จนท.เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่โท ฉวยโอกาส! ช่วงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เข้ารังวัดเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทับป่าชุมชน

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่โทลงพื้นที่ชุมชนบ้านแม่ปูนน้อย จ.เชียงราย ชุมชนกะเหรี่ยงหวั่นกฎหมายละเมิดสิทธิชุมชน ขอชะลอการดำเนินการ ให้เข้าสู่กลไกแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)

วานนี้ (25 พ.ค. 2562) ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า เวลาประมาณ 11.30 น. คณะเจ้าหน้าที่จากส่วนรังวัดที่ดินป่าไม้ สำนักฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่โท ได้เข้าไปที่ชุมชนบ้านแม่ปูนน้อย ต.สันสลี อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย พื้นที่เป้าหมายในการดำเนินงานปักหลักแนวเขตและป้ายแสดงแนวเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่โท ผนวกเพิ่มพื้นที่อุทยานแห่งชาติเพิ่มเติม อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 25 เปอร์เซ็นต์

คณะทำงานดังกล่าวได้ลงพื้นที่ร่วมประชุมชี้แจงกับผู้นำชุมชนและชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านยังไม่ยินยอมให้ดำเนินการเรื่องหลักแนวเขต เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนกลไกการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ลงวันที่ 12 กันยายน 2562 คณะทำงานจึงได้หารือกับผู้นำชุมชนและหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่โทว่าให้ชะลอการปฏิบัติงานดังกล่าวไว้ก่อน

นาย น้อย นุแฮ ชาวปกาเกอะญอบ้านแม่ปูนน้อย กล่าวว่า ตนทราบว่าจะมีการผนวกพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่โทเข้ามาในเขตป่าชุมชนขนาด 13,000 ไร่ที่ชุมชน 3 หย่อมบ้านร่วมกันดูแล ซึ่งถ้าตีความตามตัวบทกฎหมายตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ประกอบกับร่างกฎหมายลำดับรอง จะเห็นได้ว่าชุมชนมีโอกาสน้อยมากในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่และใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะการเก็บหาของป่า

“ป่าชุมชนก็เหมือนวิถีชีวิตของปกาเกอะญอ ทุกคนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ เก็บหาของป่าได้ เพราะเป็นพื้นที่ป่าชุมชนที่เราดูแลมาหลายชั่วอายุคน คือเราเก็บกินนิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่เก็บไปขาย ถ้ามาผนวกเป็นเขตห้ามล่าฯ มันจะกระทบไปหมด คือไปหาเห็ดไม่ได้ ไปหาหน่อไม่ได้ ไปหาของป่าไม่ได้ แล้วเราจะเอาอะไรกิน” นายน้อยกล่าว

นอกจากนั้น น้อยยังเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวขาดการมีส่วนร่วมมาตั้งแต่ต้น ควรเปิดโอกาสให้ชุมชนได้แลกเปลี่ยนแนวทางการจัดการทรัพยากรของชุมชนอย่างแท้จริง โดยต้องใช้มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงเข้าประกอบด้วย

“พะตี่คิดว่าต้องหันหน้าเข้าคุยกัน ให้เราได้แลกเปลี่ยนมากกว่านี้ เพราะบ้านเราไม่เอามติ ครม. 30 มิถุนายน 2541 เราต้องการมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 ที่คุ้มครองพวกเราอยู่แล้ว ป่าที่เราดูแลเราทำได้ดีอยู่แล้ว จะมาประกาศเป็นเขตห้ามล่าเพิ่มทำไม ถ้าต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าก็ไปปลูกป่าในที่ที่ไม่มีป่าดีกว่าไหม” ชาวปกาเกอะญอบ้านแม่ปูนน้อยย้ำ

ทั้งนี้ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ชุมชนปกาเกอะญอหลายพื้นที่ รวมทั้งบ้านแม่ปูนน้อย ต้องปิดชุมชนปรับตัวป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว จึงต้องพึ่งพาฐานทรัพยากรของชุมชนมากขึ้น ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง ท่าทีและข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา ดังนี้

แถลงการณ์ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เรื่อง ท่าทีและข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน

            นับจากรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด โดยใช้มาตรการเพิ่มระยะห่างทางสังคม ด้วยการให้ประชาชน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”พร้อมมีมาตรการเยียวยาผู้ได้ผลกระทบจากกรณีดังกล่าว ดังเป็นที่รับทราบแล้วนั้น ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) แม้จะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว แต่เราก็ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลมาโดยตลอด และได้ประสานงานกับผ่านกลไกคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของ ขปส. ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธาน เพื่อแก้ไขปัญหาที่มีความเร่งด่วน ตามหลักการให้หน่วยงานปฏิบัติตามมติที่ประชุมของคณะกรรมการที่มีอยู่ และให้ยุติการดำเนินการใด ๆ ที่กระทบกับชุมชน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายที่อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้อง เป็นต้น หากแต่การประสานงานเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนระหว่าง ขปส.กับรัฐบาลในสถานการณ์ที่ผ่านมา กลับหยุดชงักลง และได้เกิดผลกระทบกับชุมชนต่าง ๆ ทั้งด้านนโยบาย ภัยแล้งและโรคโควิด ขปส. ได้ประชุมร่วมกันและมีท่าทีและข้อเรียกร้อง ดังนี้

  1. ในระหว่างที่เรา “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ตามมาตรการของรัฐบาลและรอการประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหากับกลไกคณะกรรมการชุดต่าง ๆ กลับปรากฏว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้มีประกาศลงวันที่ 13 เมษายน 2663 เรื่อง ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลำดับรองประกอบพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จำนวน 7 ฉบับ โดยให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลำดับรอง ผ่านเว็บไซต์ของกรมอุทยานฯ ระหว่างวันที่ 8-25 เมษายน 2563 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวานนั้น เราเห็นว่า ประกาศดังกล่าวฯ กรมอุทยานฯ ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการในสถานการณ์ปัจจุบัน ประการสำคัญประกาศดังกล่าวกำลังจะสร้างความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าขึ้นมาอีกครั้ง เราจึงขอเรียกร้องให้กรมอุทยานฯ ยุติการดำเนินการตามคำประกาศดังกล่าวโดยทันที เพราะตอนนี้ ประชาชนกำลัง “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” จึงไม่มีส่วนร่วม และไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการดังกล่าวได้ อีกทั้งจากศึกษาข้อมูลเบื้องต้น พบว่าร่างกฎหมายลำดับรองประกอบ พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับนี้มีเนื้อหาละเมิดสิทธิชุมชน มากกว่าที่จะอำนวยให้ชุมชนที่อยู่ในเขตป่ามีอำนาจในการจัดการทรัพยากรได้อย่างแท้จริง
  2. กรณีวิกฤติหมอกควันและไฟป่าที่เกิดในพื้นที่ภาคเหนือ อันเกิดจากสาเหตุปัญหาในหลายประการ ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะกลไกอำนาจรัฐรวมศูนย์ ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐไม่สามารถดูแลพื้นที่ป่าในวงกว้างได้อย่างทั่วถึง ขาดความรู้และไม่แสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาสังคม ดังปรากฏ ไฟป่าเกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ป่าสงวน พื้นที่ของทหาร หน่วยราชการต่าง ๆ เป็นส่วนมาก ขณะที่หลายพื้นที่ในชุมชน ชาวบ้านได้มีการจัดการไฟอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม ทั้งการทำแนวกันไฟ การจัดเวรยามเฝ้าระวัง การเผาชนทำลายเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันไฟลุกลามเข้ามาในพื้นที่ป่าชุมชนหรือป่าจิตวิญญาณของชาวบ้าน ชาวบ้านมีนวัตกรรมและเครื่องมือในการจัดการไฟที่สอดคล้องกับพื้นที่ สามารถรับมือกับสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าได้ แม้จะขาดความร่วมมือ หรือการสนับสนุนจากภาครัฐเท่าที่ควร แต่ก็มีภาคประชาสังคม กลุ่มกิจการเพื่อสังคม ที่เข้ามาสนับสนุนชุมชน ทั้งบริจาคหน้ากากป้องกันไฟ เครื่องเป่าลม กองทุน และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนชุมชนสู้ไฟป่า ซึ่งหน่วยงานรัฐควรสร้างความร่วมมือในการทำงานกับชุมชนตามกรอบการเจรจาที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการต่อสู้กับหมอกควันและไฟป่า อาสาสมัครชาวบ้านในหลายชุมชนได้ลุกขึ้นมาจัดการไฟป่า จนได้รับความบาดเจ็บจำนวนมาก และเสียชีวิตจำนวน 7 ราย นำมาซึ่งความสูญเสียผู้นำในครอบครัว ชุมชน และสังคม ทั้งนี้ เราขอขอบคุณผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่งที่มาเคารพศพ ไว้อาลัยและมอบทุนเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว
  3. ในสถานการณ์โควิดการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กับ ขปส. ได้ชะงักลงเกือบสิ้นเชิง ขณะที่มาตรการห้ามเผาของรัฐเพื่อป้องกันปัญหาหมอกควันไฟป่าของหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม – 30 เมษายน 2563 กำลังจะเป็นอุปสรรคต่อการทำไร่หมุนเวียน ตามวิถีวัฒนธรรมของหลายชุมชนที่ทำต้องไร่หมุนเวียนตามวิถีวัฒนธรรมที่ได้รับการคุ้มครองและฟื้นฟูตามมติคณะรัฐมนตรี 3  สิงหาคม 2553 ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ซึ่งระบุว่ารัฐต้อง “ศึกษาและยอมรับระบบไร่หมุนเวียน” เราขอเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องข้องในระดับพื้นที่และนโยบาย ได้มีการพิจารณาแผนการจัดการเชื้อเพลิงของแต่ละชุมชนในแปลงไร่หมุนเวียนตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยให้แต่ละชุมชน ได้เสนอการจัดแผนการเผาเชื้อเพลิงในแปลงเกษตรหรือไร่หมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพ เช่น แผนการเผาแบบรายแปลงเพื่อง่ายต่อการควบคุมเชื้อเพลิง ป้องกันไม่ให้มีการลุกลาม ลดการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงและเกิดหมอกควัน ทั้งนี้ ให้คำนึงฝนฟ้าอากาศตามฤดูกาล แต่หากฝนตกลงมาเร็วขึ้น แผนการเผาเชื้อเพลิงก็ขอให้ปรับตามความจำเป็นได้ เพื่อให้ฤดูกาลผลิตไปอย่างสอดคลองกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน ตามเงื่อนไขความจำเป็นในการเผาที่ต้องแจ้งให้ฝ่ายปกครองทราบตามประกาศของแต่ละจังหวัด
  4. เราขอเรียกร้องให้รัฐ ยุติการยึดคืนที่ดินที่ทำกินของชาวบ้านและการดำเนินคดี เช่น กรณีป่าดงหมูแปลง 2 ต.คำป่าหลาย อ.เมือง จ.มุกดาหาร และบ้านไร่บน หมู่ 6 ต.ช้างแรก อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น
  5. กรณีภัยแล้งที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ณ ขณะนี้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลหามาตรการช่วยเหลือทั้งคนจนเมืองและชนบทให้มีอาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดี และสอดคล้องกับสถานการณ์ภัยแล้งและการป้องกันโรคโควิดด้วย โดยเฉพาะการสนับสนุนโครงการที่ประชาชนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก ดังกรณีโครงการ “ข้าวแลกปลา” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการขาดแคลนข้าวของชุมชนชาวเลราไวย์ อันเกิดจากผลกระทบในสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไป แม้ชาวเลจะหาปลาทะเลได้จำนวนมาก แต่ขายไม่ได้ ขณะที่ชุมชนชาวกะเหรี่ยงในภาคเหนือมีข้าวจากแปลงไร่หมุนเวียน แต่ขาดปลาทะเลซึ่งเป็นอาหารหายาก ชาวเลและกะเหรี่ยงมีความผูกพันทำงานหนุนเสริมกันและกัน จึงมีโครงการ “ข้าวแลกปลา” ขึ้น โดยความร่วมมือของเครือข่ายภาคประชาสังคมหลายองค์กร เราเห็นว่า รัฐควรสนับสนุนโครงการเช่นนี้ ทั้งการจัดส่งข้าวปลา และการช่วยเหลือให้เป็นแผนงานในระยะยาว

            ประการสุดท้าย หลักการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด เช่น เราไม่ทิ้งกัน 5,000 บาท, การลดค่าน้ำ ค่าไฟและอื่น ๆ เราเห็นว่า มาตรการดังกล่าว ประชาชนโดยเฉพาะคนจนไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำในการเยียวยา ในทางกลับกันหลายโครงการของรัฐที่ส่งเสริมให้ชุมชนบริหารจัดการ เช่น กรณี “บ้านมั่นคง” ที่คณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ได้อนุมัติแล้ว แต่ถูกเจ้ากระทรวงกลับดึงงบประมาณไปบริหารเอง  เราเห็นว่า หลักการช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลควรนำเอา“หลักสวัสดิการถ้วนหน้า” มาดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ถ้วนหน้า เน้นการสนับสนุนให้ชุมชนมีความเข็มแข็ง พึ่งตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้การจัดการทรัพยากรที่เป็นธรรม อันจะทำให้ชุมชน มีหลังพิงในความมั่นคงทางอาหาร มีคุณภาพชีวิตที่ดี ตามวิถีวัฒนธรรมที่งดงาม สร้างสังคมที่สันติสุขสืบไป

ด้วยจิตสมานฉันท์และเชื่อมั่นในพลังประชาชน

แถลงโดยขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) / แถลงเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2563


โดย พชร คำชำนาญ / มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *