคำถาม เรามี ศอ.บต. ไว้ทำไม?

บางครั้งก็อยากถามนะว่า “เรามี ศอ.บต. ไว้ทำไม ?”

เวลานี้ ผมอย่างถามคำถามนี้จริง ๆ ครับ “เรามี ศอ.บต. หรือ ศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไว้ทำไม” เพราะภาพที่เรารู้จัก องค์กรนี้คือหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทในการเข้าไปบริหารจัดการ “ความขัดแย้ง” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลโดยตรง ซึ่งควบคุม กำกับ การบริหารงานของจังหวัดในพื้นที่อีกชั้นหนึ่ง ระยะหลังเรายิ่งเห็นความพยายามที่จะสร้างบทบาทขององค์กรนี้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการสร้างศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจ ที่ถึงขั้นมีการตราบทบาทดังกล่าวนี้ไว้ในกฎหมาย หรือ พระราชบัญญัติศูนย์อำนายการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 อันถือเป็นกฎหมายที่เพิ่มอำนาจในอีกมิติหนึ่ง จากที่เคยเป็น

ด้วยความคิดว่า “ความจน” คือปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง หรือทำให้มีการก่อการร้ายของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างยาวนาน ดังนั้นถ้าจะแก้ปัญหานี้ให้เบ็ดเสร็จก็จะต้องทำให้คนมีเศรษฐกิจดีขึ้น เพื่อที่เขาจะได้ไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวที่สร้างความขัดแย้งกับรัฐ

เมื่อถึงตอนนี้เราก็อาจจะมีคำถามเพิ่มขึ้นว่า “ตรรกะ” ความคิดดังกล่าวนี้ ถูกต้องหรือไม่? แต่ทำให้เห็นได้ว่าการคิดเช่นนี้ คือการหลบเลี่ยงที่จะทำใจยอมรับกับปัญหาอันแท้จริงของพี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งมีความละเอียดอ่อนสูงมาก

ในขณะที่ความขัดแย้งเดิมยังคงอยู่ และยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ เราจะเห็นว่าระบบการดำเนินงานของ ศอ.บต.มักจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์แต่ละยุคสมัย และเหตุปัจจัยทางการเมืองก็จะมีอิทธิพลสำคัญต่อท่าทีและท่วงทำนองของ ศอ.บต.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นั่นหมายถึง การใช้อำนาจ และการดำเนินงานใด ๆ ของ ศอ.บต. จะขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมือง

โครงการ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ถือว่าเป็นการคิดการใหญ่ขององค์กรนี้อย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งการใช้งบประมาณ และการเข้าไปเปลี่ยนสภาพพื้นที่ในโครงการบนเนื้อที่กว่า 16,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนประมงพื้นบ้านชายฝั่งทะเลของอำเภอจะนะ 3 ตำบล อันได้แก่ ตำบลนาทับ ตำบลสะกอม และตำบลตลิ่งชัน ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดา

แต่ที่มากไปกว่านั้นมีการอ้างว่าโครงการนี้ได้ส่งเทียบเชิญเจ้าสัวสายปิโตรเคมีระดับประเทศอย่าง ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ในฐานะผู้กุมบังเหียนบริษัทกลุ่ม TPI และเป็นผู้ที่สามารถประสานมือกับกลุ่ม IRPC ได้เป็นอย่างดี ให้มาเป็นผู้ดำเนินการหลักในโครงการนี้อีกด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดขึ้นของ “นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้” จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าพื้นที่หรือเขตอุตสาหกรรมดังกล่าวนี้จะกลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมประเภทไหนในอนาคตอันใกล้

ศอ.บต. คงไม่สามารถดำเนินการงานนี้ได้เอง ถ้าไม่มีผู้มีอำนาจในรัฐบาลชุดนี้หนุนหลัง อีกทั้งโครงข่ายผลประโยชน์ที่มีการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง ที่มีทั้งนายหน้าค้าที่ดิน นักการเมือง ทุนท้องถิ่น ข้าราชการ และเหลือบไรที่หากินกับ ศอ.บต. มาช้านาน

ซึ่งคนกลุ่มนี้อ้างต่อสาธารณะว่า ภารกิจนี้จะทำให้ความเจริญเกิดขึ้นกับคนจะนะ และคนจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมหาศาล นั่นหมายถึงว่า ปัญหาชายแดนภาคใต้ลดน้อย หรือหมดหายไปในอนาคตเพราะโครงการนี้ หากเป็นไปตามตรรกะความคิดดังกล่าวของคนใน ศอ.บต. ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปเช่นนั้นได้ ด้วยว่าการตั้งสมมติฐานการแก้ปัญหาที่ผิดมาตั้งแต่ต้น ผลของความพยายามก็ย่อมผิดเพี้ยนตามไปด้วยเช่นกัน

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ คือ “ความขัดแย้งรูปแบบใหม่” ที่ ศอ.บต.เป็นผู้สร้างขึ้นมาเอง

จึงยิ่งทำให้เกิดความสงสัยเพิ่มขึ้นว่า “แล้วเราจะมี ศอ.บต. ไว้ทำไม ?” เมื่อเป็นเช่นนี้ โครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมฯจะนะ เป็นโครงการที่ใครกำลังสร้างประโยชน์ให้ใครกันแน่ ระหว่างรัฐกับนายทุน ระหว่างนายทุนกับนักการเมือง และระหว่างนักการเมืองกับประชาชน จึงคิดว่าหมากเกมนี้คนทั่วไปคงจะพออ่านกันออก

เพราะท้ายที่สุดผมยังเชื่อว่า “ประชาชน” ก็ยังเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ดี อย่างเช่น การสูญเสียที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ฐานทรัพยากร วิถีชีวิต สังคมวัฒนธรรม ญาติมิตร ความสมัครสมานสามัคคี ที่จะเปลี่ยนเป็นความแตกแยก ความขัดแย้งทั้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ และมวลชนจัดตั้งกลุ่มต่าง ๆ และอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่การล่มสลายของชุมชนท้องถิ่นที่นี่อย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อถึงตอนนี้งบประมาณก้อนแรกเกือบ 2 หมื่นล้านบาท ที่จะรัฐบาล โดย ศอ.บต.กำลังประเคนให้กลุ่มทุนที่กล่าวมานั้น แทบจะไม่มีความหมายเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่จะต้องสูญเสียไป

“แล้วเราจะมี ศอ.บต.ไว้ทำไม ?

ศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ก็แค่หน้าฉากของละครชุุดใหญ่เรื่องนี้

“ศอ.บต. คือของเล่นของนักการเมือง” โดยเฉพาะพรรคใหญ่ในภาคใต้ และกำลังจะกลายเป็นของเล่นของกลุ่มทุนที่เข้ามาหาผลประโยชน์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เป็นคำกล่าวของใครบางคน ซึ่งไม่น่าจะผิดเพี้ยนจากข้อเท็จจริงทั้งในอดีตและปัจจุบันนัก ผมจึงขอยกเพื่อนพี่น้องทั้งที่เป็นข้าราชการหรือเป็นลูกจ้างประเภทต่าง ๆ ของ ศอ.บต. ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ และผมคิดว่าคนกลุ่มนี้ก็พอจะรับรู้ ถึงปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่เหล่านี้ดีกว่าใคร หากแต่ด้วยบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะของข้าราชการหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะเป็นหรือต้องรับคำสั่งจากเบื้องบนถ่ายทอดกันมาเป็นลำดับชั้น

คอการเมืองพอจะทราบกันดีว่า นักการเมืองแต่ละยุคสมัยที่เข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศนี้ ก็พยายามเข้าไปปรับเปลี่ยนกลไกนี้ เพื่อควบคุมการบริหารราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และถ้าจำได้ในยุครัฐบาลทักษิณ ได้มีการยุบกลไกนี้ แต่ตั้งเป็นกลไกใหม่เป็นการบริหารรูปแบบกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือกอ.สสส. ให้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี แต่พอมายุคที่พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารประเทศ ได้ทำการสถาปนา ศอ.บต. ขึ้นมาใหม่ และแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม โดยการตรากฎหมายรองรับไว้ด้วย คือ พระราชบัญญัติศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี พ.ศ. 2553 ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ทำให้มีสภาพเป็นนิติบุคคล แต่ยังขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่ที่เพิ่มเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญคือ อำนาจหน้าที่ด้านเศรษฐกิจมหาภาค ที่ ศอ.บต. สามารถประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

หากแต่ไม่ได้แจงรายละเอียดและวิธีการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน ซึ่ง ศอ.บต. ได้พยายามใช้ช่องทางของข้อกฎหมายที่มีอยู่นี้ทำการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษต่าง ๆ ในพื้นที่ อย่างที่พอรู้จักกันบ้างก็คือนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งที่สุดแล้วก็กลายเป็นความล้มเหลวภายในของ ศอ.บต. เอง หลังจากนั้นมาก็พยายามเข้าไปประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ภายใต้วาทกรรม “เมืองต้นแบบ” ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่กำลังถูกตั้งคำถามจากสังคมจำนวนมากอยู่ในเวลานี้

โครงการเมืองต้นแบบฯ จะนะ แท้ที่จริงแล้วก็คือความพยายามที่จะทำให้พื้นที่ริมชายฝั่งทะเลของอำเภอจะนะทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ 3 ตำบล คือ ตำบลนาทับ ตำบลสะกอม ตำบลตลิ่งชัน ให้เป็นเขตอุตสาหกรรมแห่งใหม่ของจังหวัดสงขลา และของภาคใต้ โดยการใช้พื้นที่มากที่สุดกว่า 16,700 ไร่ รองมาจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งถือว่าเป็นเขตอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้ เมื่อเทียบกับนิคมอุตสาหกรรมฉลุง และเขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดา ซึ่งมีอยู่ไม่กี่พันไร่ นี่จึงเป็นผลงานชิ้นใหญ่ และเป็นชิ้นโบว์แดงของ ศอ.บต.  หากทำการได้สำเร็จ เมื่อเทียบกับโครงการอื่น ๆ ที่เคยทำมา จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเงื่อนงำภายใน และผลประโยชน์จำนวนมหาศาลนี้ จะดึงดูดให้ใครต่อใครจ้องปลามันชิ้นนี้อย่างไม่กระพริบตาตั้งแต่ชั้นบนสุดจนถึงระดับปลายแถวสุดท้ายใน ศอ.บต.

แท้จริงแล้ว ศอ.บต. ก็แค่หน้าฉากของละครเรื่องนี้ เพราะผู้อำนวยการ ผู้กำกับตัวจริงไม่ใช่คนใน ศอ.บต. อย่างแน่นอน เพราะโครงการนี้มันใหญ่เกินตัว เกินกว่าที่กลไกอนุภูมิภาคระดับนี้จะกระทำได้

หลายคนคงพอจะเริ่มเห็นภาพขึ้นบ้างแล้วใช่ไหม และคงจะเข้าใจต่อคำถามที่ว่า “เราจะมี ศอ.บต.ไว้ทำไม ?”

นิคมอุตสาหกรรมจะนะ โครงข่ายผลประโยชน์ ที่เชื่อมร้อยโยงใย อย่างมีเป้าหมาย

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้บัญชาการโดยตรงของ ศอ.บต. ได้มอบหมายให้พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบแทนในการดูแลการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันพลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร ทำหน้าที่สนองนโยบายในระดับปฏิบัติการในฐานะเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ถือเป็นบทบาทตามกลไกที่เห็นได้ชัดของรัฐบาล ที่ถือว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังไปพร้อมกัน ต่อโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต

นอกจากนี้แล้วยังมีตัวละครที่สำคัญอีกสองคนที่หากไม่กล่าวถึงก็คงไม่ครบองค์ประกอบทั้งหมด นั่นคือนักการเมืองผู้มากบารมีอย่างนายนิพนธ์ บุญญามณี ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่จังหวัดสงขลามาแล้วหลายสมัย และสำหรับโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ นายนิพนธ์ถือว่ามีบทบาทที่ทับซ้อนกันอยู่หลายบท อาทิบทบาทของนักธุรกิจที่มีบริษัทเป็นโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ในพื้นที่ และถือเป็นผู้สั่งสมหรือรวบรวมกรรมสิทธิ์ที่ดินในพื้นที่โครงการไว้จำนวนหนึ่ง และน่าจะเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญหลังจากนี้ ในการจัดสรรที่ดินให้กับผู้ลงทุนต่าง ๆ และยังมีบทของ รมต.ช่วยกระทรวงมหาดไทย ที่จะชี้เป็นชี้ตายข้าราชการในกรมกองต่าง ๆ เพื่อเอื้อให้ภารกิจของเขาบรรลุได้ง่ายขึ้น

ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ยักษ์ใหญ่ด้านปิโตรเคมีครบวงจร หรือ TPI ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเคยมีปัญหากับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในยุคที่บริษัทของเขาทั้งหมดต้องประสบปัญหาในยุคค่าเงินบาทลอยตัวสมัยรัฐบาลเชาวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งหลังจากนั้นมีการกล่าวอ้างกันว่านายประชัย คือผู้อยู่เบื้องหลังของขบวนการล้มทักษิณ และเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญคนหนึ่งเลยทีเดียว ปัจจุบันนายประชัยกำลังกลับมาผงาดอีกครั้งหลังผ่านวิกฤตอย่างหนักหนามาได้ และต่อกรณีโครงการเมืองต้นแบบฯ จะนะ ได้มีการอ้างกันอย่างเปิดเผยว่า ศอ.บต. เป็นผู้ส่งเทียบเชิญให้นายประชัย และบริษัทในเครือมาเป็นแม่งานใหญ่ที่จะเข้ามาใช้พื้นที่และดำเนินการในโครงการนี้ นี่จึงเป็นข้อสงสัยของฝ่ายที่คัดค้านว่า “แล้วอุตสาหกรรมประเภทไหนล่ะ ที่จะเกิดขึ้นในอำเภอจะนะ หากไม่ใช่ปิโตรเคมี”

ยิ่งเห็นตัวละครชัดมากขึ้น ถึงตอนนี้คงไม่เกินความคาดหมายเลยที่โครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต จะสามารถเดินหน้าไปได้อย่างไร้สิ่งกีดขวาง ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ถึงใหญ่มากในพื้นที่จังหวัดสงขลา และในระดับภาคก็ว่าได้ จนทำให้คนในพื้นที่อำเภอจะนะตั้งหลักกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้กันแทบไม่ทัน

มีการวิเคราะห์กันว่ามีปัจจัยสนับสนุนอย่างน้อย 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ราบรื่นผิดปกติ คือ

1. การมีอำนาจเบ็ดเสร็จทางการเมืองของรัฐบาลประยุทธ์ 2 ที่ทุกคนต่างรับรู้ดีว่าในวินาทีนี้คงจะล้มได้ยาก

2.  คือความชาญฉลาดของรัฐบาล และกลุ่มทุนที่เปลี่ยนหน่วยดำเนินงานเรื่องนี้เป็น ศอ.บต. เพราะถือว่าเป็นผู้กุมสภาพการบริหารราชการค่อนข้างเบ็ดเสร็จเช่นกัน ภายใต้ พ.ร.บ.ศอ.บต. พ.ศ. 2553 ได้มีการปูทางให้อำนาจของกลไกแผ่กว้างจนสามารถทำได้เกือบทุกเรื่อง ซึ่งยากที่ใครจะแตะต้องได้ เพราะหากมีปัญหาการคัดค้านมากก็สามารถใช้อำนาจพิเศษได้ทันที โดยอ้างสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนใต้ได้ทุกเวลา

3. คือสถานการณ์โควิด 19 ที่มาได้อย่างถูกจังหวะ และยิ่งทำให้อำนาจของทั้ง 2 ส่วนดังกล่าวเข้มแข็งมากขึ้น จนทำให้การการเคลื่อนไหว หรือการแสดงออกของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ทำได้ยากมาก ๆ

ด้วยองคาพยพทั้งหลายเหล่านี้คือแรงเหวี่ยงที่ทำให้โครงการนี้สามารถเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว

ศอ.บต.หยุดสร้างภาพ “ฝันหวาน” เพราะแท้จริงแล้วคือการ “หลอกให้ชาวบ้านเอามีดจี้คอตัวเอง”

ด้วยไม่เคยมีโครงการนิคมอุตสาหกรรมที่ไหนที่ชาวบ้านออกมาสนับสนุน เพราะนั่นเท่ากับการยอม “ฆ่าตัวตาย” อย่างสิ้นคิด (เทียบเคียงบทเรียนนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง กับ เมืองจะนะ)

ความเลวร้ายที่สุดของประเทศนี้ คือการจับมือกันของรัฐบาล กับกลุ่มทุน แล้วมาสร้างภาพฝันหวาน ให้กับประชาชนในพื้นที่ ว่ารัฐกำลังช่วยเหลือ ทำให้ชีวิต เศรษฐกิจของเขาดีขึ้น หากแท้จริงแล้วคือการทำลาย

ผมรู้สึกสลดใจมากที่ชาวบ้าน ประชาชนคนธรรมดา ออกมาเรียกร้องขอให้ชุมชน ซึ่งเป็นบ้านของตนเองกลายเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดของภาคใต้ มันเป็นตรรกะความคิด ความเชื่อที่กลับหัวกลับด้านไปหมด เพราะยังไม่เคยเห็นเลยว่าจะมีประชาชนในเขตอุตสาหกรรมไหนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ และนักธุรกิจใหญ่ระดับประเทศ หรือต่างประเทศเข้ามาทำลายบ้านตนเองอย่างออกหน้าออกตาเช่นนี้ โดยการยินยอมให้ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ ตามที่เขาอยากได้ แล้วเข้าใจไปว่า “รัฐบาลจะมาสร้างความเจริญให้กับตนและประชาชนคนพื้นถิ่น”

ผมคิดว่ามีความเข้าใจผิดต่อแนวคิด หรือวิธีคิดเหล่านี้อย่างน่าประหลาด

หากเอาใจเป็นกลางจริง อาจจะมีใครสักคนตั้งคำถามว่า ตอนนี้ในพื้นที่อำเภอจะนะ มีทั้งคนที่สนับสนุน และคัดค้าน แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป และภายใต้ความเชื่อเหล่านั้น “ใครอยู่เบื้องหลัง?”

รองเอาหัวใจและความรู้สึกตอบกันเอาเอง ระหว่างความคิดที่อยากจะดำรงอยู่ในวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม อยู่ในทรัพยากรและธรรมชาติที่บริสุทธิ์ และยังทำมาหากินได้บนผืนดินและท้องทะเลที่ไร้ขีดจำกัด โดยคนท้องถิ่นเป็นเจ้าของร่วมกัน คนที่คิดแบบนี้เขาไม่ต้องการสิ่งแปลกปลอม หรือสิ่งที่เรียกว่า “ความเจริญ” ที่จะเข้ามาแทนที่ทั้งหมดที่เขามี

กับอีกฝ่ายที่บอกว่า ตนเองไม่พอใจที่จะอยู่แบบนี้อีกแล้ว มันไปไม่รอด ทำมาหากินแบบเดิมไม่ได้ ทรัพยากรที่มีอยู่ไม่สามารถหล่อเลี้ยงพวกเขาได้อีกต่อไป จึงอยากจะให้คนใจดี (นักธุรกิจ รัฐบาล) เข้ามาสร้างงาน ด้วยการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมโรงใหญ่ ๆ ในพื้นที่เกือบสองหมื่นไร่ ในพื้นที่ทั้ง 3 ตำบลของอำเภอจะนะ

อะไร หรือใคร ที่อยู่เบื้องหลัง 2 ความคิด ความเชื่อนี้หรือ?

ผมเพิ่งมีโอกาสเดินทางไปท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา (2562) ด้วยมีภารกิจด้านการศึกษาเรียนรู้ท่าเรือแห่งนั้น ใช้เวลาอยู่ที่นั่น ถ่ายภาพ นั่งพูดคุยสนทนากับคนในพื้นที่เกือบ 1 อาทิตย์ โดยเฉพาะที่บ้านอ่าวอุดม ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือขนาดใหญ่ ซึ่งมีเนื้อที่เฉพาะท่าเรือที่ถมทะเลไปแล้วประมาณ 6,340 ไร่ (กำลังรออนุมัติถมเพิ่มอีก 3,000 ไร่) ท่าเรือแห่งนั้นมีการก่อสร้างเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้วประมาณ 14 ท่า และหากมีการถมทะเลเพิ่มเติม ก็จะมีท่าเรือที่รุกเข้าไปในทะเลเพิ่มขึ้นอีกหลายท่าอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นหมายถึงพื้นที่ทำกินของชาวบ้านบริเวณนั้นก็จะหดหายไปอีกจำนวนหนึ่ง

ส่วนตัวนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่บนฝั่งของแหลมฉบังมีไม่มากเมื่อเทียบกับตัวท่าเรือ คือแค่ 3,500 ไร่ ซึ่งได้แทรกอยู่ในบางชุมชนของพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะที่บ้านอ่าวอุดม

นิคมอุตสาหกรรมที่นั่นเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 แต่ตัวท่าเรือเพิ่งตามมาหลังจากนั้นอีก 10 ปีให้หลัง (2535) ทั้งสองกิจการ ปัจจุบันได้กลืนกินชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่นั่นไปอย่างเบ็ดเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“บ้าน วัด โรงเรียน ตลาด คือสิ่งแปลกปลอมของแหลมฉบัง และการนิคมอุตสาหกรรมพยายามที่จะรุกคืบพื้นที่ของพวกเราอย่างต่อเนื่อง” นี่คือส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่ผมได้ถามกับชาวบ้านในพื้นที่ “เขาบอกว่าถ้าตรงนี้ไม่มีวัดอยู่ พวกเราคงจะหายไปหมดแล้ว เพราะเขาไม่กล้าที่จะรื้อทำลายวัด (แหล่งยืนยันวัฒนธรรมชุมชนดั้งเดิม)”

“ถามว่าเขาดูแลเราไหม เขาก็มีกองทุนนะ กฎหมายมันบังคับให้เขาต้องทำ แต่ก็ไม่ใช่ง่าย ๆ ที่เราจะใช้กองทุนเหล่านั้นได้ ต้องรอให้เกิดเหตุไฟไหม้ โรงงานระเบิด หรือสารเคมีรั่วไหลเสียก่อน นั่นแหละถึงจะได้กัน” ชายอีกคนหนึ่งในวงสนทนา กล่าวเสริม

เราหากินพอได้ ก็แทรกอยู่กับเรือลำมหึมาที่จอดอยู่นั่นไง ส่วนที่นี่จับปลาไม่ค่อยได้แล้ว ก็เลือกมาเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ แต่ต้องมีทุนหน่อย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นนายทุนข้างนอกเขามาลงทุน แต่บอกไว้นะว่าสัตว์น้ำที่จับได้จากที่นี่ เวลาไปขายนะ จะบอกกับคนที่เขาบริโภคได้ไม่ค่อยเต็มปากมากนักหรอก เพราะเป็นสัตว์น้ำในเขตอุตสาหกรรม” ชายคนเดิมหลุดปากออกมาอย่างเก็บกด

“จ้างงานหรือ? ส่วนใหญ่เป็นคนนอกนะ ส่วนพวกแรงงานราคาถูกก็จะเป็นคนอีสานเยอะ พอหมดงาน ตกงาน หรือออกจากงาน ก็ไม่กลับบ้านกลายเป็นประชากรแฝง อยู่ในชุมชนนี้แหละ ก็กลายเป็นปัญหาอีกแบบ” ชายอีกคนตอบคำถามผมเรื่องแรงงาน

ฟังถึงตรงนี้ ทำให้ผมคิดขึ้นในใจว่า “ถ้าบ้านของเรา ไม่ว่าจะที่ปากบารา สตูล หรือที่ จะนะ สงขลา ต้องกลายสภาพเป็นเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร” โอกาสนี้ผมจึงบอกกับพวกเขาตรง ๆ ว่า ผมเป็นใคร มาจากไหน พอเขารู้ก็ร้องลั่นเสียงดังว่า “พื้นที่ภาคใต้มันสวยนะ อย่ายอมให้เขาทำแบบนี้ แบบที่ทำกับบ้านเราก็แล้วกัน ไม่งั้นก็จะเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ” ผมใจชื่นขึ้นมาหน่อย เพราะแม้แต่คนที่อยู่กับนิคมอุตสาหกรรมมานานหลายปี เขามีบทสรุปที่ชัดเจนมากถึงขนาดนี้ เพราะมันพิสูจน์ได้อย่างหนึ่งว่า “แท้จริงแล้วความเจริญที่เกิดขึ้นในความหมายนี้ ไม่ใช่ความเจริญตามความต้องการของคนในพื้นที่ หรือในชุมชนนี้อย่างแน่นอน”

กลับมาเรื่องโครงการ “เมืองต้นแบบฯจะนะ” หรือนิคมอุตสาหกรรมฯ จะนะ และสองความคิดที่ตั้งประเด็นไว้เบื้องต้น

วันนี้ หมายถึงหลังจากการออกมาคัดค้านโครงการของประชาชนในพื้นที่ และในโลกการสื่อสารสาธารณะ(โซเชี่ยล) อย่างแพร่หลายได้ทำให้ “ความฝัน” ของผู้มีส่วนได้เสียสำคัญ ซึ่งก็คือ กลุ่มทุนใหญ่ในเครือ TPIPL. เจ้าหน้าที่และลูกสมุนของ ศอ.บต. รวมไปถึงแกนนำรัฐบาลที่เป็นหัวโจกเรื่องนี้ สั่นคลอน ถึงกับทำให้ ด๊อกเตอร์หน้าขาว รอง ศอ.บต. คนนั้นเต้นโขยงเลยทีเดียว จนต้องรีบออกมาเคลื่อนไหวผ่านภาพของภาคประชาสังคม และยังมีการระดมชาวบ้านในพื้นที่จำนวนหนึ่งออกมาด้วย ทำการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้เดินหน้าโครงการนี้ต่อไป พร้อมกับการสร้างภาพ “ฝันหวาน” ให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอจะนะเพื่อให้ออกหน้ามาหนุนนำความคิด และความฝันของพวกเขาเองให้บรรลุ เข้าตำรา “ชงเอง กินเอง อย่างขมเฝื่อน”

นี่คือความเลวร้ายที่สุดที่ทำใจยอมรับได้ยาก และถือเป็นการ “ฆ่า” กันอย่างเลือดเย็นที่สุดของ ศอ.บต. กับชาวบ้านอำเภอจะนะ องค์กรที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อหวังจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่สามารถทำให้ชาวบ้านเอามีดจี้คอตัวเองได้ เพียงเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องที่เชื่อมโยงมาจากรัฐส่วนบนสุด

สุดท้ายที่จะเหลือไว้ก็คือ “ความขัดแย้ง” และ “ความล่มสลาย” ของชุมชน วิถีวัฒนธรรม และระบบนิเวศโดยรวม

“คนจะนะจะมีงานทำ” วาทกรรมคุ้นหูยุคท่อก๊าซฯ

 “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ จะมีการจ้างงาน 1 แสนอัตรา” อยากถามว่า เอาตัวเลขมาจากไหน?

เคยเป็นวาทกรรมที่สร้างความเจ็บปวดให้กับพี่น้องจะนะยุคที่สร้าง “โรงแยกก๊าซ” เมื่อหลายปีก่อน หากคนรุ่นเก่าคงจำกันได้ ถือเป็นคำโฆษณาชวนเชื่อที่ได้ผล และทำให้เกิดความหวั่นไหวให้กับประชาชนชาวจะนะในยุคนั้นเป็นอย่างมาก จนทำให้โรงแยกก๊าซจะนะสามารถสร้างได้สำเร็จ มาจนถึงบัดนี้ได้ทำให้ทุกคนรู้ซึ้งแล้วว่า ภายใต้วาทกรรม “คนจะนะจะมีงานทำ และจะได้ใช้ก๊าซราคาถูก”

บทเรียนเดียวกันนี้ กำลังกลับมาย้อนรอยคนจะนะอีกครั้ง จนทำให้นึกถึงสุภาษิตเก่าแก่ที่ว่า “มุสลิมจะต้องไม่ยอมให้งูเจาะซ้ำรอยเดิมเป็นครั้งที่สอง” ซึ่งไม่แน่ว่าปรากฏการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับพี่น้องชาวจะนะหรือไม่

ซึ่งในครั้งนี้กลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือน้อง ๆ เยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษาหรือที่เพิ่งเรียนจบออกมาแล้วอยากจะมีงานทำ โดยจำนวนหนึ่งของเด็กกลุ่มนี้กำลังถูกใช้เป็นกระบอกเสียงให้กับ ศอ.บต.  เพื่อเดินหน้าโครงการต่อไป และสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ “ความไม่รู้เท่าทัน” ในองคาพยพของโครงการนี้ทั้งหมด อันถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ หากการออกมาสนับสนุนนั้นไม่ทันได้คิดใคร่ครวญถึงข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ ซึ่งในโอกาสนี้จะขอเน้นไปที่เรื่องความเข้าใจการจ้างงาน

ด้วยมีข้อสังเกตต่อวาทกรรมการจ้างงาน 1 แสนอัตรา ดังนี้

1. ชาวบ้านในพื้นที่ทราบหรือไม่ว่า “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ” จะมีโรงงานอุตสาหกรรมอะไรบ้าง จำนวนกี่โรง ที่จะเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่แห่งนี้ ในจำนวนแรงงาน 1 แสนอัตรานั้น ได้รวมถึงแรงงานจากที่อื่นที่ต้องย้ายฐานการผลิตตามนายจ้างมีหรือไม่ จำนวนเท่าไหร่ และที่จะต้องจัดจ้างใหม่จริงมีจำนวนเท่าไหร่

2. ความต้องการแรงงานในพื้นที่ เป็นแรงงานระดับใด ประเภทไหนบ้าง และเหมาะสมกับแรงงานที่มีอยู่ในพื้นที่หรือไม่ อย่างไร

3. บริษัทผู้จ้างงาน จะสามารถล๊อกโค้วต้าได้จริงหรือ? ดังที่มีการกล่าวอ้างว่าโรงงานทั้งหมดเหล่านั้นจะต้องจ้างงานเฉพาะคนในพื้นที่เท่านั้น โดยไม่มีแรงงานต่างถิ่น หรือต่างประเทศเข้ามา และจะมีหลักประกันอะไรว่าบทเรียนนี้จะไม่ซ้ำรอยเดิมกับกรณีโรงแยกก๊าซจะนะ

4. แผนรองรับแรงงานต่างถิ่น จะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเท่าไหร่ และจะบริหารจัดการทางสังคมและสุขภาวะอย่างไร เพราะหากเทียบกับกรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ที่พบว่ามีแรงงานหรือประชากรแฝงมากถึง 74% ของประชากรตามทะเบียนราษฎร์ (พ.ศ.2552) และเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมาก จนกลายเป็นปัญหาอื่น ๆ ตามมา

ถือเป็นข้อสังเกตเบื้องต้น ที่ ศอ.บต. จะต้องมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่แค่กล่าวกันลอย ๆ เพียงเพื่อต้องการสร้างมวลชนสนับสนุนโครงการจากคนในพื้นที่เท่านั้น

ข้อสังเกตเหล่านี้ มิใช่ว่าจะปิดกั้นประชาชนคนจะนะ ไม่ให้ลืมตาอ้าปากได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นถือว่าเป็นความคิดที่เลวร้ายที่สุด หากแต่ต้องการกระตุ้นเตือนและสร้างการขบคิดต่อโครงการนี้ให้มากที่สุด คือต้องตัดสินใจอยู่บนฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง มิเช่นนั้นแล้วความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นตามมาอาจจะประเมินค่าไม่ได้ และจะกลายเป็นได้ไม่คุ้มเสีย และยิ่งเป็นการซ้ำเติมพี่น้องให้หนักหนาสาหัสมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อถึงตอนนั้นแล้ว ศอ.บต. จะแสดงความรับผิดชอบได้หรือไม่ อย่างไร?

ทั้งที่จริงแล้วบทบาทของ ศอ.บต. ควรจะสร้างกระบวนการกลั่นกรองโครงการพวกนี้ให้ชาวบ้านได้ตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยการศึกษาวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัด โอกาส อย่างรอบด้าน เพื่อให้คนในพื้นที่ได้มีสิทธิในการตัดสินใจอย่างถูกต้อง

ไม่ใช่ทำการ “หักดิบ” ด้วยการใช้อำนาจของตน และอำนาจของรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในเวลานี้ ทำการอนุมัติโครงการไปก่อน แล้วค่อยมาจัดเวทีแจ้งเพื่อทราบตามหลัง แล้วทำเสมือนว่าได้สร้าง “กระบวนการมีส่วนร่วม” ของประชาชนในพื้นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ในข้อเท็จจริงอันเลวร้ายไปกว่านั้น คือ ศอ.บต. ยังปกปิดข้อมูล ข้อเท็จจริง และเบื้องลึกเบื้องหลังของผลประโยชน์มหาศาลที่จะเกิดขึ้นจากโครงการนี้ อาจเพราะเป็นความสมประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ (ศอ.บต.) และกลุ่มทุนที่จะเข้ามารุกพื้นที่ชุมชนเพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกือบ 2 หมื่นไร่

ซึ่งท่านไม่ได้บอกใช่ไหมว่า นายทุนที่จะเข้ามาดำเนินการหลักในโครงการนี้ มีความจำเป็นต้องสร้างมูลค่าให้กับที่ดินที่ตนได้ซื้อสะสมเอาไว้จำนวนหลายพันไร่เมื่อหลายปีก่อน เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของเขาและพวกพ้อง

ท่านไม่ได้บอกใช่ไหมว่า รัฐบาลจะต้องใช้เงินภาษีของพวกเราทุกคนเกือบ 2 หมื่นล้าน เพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบสาธารณูปโภคในที่ดินของกลุ่มทุนเหล่านั้น

ท่านไม่ได้บอกใช่ไหมว่า รัฐบาลจะทำการลดแลกแจกแถมด้วยระบบจูงใจต่าง ๆ ให้กับกลุ่มทุนต่าง ๆ ที่จะเข้ามาใช้พื้นที่อุตสาหกรรมเหล่านั้นซึ่งเป็นของเอกชน ทั้งที่จริงแล้วนิคมอุตสาหกรรมของรัฐในจังหวัดสงขลาอีก 2 แห่ง ยังมีที่ว่าง และกำลังรอให้มีนายห้างอื่น ๆ เข้าไปใช้

และท่านคงจะไม่บอกประชาชนอย่างแน่นอนว่า ผลประโยชน์รายทางจากโครงการนี้ ถูกจัดสรรกันอย่างถ้วนหน้า ตั้งแต่ผู้มีอำนาจในรัฐบาล เจ้าหน้าที่ราชการจังหวัดชายแดน นักการเมืองท้องที่ ท้องถิ่น รวมถึงผู้นำที่อ้างตัวว่าเป็นผู้นำภาคประชาชน ทั้งที่ทำตัวเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดิน และที่ทำตัวเป็นนายหน้ารับจัดเวทีเพื่อตามล่ารายชื่อชาวบ้านอำเภอจะนะ เพื่อให้เห็นว่ามีคนสนับสนุนโครงการนี้ แล้วอธิบายว่าได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว

ถ้าโครงการดีจริง อย่าเพียงสร้างวาทกรรมเลื่อนลอยไร้หลักยึด และอย่าตุกติกใช้อำนาจเบ็ดเสร็จรวบหัวรวบหางชาวบ้าน

หากเป็นเช่นนี้แล้ว ผมยังคิดไม่ออกเลยว่า “เราจะมี ศอ.บต. ไว้ทำไม”


โดย สมบูรณ์ คำแหง / เลขาธิการ กป.อพช. ภาคใต้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *