การกลับมาของฝูง ‘ช้างป่า’ ในอ่างเก็บน้ำประแกด เมื่อน้ำแห้งขอด

หายไปราว 3 – 4 ปี ภายหลังอ่างเก็บน้ำคลองประแกดสร้างเสร็จและปล่อยน้ำเข้ามา และ หลังจากนั้นน้อยคนนักที่จะได้พบช้างป่ากว่า 40ตัว + ที่มารวมฝูงกันใหญ่ขนาดนี้อีกครั้ง

แต่เมื่อสองถึงสามวันก่อนพบว่าพวกมันกลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่นี่ ซึ่งครั้งนี้มีมากกว่า 80 ตัวเป็นครั้งแรกในบริเวณอ่างเก็บน้ำคลองประแกด และ สำหรับวันนี้ฝูงหนึ่งราว 20 ตัวจากเกาะ 4G เดินทางมาสมทบเพื่อนอีกกว่า 40 – 50 ตัวที่มารออยู่บริเวณป่าปาล์มเก่าที่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อการชลประทานที่ถูกน้ำท่วมไปก่อนหน้านี้

สาเหตุการมาของพวกมันหากใช้การคาดเดาหรือการตั้งสมมุติฐาน อย่างแรกคงจะเป็นเหตุผลในเรื่องของ “อาหาร” ภายหลังจากที่ร้อนและแล้งมากๆ ประกอบกับชลประทานเพิ่งขายน้ำให้กับ บริษัท East Water ไปกว่า 10 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุของอ่างเก็บน้ำที่ตอนนี้มีน้ำเหลืออยู่ราว 35 ล้านลูกบาศก์เมตร (ความจุเต็มที่ของอ่างเก็บน้ำคลองประแกดราว 60 ล้านลูกบาศก์เมตร) ทำให้ระดับน้ำลดลงต่ำ เปิดโอกาสให้หญ้า ซึ่งเป็นอาหารของลูกอ่อน ของฝูงช้างป่าขึ้นมากพอที่จะเป็นปัจจัยการล่อให้พวกมันตามฝูงที่แตกกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ มารวมกันอีกครั้ง

ภายหลังจากอ่างเก็บน้ำรองรับน้ำเต็มที่ราวปลายปี พ.ศ. 2559 – 2560 ช้างป่ากลุ่มใหญ่กว่า 100 ตัว หายออกไปจากพื้นที่อ่างเก็บน้ำคลองประแกด และ กระจายแบบกองโจร กลุ่มละ 10 แต่น้อยมากที่จะเจอ 20+ ในพื้นที่ ในฝั่งทิศใต้ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนอย่างพื้นที่ แก่งหางแมว นายายอาม ท่าใหม่ เขาคิชฌกูฎ มะขาม สอยดาว โป่งน้ำร้อน และเริ่มเชื่อมกับพื้นที่ใหม่นอกป่ารอยต่อห้าจังหวัด อย่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเครือคลองหวายในจังหวัดตราด กลางเป็นช้างป่ารอยต่อ 6 จังหวัดแบบเต็มตัว อันนี้ผมไม่นับพื้นที่ติดกันอย่างเขาชะเมา วังจันทร์ หนองใหญ่ บ่อทอง ในจังหวัดชลบุรีและระยอง ซึ่งพวกนั้นเป็นคนละฝูงแยกกันออกมาหากินอย่างชัดเจน

พฤติกรรมต่ำสิบสะท้อนให้เห็นการปรับตัวอย่างดีเยี่ยมของเพื่อนตัวใหญ่พวกนี้ภายหลังจากพื้นที่อาหารขนาดใหญ่ของมันอย่างอ่างเก็บน้ำคลองประแกดถูกน้ำท่วม จากนั้นขนาดของฝูงที่ทางกลุ่มอาสาเก็บข้อมูลมาทุกเดือนรายงานว่ามันลดขนาดและกระจายกันออกหากิน ห่างจากพื้นที่ทำกินเดิมจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกดที่พวกมันเคยยึดเป็นบ้าน

หากนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ที่พบช่างป่าเพียงสองสามตัวเป็นครั้งแรกที่บ้านบ่อมะเดื่อ ชายป่าติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน และเคลื่อนย้ายฝูงมาที่อ่างเก็บน้ำคลองประแกดอย่างเต็มตัวในปีพ.ศ.2552 และหลังจากนั้นก็เริ่มเป็น “มหากาพย์ คน-ช้าง-ป่า” กลายเป็น ข้อขัดแย้งใหญ่อย่างเต็มตัว

ผมสอบถามชาวบ้านโดยรอบที่อาศัยอยู่กันมากว่า 50 ปี หลายคนบุกเบิก หลายคนตามมาอยู่พร้อมกับบริษัทสัมปทานไม้แล้วตกหล่น หรือบางคนตามญาติพี่น้องจากต่างจังหวัดให้เข้ามาหาโอกาสในที่ดินทำกินและส่วนใหญ่จะมาจากทางภาคอีสาน ซึ่งปัญหาคนและช้าง เดิมไม่เคยมีมาก่อน อาจจะสอบประวัติศาสตร์พื้นที่อย่างบ้านบ่อไฟไหม้ ที่เคยพบพวกมันเข้ามามีเอี่ยวอยู่บ้างแต่นั่นก็มากกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งไม่เคยมีสักครั้งที่จะเจอะเจอ”ช้าง” หากคนนั้นไม่ดวงตกจริง

ก่อนจะมีปัญหารุนแรงอย่างในปี 2552 เรื่อยมาจนกระทั่งปล่อยน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำอย่างเต็มตัวในปี พ.ศ.2560 ซึ่งพวกมันเริ่มกระจายตัวออกไป เหตุปัจจัยใหญ่ที่หลายคนวิเคราะห์ตรงกันคือ พื้นที่อาหารขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงฝูงได้หายไป

พิทักษ์ ยิ่งยง อดีตรองหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ปัจจุบันเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว-เขาชมภู่ ให้ข้อมูลภายหลังที่ติดตามเก็บข้อมูลช้างป่ามาตั้งแต่พบเจอมันที่บ่อมะเดื่อเป็นครั้งแรกในปี 2546 จนช่วงที่มีปัญหารุนแรงตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มีข้อสรุปใหญ่ๆ 3 ข้อ ซึ่งแต่ละข้อมีรายละเอียดลึกลงไปอีก ซึ่งมันทำให้เกิดความเชื่อเป็นการส่วนตัวว่าปัญหาช้างป่าจัดการได้ แต่มันไม่เคยถูกตอบรับหรือแก้โดยใช้ความรู้ต่างหาก

ปัจจัยหลักที่เป็นเงื่อนไขในการพบช้างป่าฝูงใหญ่ขึ้นกับ 1. อาหาร 2. แหล่งน้ำ 3. พื้นที่หลบภัยหรือที่พัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ทั้งอดีตและปัจจุบันกลายเป็นหลักฐานชั้นดี ว่าสามปัจจัยนั้นเป็นตัวพาพวกมันกลับมาที่นี่อีกครั้ง

น้ำที่แห้งแต่มีความชุ่มชื้นพอที่หญ้าอ่อนจะระบัดใหม่ แหล่งน้ำห่างออกไปไม่ไกล พื้นที่โดยรอบเป็นป่าที่แตกออกเป็นหย่อมเพียงพอที่จะเป็นที่พักหลบภัย พาพวกมันที่เคยแยกแตกกันออกไปหากินต่างถิ่นกลับเข้ามารวมกันที่นี่

ชาวบ้านรอบข้างจะเต็มใจหรือไม่ผมไม่กล้ายืนยันซึ่งอาจจะว่ากันอีกบทความแต่สิ่งที่เห็นการจัดการของรัฐที่ไม่ศึกษาพฤติกรรมของพวกมันอย่างชัดเจนและครบถ้วนมาตั้งแต่แรก กลายเป็นปฐมบทความขัดแย้งของคนกับช้างที่วันนี้ขยายวงกว้างขึ้นไปเรื่อยๆ…แต่ก็นั่นล่ะ พฤติกรรมและการแสดงออกของฝูงช้างป่าเอง มันทำให้มีความเชื่อว่า “ปัญหานี้น่าที่จะสามารถจัดการได้” ถ้าแก้ไขกันโดยใช้ความรู้และสร้างความเข้าใจ


โดย รุ่งโรจน์ เปรมจิราพงษ์ / Backpack Journalist

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *