“จุดผ่อนปรน” ยังไม่ผ่อนปรน! ชาวบ้านกำลังเผชิญวิกฤตใหม่จาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นับตั้งแต่ที่ นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเม่ฮ่องสอน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ออกคำสั่ง และประกาศของศูนย์สั่งการชายแดน ให้มีการปิดช่องทางจุดผ่อนปรนเพื่อการค้า ระหว่างไทยกับเมียนมา ทั้ง 5 ช่องทาง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้แก่

  1. ช่องทางจุดผ่อนปรนเพื่อการค้าบ้านห้วยผึ้ง หมู่ 3 ต.ห้วยผา อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน
  2. จุดผ่อนปรนเพื่อการค้าช่องทางบ้านน้ำเพียงดิน หมู่ที่ 3 ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน
  3. จุดผ่อนปรนเพื่อการค้าช่องทางบ้านห้วยต้นนุ่น หมู่ที่ 4 ตำบลแม่เงา อำเภอขุนยวม
  4. จุดผ่อนปรนเพื่อการค้าช่องทางบ้านเสาหิน หมู่ที่ 1 ตำบลเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง และ
  5. จุดผ่อนปรนเพื่อการค้าช่องทางบ้านแม่สามแลบ หมู่ที่ 1 ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย

ซึ่งในคำสั่งนั้นได้อ้างถึงการปิดการเข้าออกจุดผ่อนปรนตามชายแดน และมีคำสั่งให้ถือปฏิบัติทั่วกันจนมาถึงตอนนี้ ยังไม่มีวี่แววให้มีการผ่อนปรนในการสัญจรแต่อย่างใดแม้แต่การสัญจรในเขตแดนประเทศตนเอง

แล้วที่ผ่านมาชาวบ้านประชุมหารือกับหลายฝ่ายในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากปิดเดินเรือ ทั้งในเรื่องมาตรการในการป้องกันโควิด-19 และปัญหาผลกระทบเรื่องคำสั่ง ตาม พรก.ฉุกเฉิน หลายครั้ง และชาวบ้านได้นำเรียนต่อหน่วยงานอย่างไม่เป็นทางการในพื้นที่ แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

ถึงแม้หลายส่วนงานก็ช่วยกันหาแนวทาง โดยเฉพาะเรื่องที่ชาวบ้านขอให้มีการผ่อนปรนเรื่องการเดินเรือ เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วน และปัญหาที่ต้องการทางผ่อนปรน เนื่องจากพื้นที่ชุมชนริมฝั่งน้ำสาละวินนั้น ต้องอาศัยเรือเป็นหลักประจำวันอยู่แล้ว ทั้งเรื่องการนำส่งคนไข้ฉุกเฉิน การสัญจรทั่วไป การติดต่อทางราชการ การขนส่งสินค้า และเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นในการดำรงชีพประจำวันของชาวบ้านในริมฝั่ง ทั้งสองฝั่งอยู่แล้ว และหลายพื้นที่ หลายหมู่บ้านไม่มีทางรถ

ดังนั้นเขาจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เรือเป็นหลัก รวมถึงหลายหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล ช่วงฤดูฝน ถนนทางบก ทางรถไม่สามารถใช้รถสัญจรได้ ชาวบ้านจึงจำเป็นที่ต้องใช้เรือซึ่งเป็นปกติ และยังรวมไปถึงชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมง คนขับเรือ คนรับจ้างขนของ และอาชีพค้าขายทั่วไป ซึ่งคนเหล่านี้เขามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยเรือในการทำมาหากิน ในการดำรงชีพได้

จนทุกวันนี้ในเมื่อมีการห้ามเดินเรือ หยุดวิ่งเด็ดขาดโดยไม่มีการผ่อนปรน ไม่คำนึงถึงผลกระทบในวงกว้างแบบนี้ และอ้างคำประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ซึ่งนานมากแล้ว

หลายพื้นที่เริ่มขาดแคลนเสบียงอาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภค รวมถึงการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีความจำเป็นที่ต้องนำส่งรักษาต่อ ทั้งตามหมอนัด และคนไข้ทั่วไปที่อาจต้องได้รับการรักษา

แต่ในเมื่อการห้ามเรือวิ่ง เขาจึงไม่สามารถที่จะเดินทางได้ และชาวบ้านบางส่วนเขามีอาชีพเดียว ที่ต้องดำรงชีพและเลี้ยงดูแลครอบครัว เช่น ขับเรือรับส่งของ หรือส่งผู้โดยสาร รับจ้างขนของลงเรือ และการรับจ้างขนส่งเครื่องอุปโภคบริโภค ตามหมู่บ้าน ตามริมฝั่งตลอดทั้งสองฝั่ง พอเขาห้ามเดินเรือ พวกเขาเหล่านี้ก็ตกงาน ขาดอาชีพ ขาดรายได้ในการที่จะจุนเจือครอบครัว และไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาของรัฐแต่อย่างใด หลายคนเกิดความเครียด บางคนส่งผลถึงปัญหาครอบครัว บานปลายสู่เรื่องอื่น ๆ

ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ รัฐหรือผู้มีอำนาจควรจะให้มีการผ่อนปรนให้เดินเรือได้ตามปกติ ตามช่องทางปกติคือท่าเรือแม่สามแลบ แต่มีมาตรการร่วมกันในการคัดกรอง และกำหนดมาตรการอื่น ๆ ร่วมกันในการป้องกัน ตามนโยบาย และแนวทางที่รัฐดำเนินกัน โดยมีการบูรณาการหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกัน คือ ควรจะแยกระหว่างความจำเป็น และผลกระทบต่อการดำรงชีพปกติของประชาชน กับการป้องกันหรือมาตรการในการป้องกันโควิดให้ชัด และสร้างความเข้าใจตระหนักร่วมกัน

ซึ่งถ้าเราไปเหมารวมโดยไม่ได้มองบริบทของพื้นที่ มาตรการต่าง ๆ ในการขอความร่วมมือจากประชาชนนั้นอาจล้มเหลว และบานปลายสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา เพราะจริง ๆ เราได้เห็นแล้วว่า ตั้งแต่มีเกิดสถานการณ์การระบาดตลอดระยะเวลาที่มานั้น ในพื้นที่ชายแดนแถบนี้ก็ไม่มีการปรากฎ หรือพบผู้ติดเชื้อไวรัส หรือการแพร่ระบาดแต่อย่างใด เพราะทั้งฝั่งเขตไทย และฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตรงข้ามเรานั้นเป็นรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งเพื่อนบ้านเขาก็มีมาตรการคัดกรองอย่างเข้มงวดเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องการเข้าออก แต่ฝั่งโน้นเขาไม่ห้ามเรือวิ่ง แต่ฝั่งไทยกลับห้ามเรือแม้กระทั่งการสัญจรในเขตราชอาจักรไทย โดยอ้าง พรก.ฉุกเฉินเพื่อป้องกันโควิด หรือว่าระดับปฏิบัติเข้าใจผิด หรือสับสนอะไรบางอย่างกับการบังคับใช้หรือเปล่า..?

ทางออกที่ดีก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาบานปลายจนนำสู่การแก้ไขไม่ได้ ก็ควรจะผ่อนปรน หรือผ่อนคลาย ให้มีการเดินเรือได้ตามปดติ ตามที่กลุ่มเรือ และประชาชนชาวบ้านเสนอไปครับ โดยมีมาตรการ ป้องกัน คัดกรอง ณ จุดลงเรือ หรือตรงท่าเรือ และวางมาตรการอื่นที่คิดว่ามีความจำเป็นร่วมกัน เช่น

  1. ทุกครั้งก่อนออกเรือ ต้องไปลงคัดกรอง ทั้งไปและกลับทุกครั้ง ทั้งคนขับเรือ และผู้โดยสารไปมาทุกคน
  2. ให้ใส่หน้ากากอนามัย ในการสัญจรทางเรือ และรักษาระยะห่างในการนั่งเรือ (หรือกำหนดจำนวนคนนั่งเรือแต่ละลำ ตามขนาดเรือ)
  3. ให้มีการลงทะเบียนทุกครั้ง ในการออกเรือ เพื่อเป็นประวัติข้อมูล ในการติดตามได้
  4. อาจกำหนดระยะเวลา เช่น อาทิตย์ละ 3-4 วันแล้วแต่ความเหมาะสมหรือทุกวันตามปกติ แต่ไม่จำเป็นต้องจำกัดเรือว่าให้ไปกี่ลำๆ ให้ไปปกติ แต่ต้องลงข้อมูล และผ่านการคัดกรองทุกครั้ง
  5. ในส่วนกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินนั้น ควรจะได้รับการนำส่งได้ 24 ชั่วโมง แต่ให้มีการแจ้งหน่วยงานทุกครั้ง เพื่อการอำนวยความสะดวกในการสัญจรนำส่งต่อ

ส่วนเรื่องอื่น ที่เห็นว่ามีความจำเป็น ก็ให้มีการพิจารณาเป็นรายกรณีๆ ไปครับ เพราะถ้าเราห้ามแบบนี้อาจนำไปสู่การลักลอก เข้า-ออก หรือแอบสัญจร โดยไม่ได้ผ่านการคัดกรอง ไม่ลงทะเบียนข้อมูล ก็จะยิ่งทำให้การควบคุมป้องตามมาตรการป้องกันนั้นจะยากยิ่งขึ้น และอาจกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงในอนาคตได้ หรือหากเกิดการระบาดก็จะยากในการป้องกันมากขึ้น ควรจะผ่อนคลายและผ่อนปรนโดยเร็วครับ หรือว่ามีใครฉวยโอกาสโดยอาศัย พรก.ฉุกเฉิน…???


โดย พงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ / ผู้ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *