ความเหลื่อมล้ำในทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก กับการจัดการน้ำเอื้ออุตสาหกรรมฝ่ายเดียว

“พวกเราบากหน้าไปขอกรมชลประทาน เขาก็บอกว่าไม่มีงบประมาณ ทั้ง ๆ ที่อ่างเก็บน้ำถูกสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการอุปโภคบริโภค และเกษตรกรรม” คำบอกเล่าของตัวแทนชาวบ้านวังอีแอ่น ที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่อ่างเก็บน้ำประแกต ต.พวา อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ที่สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการน้ำที่ไม่เป็นธรรมในภาคตะวันออก

หากย้อนไปเมื่อเดือน มกราคม ปี พ.ศ. 2561 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน พูดออกสื่อระหว่างที่โครงการอ่างเก็บน้ำประแกต ใน ต.พวา อ.แก่งหางแมว กำลังดำเนินการก่อสร้างว่า โครงการอ่างเก็บน้ำคลองประแกต มีความคืบหน้าแล้วกว่า 87% และสามารถเก็บกักน้ำได้แล้ว ซึ่งขณะนี้มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 27.7 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุเก็บกักน้ำทั้งหมด 60.26 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้มีแหล่งเก็บกักน้ำ และใช้ในฤดูแล้งที่มักมีปัญหาขาดแคลนน้ำอยู่เป็นประจำ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในฤดูน้ำหลาก และช่วยให้ราษฎรในพื้นที่กว่า 1,500 ครัวเรือนมีน้ำอุปโภคบริโภค รวมพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 46,000 ไร่

ผ่านมากว่า 2 ปี คำพูดของนายทองเปลว ยังคงตราตรึง และสร้างความเจ็บช้ำให้กับชาวบ้านในพื้นที่ เพราะนอกจากพวกเขาจะไม่ได้ใช้น้ำจากโครงการอ่างเก็บน้ำประแกตแล้ว โครงการดังกล่าวกลับมีวัตถุประสงค์ที่ซ่อนเร้นอีกประการหนึ่งก็คือ เพื่อจัดสรรนํ้ารองรับทุกกิจกรรมให้สมดุลกับการเจริญเติบโตในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก-EEC ใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก จ.ชลบุรี จ.ระยอง จ.ฉะเชิงเทรา ทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงการป้องกันนํ้าท่วมในพื้นที่สําคัญของ EEC

สอดคล้องกับคำโฆษณาอันสวยหรู ของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก-EEC สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อชักจูงนักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพผ่านกลไกการบริหารจัดการภายใต้การกำกับดูแลของคณกรรมการฯ ว่า

EEC มีน้ำดื่ม น้ำใช้ ไม่ขาดแคลน โดยมีแผนบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ พร้อมทุ่มงบ 50,000 ล้านบาท บริหารจัดการน้ำระยะยาว มั่นใจ EEC ไม่ขาดน้ำ แม้ฝนทิ้งช่วง

ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดย ดร.สมเกียรติ ประจําวงษ์  เลขาธิการฯ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ถือเป็นการยืนยันถึงแผนการบริหารจัดการน้ำดังกล่าว โดยมีแนวทางการบริหารจัดการนำทั้งในระยะสันและระยะยาว ซึ่งได้วิเคราะห์ความต้องการน้ำในกิจกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย น้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อภาคการผลิต ไม่ว่าภาคเกษตรกรรมหรือภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และผลักดันน้ำเค็ม

โดยมีกรอบเวลากําหนดไว้ 20 ปี โดยผลการวิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC ทุกกิจกรรมปี 2560 ซึ่งใช้เป็นปีฐานการวิเคราะห์ มีการใช้น้ำจํานวน 2,404.91 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี 2570 จะเพิ่มเป็น 2,777.68 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพิ่มขึ้นจากปีฐาน 372.77 ล้านลูกบาศก์เมตร และในปี 2580 จะเพิ่มเป็น 2,977.55 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพิ่มขึ้นอีก 199.87 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็นจํานวนที่มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นตลอด 20 ปี เป็น 572.64 ล้านลูกบาศก์เมตร

โดย สทนช.วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำและจัดหาน้ำด้วย 7 มาตรการ ดังนี้

  1. ปรับปรุงเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม
  2. พัฒนาอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ EEC และนอก EEC
  3. พัฒนาระบบผันน้ำเชื่อมโยงแหล่งน้ำ
  4. พัฒนาแหล่งน้ำสํารองภาคเอกชน
  5. พัฒนาน้ำบาดาลสําหรับภาคอุตสาหกรรมและเสริมในพื้นที่ขาดแคลน
  6. ใช้เทคโนโลยีใหม่ อาทิ การผลิตน้ำจืดจากน้ําทะเล และนําน้ำเสียที่ผ่านการบําบัดมาใช้ประโยชน์
  7. การจัดการด้าน Demand Side ได้แก่ การเสริมประสิทธิภาพการใช้น้ำ การลดน้ำสูญเสีย การปรับ ระบบการเพาะปลูกให้เหมาะสม มาตรการเหล่านี้ บางอย่างทําอยู่แล้ว บางอย่างกําลังวางแผนดําเนินการ โดยใช้ปี 2580 เป็น เป้าหมายสุดท้ายที่จะขับเคลื่อนไปให้ถึง

มาตรการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิมที่ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และที่กําลังดําเนินการคืออ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร เป็นต้น

แต่จากการวิเคราะห์สมดุลน้ำพบว่า ผันได้เฉลี่ย 56 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีเท่านั้น เช่นเดียวกับ ระบบผันน้ำในพื้นที่ EEC ในปัจจุบันที่มี

  • ระบบท่อผันน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิต ไปสู อ่างเก็บน้ำบางพระ ศักยภาพ 70 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
  • ระบบท่อผันน้ำแม่น้ำบางปะกง ไปสู่ อ่างเก็บน้ำบางพระ 50 ล้าน ลูกบาศก์เมตรต่อปี
  • ระบบท่อผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ ไปสู่ อ่างอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล 70 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
  • ระบบท่อผัน น้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ ไปสู่ อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ 80 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
  • ระบบท่อผันน้ำอ่างเก็บน้ำดอกกราย ไปสู่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
  • ระบบท่อผันน้ำอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ไปสู่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล 20 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

รวมแล้วการผันน้ำทั้งระบบเท่ากับ 330 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่จากการวิเคราะห์สมดุลน้ำพบว่า สามารถผันได้จริงเฉลี่ย 254 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีเท่านั้น  ซึ่งยังมีอีกหลายโครงการที่เป็นโครงการผันน้ำจากนอกพื้นที่ โดยกรมชลประทานได้วางโครงการผันน้ำภายในปี 2570 อาทิ ระบบท่อผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ ไปสู่ อ่างเก็บน้ำหนองค้อ ไปสู่ อ่างเก็บน้ำบางพระ 80 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็นต้น

ส่วนการเพิ่มอ่างเก็บน้ำนอกพื้นที่ EEC กระทำได้ค่อนข้างจํากัด ดังนั้น จึงมุ่งไปที่การพัฒนาแหล่งน้ำ นอกพื้นที่ EEC โดยเฉพาะลุ่มน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี ซึ่งมีการดําเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง ได้แก่   

  1. อ่างเก็บน้ำคลองประแกต ความจุ 60.26 ล้านลูกบาศก์เมตร
  2. อ่างเก็บน้ำคลองพวาใหญ่ ความจุ 68.10 ล้านลูกบาศก์ เมตร
  3. อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว 80 ล้านลูกบาศก์เมตร
  4. อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร

รวมความจุทั้งหมด 308 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำส่วนเกินจากลุ่มน้ำวังโตนดในฤดูฝน เดิมคาดว่าผันมาเก็บกักที่อ่างเก็บน้ำประแสร์ได้ 60-70 ล้าน ลูกบาศก์เมตรต่อปี  เพื่อผันต่อไปพื้นที่ EEC โดยระบบท่อ

“ข้อที่สําคัญ ทุกตัวเลขต้องชัดเจนแม่นยําขึ้น การประมาณการกับการวิเคราะห์สมดุลน้ำ จึงเห็นความแตกต่างของตัวเลขอย่างมีนัยสําคัญ ทั้งการผันมาจากลุ่มน้ำวังโตนดในอนาคตก็ดี หรือการผันน้ำในพื้นที่ EEC ปัจจุบันก็ดี ทําให้เราต้องหาทางวางแผนเพิ่มปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำอื่น หรือพยายามปรับประสิทธิภาพการใช้น้ำมากขึ้น” ดร.สมเกียรติกล่าว

ชาวบ้าน 3 อำเภอ รวมตัวเรียกร้องขอให้ Eathwater หยุดสูบน้ำส่งอุตสาหกรรม

ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังของชุมชนหนองม่วง ต.ชุมแสง อ.วังจันทร์ จ.ระยอง พื้นที่น้ำท่วมขังของอ่างเก็บน้ำประแสร์ ที่เมื่อ 17 ปีก่อน ชาวบ้านกว่า 140 หลังคาเรือนได้เสียสละพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับโครงการอ่างเก็บน้ำ ด้วยหวังว่าพวกเขาจะมีความมั่นคงยั่งยืนในการดำรงชีวิตด้วยวิถีทางเกษตรกรรม ที่มีน้ำกินน้ำใช้อย่างเหลือเฟือเมื่ออ่างเก็บน้ำดำเนินการแล้วเสร็จ

“เราเคยแล้งติดต่อกันมา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2560 แต่มันก็ไม่เคยเป็นถึงขนาดนี้ ดูเถิดน้ำในอ่างประแสร์ตอนนี้เหลือไม่ถึง 10% ทั้งที่การรักษาความสมดุลของอ่างเก็บน้ำมันต้องมีน้ำเหลือหล่อเลี้ยงอย่างน้อย 20% หรือประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร นี่ผมก็ยังกังวลอยู่ว่า หากน้ำเต็มอ่างวันใดวันหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ปีนี้ สันเขื่อนอ่างอาจพังลงมาก็ได้ เพราะมันขาดความชุ่มชื้น” นายธงไชย โรจนวณิชยากร ผู้ใหญ่บ้านบ้านแก่งหวาย ต.ชุมแสง อ.วังจันทร์ จ.ระยอง แสงดงความกังวล ภายหลังที่เห็นระดับน้ำของอ่างเก็บน้ำประแสร์แห้งขอดจนปรากฏถนนและบ้านเรือนที่เคยจมอยู่ใต้น้ำโผล่พ้น

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ปริมาณน้ำที่เหลือน้อยมากในอ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งเป็นอ่างหลักที่จะทำการจ่ายน้ำไปยังอ่างอื่น ๆ ได้ก่อให้เกิดความกังวลต่อความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภค-บริโภคของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวสวนผลไม้ 3 อำเภอรอบอ่างประแสร์ ได้แก่ อ.วังจันทร์ อ.แกลง และ อ.เขาชะเมา ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการอ่างเก็บน้ำประแสร์ เพื่อสั่งให้ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์วอเตอร์ (EASTW) หยุดส่งน้ำให้ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงหยุดจ่ายน้ำให้จังหวัดชลบุรี เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างประแสร์เหลือน้อยมาก เกรงว่าจะไม่มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตร ก่อนที่ฝนจะตก และยังขอส่งตัวแทนข้าร่วมตรวจสอบการสูบน้ำของกรมชลประทานด้วย

กรณีดังกล่าว นายธงไชย ผู้ใหญ่บ้านบ้านแก่งหวาย กล่าวว่า “ตรงนี้ ถ้าถามว่าชาวบ้านออกมาเรียกร้องได้อย่างไร ประเด็นสำคัญคัญก็คือว่า ชาวบ้านช่วยคุณแล้ว แล้วคุณจะช่วยชาวบ้านอย่างไร ซึ่งก็เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของเขา คือ เขาเดือนร้อน แล้วไม่มีใครช่วยเขาได้ เขาก็ต้องออกมาปกป้องสิทธิ์ของเขา หลายครั้งแล้ว เขาทนกันมานาน เขาจึงต้องออกมาเรียกร้องสิทธิ์ของเขาว่าเขาควรจะได้อะไรบ้างจากการเสียสละครั้งนี้ ซึ่งก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากไปกว่าการแบ่งปันน้ำให้เท่าเทียม” นายธงไชยกล่าว

โครงการอ่างเก็บน้ำประแสร์ ตั้งอยู่ในเขตบริเวณบ้านแก่งหวาย ท้องที่หมู่ที่ 6 ตำบลชุมแสง  อำเภอวังจันทร์  จังหวัดระยอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำบริเวณลุ่มน้ำประแสร์ให้มีน้ำเพียงพอสำหรับส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ รวมทั้งป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็ม และเป็นแหล่งน้ำดิบสำรองสำหรับนิคมอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้าน ตะวันออก โครงการนี้สามารถเก็บกักน้ำได้ 248 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งโครงการจะก่อเกิดประโยชน์ 8 ด้านดังนี้

  1. เป็นแหล่งน้ำสำหรับกักเก็บน้ำและส่งน้ำให้แก่พื้นที่ชลประทานที่จะเกิดขึ้น ใหม่ ในเขตอำเภอวังจันทร์ กิ่งอำเภอเขาชะเมาและอำเภอแกลง จังหวัดระยอง
  2. ส่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาในเขตเทศบาลตำบลทางเกวียน เทศบาลทุ่งควายกิน เทศบาลสุนทรภู่ และเทศบาลปากน้ำประแสร์ เป็นปริมาณ 21,000 ลบ.ม. ต่อวัน
  3. ส่งน้ำให้พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะการเลี้ยงกุ้งบริเวณปากน้ำประแสร์ ได้ประมาณ 7,200 ไร่ คิดเป็น 114,000 ลบ.ม. ต่อวัน
  4. ช่วยป้องกันและลดความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
  5. ผลักดันน้ำเค็มที่หนุนเข้ามาในแม่น้ำประแสร์ในช่วงฤดูแล้ง
  6. อ่างเก็บน้ำที่เกิดขึ้นจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา และเป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่
  7. เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ
  8. ทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดระยองขยายตัวมากขึ้น

“ความจริงชาวบ้านเราก็เป็นเจ้าของพื้นที่อ่างฯ ด้วย คือตามข้อตกลงสมัยก่อนที่มาพูดคุยกับชาวบ้าน มาขอเวรคืนพื้นที่ ก็บอกว่าสร้างอ่างฯ เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค และการเกษตร ตามข้อตกลง ตามวัตถุประสงค์ของอ่างลูกนี้ แต่พอไป ๆ มา ๆ มันพลิกไปตอนไหน วัตถุประสงค์มันเปลี่ยนไปได้อย่างไร ที่เอาน้ำไปให้แต่อุตสาหกรรม หมู่บ้านผมเคยขอระบบส่งน้ำในภาคการเกษตรจากกรมชลประทาน ใช้เวลานานมาก สุดท้ายเขาก็ให้มาล้านกว่าบาท ทำท่อได้ 1 กิโลกว่า ๆ ก็จบเลย ไม่มีต่อ ถามว่า นี่หรือคือคำมั่นสัญญาที่ให้กับชาวบ้านเมื่อครั้งจะมาขอสร้างอ่างฯ” นายธงไชย กล่าวทิ้งท้าย

น้ำจากลุ่มน้ำโตนดส่งให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ แต่ก็ไม่มีวันเพียงพอ ซ้ำยังสร้างผลกระทบต่อคนในพื้นที่

ถึงแม้จะมีแผนเพิ่มอ่างเก็บน้ำนอกพื้นที่ EEC โดยการมุ่งไปที่การพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ําวังโตนด จ.จันทบุรี ซึ่งดําเนินการทะยอยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง ได้แก่  อ่างฯ คลองประแกต ความจุ 60.26 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อปี 2561, อ่างฯ คลองพวาใหญ่ ความจุ 68.10 ล้านลูกบาศก์เมตร,  อ่างฯ คลองหางแมว 80 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างฯ คลองวังโตนด 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมความจุ 308 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการรองรับการขยายตัวของอตุสาหกรรม ใน EEC

เนื่องจากปัจจุบันจังหวัดระยองมีความต้องการใช้น้ำต่อวันประมาณเกือบ 1 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น 13 หน่วยงานรัฐ และยังมีภาคเอกชนดึงน้ำไปใช้ด้วย ได้แก่ 1) ศูนย์พัฒนาปลวกแดง 6,794 ลบ.ม. 2) บริษัทไทยแทฟฟิตา 3,000 ลบ.ม. 3) บริษัท IRPC 68,500 ลบ.ม. 4) สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด 8,000 ลบ.ม. 5) การประปาแม่น้ำคู้ 100 ลบ.ม. 6) การประปาสาขาระยอง 60,000 ลบ.ม. 7) การประปาสาขาบ้านฉาง 30,000 ลบ.ม. 8) ประปาบ้านฉาง 10,000 ลบ.ม. 9) ประปาพัทยา 40,000 ลบ.ม. 10) รักษาระบบนิเวศ 24,657 ลบ.ม. 11) บริษัทอีสท์วอเตอร์ 580,000 ลบ.ม. 12) การเกษตรฝายบ้านค่าย 59,000 ล. และน้ำยังสูญเสียไปจากการระเหยอีกประมาณ 87,000 ลบ.ม. ซึ่งเป็นข้อมูลบางส่วนจากความต้องการใช้น้ำในพื้นที่จังหวัดระยองเท่านั้น ยังไม่นับรวมจังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งจะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในระยะเวลา 10-20 ปี กว่า 300-500 ลบ.ม. ต่อปี นับจากปัจจุบันนี้เป็นต้นไป

จากข้อมูลงานศึกษาวิจัย “การป้องกันและจัดการความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรน้ำ: กรณีศึกษาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง” ภายใต้ชุดโครงการ “การบริหารโครงการวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะสมดุลน้ำและมาตรการลดการใช้น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)” สนับสนุนงบวิจัยโดย “สกสว.” โดย ดร.สมนึก จงมีวศิน และคณะ ที่ได้ศึกษาข้อมูลจริงจากพื้นที่และสรุปผลการศึกษาเป็นที่น่าสนใจ

ในปี พ.ศ. 2560 พบว่าในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2570) เฉพาะพื้นที่ EEC ที่เกิดใหม่ จะมีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นอย่างน้อยอีก 500 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี ซึ่งแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในขณะนี้ มีแนวทางในการจัดหาน้ำเพิ่มเติมเพื่อรองรับ EEC จาก 2 แหล่งคือ

  1. การผันน้ำจากลุ่มน้ำใกล้เคียง (ลุ่มน้ำบางปะกง, ลุ่มน้ำวังโตนด, ลุ่มน้ำจันทบุรี และลุ่มน้ำตราด
  2. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการรีไซเคิลน้ำ (ภายหลังมีการนำแหล่งน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำอนาคตของทุกคน มาสมทบเข้าไปอีกเฉลี่ยปีละ 79 ล้าน ลบ.ม.)

เพื่อทำให้ Supply ของน้ำต้นทุนใน EEC มีรวมกันถึง 2,419 ล้าน ลบ.ม. ในปี พ.ศ.2560 และเพิ่ม Supply จากการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ การสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ การเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำเก่าเดิม การเสาะหาน้ำใต้ดินมาเพิ่ม การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การใช้หลัก3Rs และการแปลงน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด จนได้ปริมาณน้ำต้นทุนรวมกันที่ 3,089 ล้าน ลบ.ม. ในปี พ.ศ.2580 ซึ่งเป็นการเพิ่ม Supply น้ำแบบ Day Dreaming ถึง 53.5% ภายใน 20 ปี เพื่อให้เป็นไปตาม “แผนผังการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” โดย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ กรมโยธาธิการและผังเมือง ในมิติของ “แผนผังการบริหารจัดการน้ำ” ที่เคาะกันเอง ระหว่างรัฐบาล สกพอ. และหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน ที่พยายามบอกว่า การลงทุนใน EEC นั้นมีทรัพยากรน้ำต้นทุนอย่างเหลือเฟือเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะนักลงทุนจากต่างชาติ สอดคล้องกับ พรบ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 โดยไม่คำนึงว่า เป็นการไปแย่งน้ำต้นทุนมาจากพื้นที่นอก EEC ไม่ได้มีการประเมิน SEA ของทรัพยากรน้ำต้นทุนในภาพรวมของพื้นที่ EEC และพื้นที่นอก EEC ที่โครงการ EEC ไปดึงน้ำมา และไม่ได้มีการประเมิน Externalities ของพื้นที่ผลกระทบจากน้ำแล้งนอกพื้นที่ EEC แต่อย่างใด

การพัฒนาอ่างเก็บน้ำในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมว และลุ่มน้ำคลองวังตะโหนด / ลุ่มน้ำจันทบุรี

อำเภอแก่งหางแมว ซึ่งตั้งอยู่บนลุ่มน้ำคลองวังตะโหนดและลุ่มน้ำจันทบุรี เป็นลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก จากการตรวจสอบข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่มีการเปิดเผยในขณะนี้ พบว่า จะมีโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำรวมทั้งสิ้น 7 โครงการ ซึ่งขณะนี้ก่อสร้างเสร็จแล้ว 1 โครงการคืออ่างเก็บน้ำคลองประแกต (ความจุอ่าง 60.26 ล้าน ลบ.ม.) กำลังก่อสร้าง 2 โครงการ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองพวาใหญ่ (ความจุอ่าง 68.10 ล้าน ลบ.ม.) และอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว (ความจุอ่าง 80.70 ล้าน ลบ.ม.) อยู่ในระหว่างการพิจารณารายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental and Health Impact Assessment, EHIA) 1 โครงการ คือ อ่างเก็บน้ำคลองวังตะโหนด (ความจุอ่าง 99.5 ล้าน ลบ.ม.) นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) อีก 3 โครงการ คือ อ่างเก็บน้ำคลองตาหลิวและอ่างเก็บน้ำคลองตารอง (ลุ่มน้ำจันทบุรี ความจุอ่าง 52 ล้าน ลบ.ม.และ 44 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับ) และอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ (ลุ่มน้ำประแสร์ บริเวณรอยต่อ จังหวัดระยอง-อำเภอแก่งหางแมว ความจุอ่าง 40 ล้าน ลบ.ม.) ซี่งอ่างเก็บน้ำในพี้นที่ลุ่มน้ำวังโตนดทั้ง 4 แห่งนี้ (อ่างเก็บน้ำคลองประแกต อ่างเก็บน้ำคลองพวาใหญ่ อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว และอ่างเก็บน้ำคลองวังตะโหนด) เกิดจากความพยายามผลักดันของประชาชนในพื้นที่ซึ่งมีการรวมกลุ่มกันเป็นคณะทำงานลุ่มน้ำวังโตนดเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ที่เริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี โดยประชาชนต้องการใช้น้ำในหลายวัตถุประสงค์ เช่น อุปโภคบริโภค การเกษตร และการผลักดันน้ำเค็มในช่วงปลายลุ่มน้ำวังโตนด ดังนั้นจึงมีการเสนอให้สร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำคลองพวาใหญ่ อ่างเก็บน้ำคลองวังตะโหนด และอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว อ่างเก็บน้ำทั้ง 4 แห่งนี้ ในวัตถุประสงค์ครั้งแรก ๆ มิได้มีเพื่อการผันน้ำไปช่วยในโครงการพัฒนา EEC แต่อย่างใด

“มันเริ่มตั้งแต่ปี 2552 ตรงนี้เป็นโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อการเกษตรของโครงการพระราชดำริ การประชาพิจารณ์เริ่มขึ้น ราษฏรเขตนี้ก็เห็นด้วย เพราะคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำการเกษตร สวนยางและก็มันสำปะหลัง และสวนทุเรียนบ้างเล็กน้อยตามแนวคลองประแกต คนที่อยู่นอกห่างจากแนวคลองออกไปก็ไม่ได้ทำสวนทุเรียน พอเริ่มมีโครงการสร้างอ่างฯ เขาก็เลยโค่นต้นยาง หันมาปลูกผลไม้ เพราะมั่นใจแล้วว่าจะมีน้ำใช้กันแน่นอน ลำพังยางพาราอย่างเดียวมันอาจจะไม่ยั่งยืน เพราะราคามันผันผวน พอโค่นยางปลูกทุเรียนกันไปแล้ว กลับไม่ได้ใช้น้ำอีก เพราะชลประทานเขาไม่มีท่อส่งน้ำให้ กลุ่มชาวบ้านที่เริ่มทำสวนผลไม้เริ่มรวมตัวกัน ประสานไปขอชลประทานให้ดำเนินการเดินท่อให้ แต่เขาก็บอกว่าไม่มีงบประมาณที่จะวางแนวท่อให้” ตัวแทนชาวบ้านวังอีแอ่น ที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่อ่างเก็บน้ำประแกต ต.พวา อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี บอกเล่าถึงที่มาของโครงการอ่างเก็บน้ำประแกต

ในเวลาต่อมา บางช่วงที่เกิดความแห้งแล้ง แหล่งกักเก็บน้ำของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมว อำเภอนายายอาม และอำเภอท่าใหม่ โดยเฉพาะอำเภอแก่งหางแมวนั้น เหลือน้ำไม่พอใช้ ทำให้เกิดความต้องการในการนำน้ำที่กักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำคลองประแกตมาใช้ ส่งผลให้เกิดข้อเรียกร้องในการหาแนวทางบริหารจัดการน้ำที่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้น้ำ

ด้านนายทิวา แตงอ่อน เครือข่ายปกป้องผืนป่าตะวันออก ในฐานะผู้ช่วยนักวิจัยในพื้นที่ลุ่มน้ำโตนดและลุ่มน้ำจันทบุรี มีข้อสังเกตต่อการผันน้ำในอนาคตว่า “หาก EEC ขยายตัว และน้ำทุกลุ่มน้ำไม่ว่า ลุ่มน้ำโตนด ลุ่มน้ำจันทบุรี ลุ่มน้ำประแสร์ ลุ่มน้ำบางประกง ฯลฯ ไม่เพียงพอ แผนต่อไปของของพวกเขาก็คือจะต้องผันน้ำจากทางภาคเหนือเข้ามาใช้ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งตอนนี้ก็มีโครงการผันน้ำจากลุ่มน้ำยวมในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ใช้งบประมาณกว่า 8 หมื่นล้านเข้ามาในเขื่อนภูมิพลแล้ว เพราะ EEC เป็นพื้นที่พัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ใหญ่กว่าพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทั้งประเทศรวมกันเสียอีก ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไม่เพียงการช่วงชิงทรัพยากร แต่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็จะเพิ่มสูงตามมาอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม ระหว่างวันที่ 1-25 มีนาคม 2563 กรมชลประทานได้ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแกตไปเขต EEC จำนวน 10 ล้านลูกบาศก์เมตร จนเหลือน้ำไว้รักษาระบบนิเวศของอ่างเก็บน้ำเพียงเล็กน้อย โดยเป็นสัญญาที่กรมชลประทานทำไว้กับ EAST WATER โดยประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบมาก่อน ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่าง กรมชลประทาน กับ คณะกรรมการลุ่มน้ำวังโตนด ซึ่งมีกรรมการเพียงไม่กี่คน และไม่ได้เป็นการสะท้อนความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่อย่างแท้จริง การได้ประโยชน์ของชาวบ้านนั้น มีเพียงชาวบ้านที่อาศัยอยู่ข้างริมคลองประแกต ใน ต.พะวา และ ต.สามพี่น้อง บางส่วนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ คิดเป็นเพียง 10% จากชาวบ้านทั้งหมด ซึ่งสามารถทำการสูบน้ำในลำคลองฯ ไปรดสวนผลไม้ตนเองได้ ในระหว่างที่มีการปล่อยน้ำลงมาจากอ่างเก็บน้ำประแกต ขณะที่ชาวบ้านอีก 90 % ที่อยู่ห่างออกไป ไม่ได้รับประโยชน์จากการปล่อยน้ำในครั้งนี้ด้วย นอกจากนั้น เงิน 5 ล้านบาทที่ บมจ. EAST WATER สัญญาว่าจะให้เพื่อแลกกับการผันน้ำครั้งนี้ ยังไม่มีการระบุชัดเจนว่าจะเอาไปทำอะไร และตกอยู่ที่ใคร.


โดย ตาล วรรณกูล
ผู้ก่อตั้ง Region Calling

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *