คลุมเครือ! เบี้ยเลี้ยง อสม. กับภารกิจต้านโควิด-19

140,000 คน คือ จำนวนตัวเลขประชาชนที่ อสม. ได้ทำหน้าที่วัดอุณหภูมิในจุดคัดกรองในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก ส่งผลให้จังหวัดพิษณุโลกขึ้นเป็นอันดับ 1 ใน 3 จังหวัดนำร่องที่สามารถวัดอุณหภูมิคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยงระหว่าง วันที่ 10-30 เมษายนที่ผ่านมา ทำให้ป้องกัน ยับยั้ง รักษา เยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ได้อย่างทันท่วงที 

ตามมาดูเบื้องหลังการทำงานของ อสม.พิษณุโลก ที่ต้องรับภารกิจตระเวนคัดกรองวัดไข้กรองโควิดทุกบ้านตามโครงการนำร่อง 3 จังหวัด ต้องควักตังค์ซื้อข้าว-เติมน้ำมันเอง ฝ่าแดดร้อนเกาะรั้ววัดอุณหภูมิ โดนทั้งสุนัขไล่-คนด่าสารพัดไม่พอ อุปกรณ์หลายอย่างก็ต้องหาเอง ส่อถูกเบียดบังเบี้ยเลี้ยงอีก บอกถ้าได้ 240 บาทต่อวันยังต้องหาร 5 เหลือแค่ 48 บาท/วัน/คน [อ่านเพิ่มเติม โถชีวิต อสม.พิษณุโลก!]

ประเทศไทยมีจำนวนอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) กว่า 1,040,000 คน เป็นระบบการดูแลสุขภาพถึงระดับครอบครัว อสม. ถือได้ว่าเป็นกำลังสำคัญทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น เป็นด่านหน้าออกเคาะประตูบ้านหลายหลังคาเรือน ให้ความรู้ ย้ำความสำคัญมาตรการเว้นระยะห่าง รวมทั้งค้นหากลุ่มเสี่ยงนำเข้าระบบการรักษา 

ในขณะที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่าพบยอดผู้ป่วยรายใหม่ลดลงต่อเนื่องเหลือ ทำให้พี่น้องประชาชนบางส่วนเบาใจขึ้น อีกทั้งรัฐบาลออกมาผ่อนคลาย “ล็อคดาวน์” และผ่อนปรนให้กิจการบางประเภทกลับมาเปิดได้ โดยมีหลายจังหวัดที่เริ่มทยอยผ่อนคลายมาตรการแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการร่วมแรงร่วมใจของพลังพี่น้อง อสม.ที่ทำงานอย่างทุ่มเทเสียสละตลอดช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด ปรากฏผลงานเชิงประจักษ์ จนได้รับคำชื่นชมจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าไทยสามารถลดอันดับจำนวนผู้ติดเชื้อ และเป็นแนวทางในการควบคุมโรคให้กับหลายประเทศด้วย แต่ทำไม อสม. ยังไม่ได้รับค่าตอบแทนเต็มจำนวน ? 

อสม. ใน จ.พิษณุโลก ออกมาเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกตรวจสอบ เรื่องเบี้ยเลี้ยงจำนวน 240 บาท ที่ได้รับคำสั่งให้ออกไปปฏิบัติตรวจคัดกรองไวรัสโควิด 19 ของคนในชุมชน ระหว่างวันที่ 12 เม.ย. ถึง 30 เม.ย. เป็นเงินจำนวน 5,040 บาท หลังจากที่มีตัวแทนของ อสม.ใน จ.พิษณุโลก เข้าร่วมประชุมระหว่างสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก และกลุ่ม อสม. ระบุว่าเบี้ยเลี้ยงที่แจ้งว่าจะได้รับ 240 บาท/วัน ไม่สามารถเบิกได้ แต่จะจ่ายเป็นค่าอาหารให้มื้อละ 50 บาท 2 มื้อ เป็นเงิน 100 บาท แต่ มติ อสม.ไม่ขอรับ เนื่องจากอาจเป็นการสร้างหลักฐานเท็จ แต่สุดท้ายหน่วยงานราชการไม่สามารถเบิกเงินดังกล่าวมาให้ อสม. ได้ เนื่องจากผิดระเบียบของกรมบัญชีกลาง จึงต้องการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงให้ประชาชนและกลุ่ม อสม. รับทราบ แต่ก็ไร้ซึ่งคำอธิบายจากทางภาครัฐ

ล่าสุดหนังสือราชการ กรมบัญชีกลาง ชี้แจงเรื่อง ข้อยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 กรณีได้รับขยายวงเงินทดรองราชการในเชิงป้องกันหรือยับยั้งภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (โรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)) ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 ความว่า กรมบัญชีกลางอนุมัติให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและจังหวัดยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง ที่ได้รับการขยายวงเงินจากกรมบัญชีกลางเป็นค่าตอบแทนให้แก่ผู้ปฏิบัติงานทุกประเภทที่ได้รับมอบหมายหรือได้รับคำสั่งให้ออกปฏิบัติงานป้องกันหีือยับยั้งภัยพิบัติ ค่าใช้จ่ายในการดูแล ด้านการดำรงชีพของผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันหรือยับยั้งภุบพิบัติดังกล่าวได้เป็นกรณีพิเศษ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ได้นำเสนอว่าเนื้อหาข่าวในประเด็น “ลือ!! อสม.ใน จ.พิษณุโลก ไม่ได้รับค่าตอบแทนเต็มจำนวน 240 บาท ตามที่กำหนดไว้” ทางศูนย์ฯ ได้มีการประสานงานไปยังกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตามกระบวนการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวดังกล่าว และได้รับข้อมูลผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 เวลา 11.08 น. 

โดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริง ดังนี้ “ผลการตรวจสอบกับ อสม. ในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลค่อนข้างสอดคล้องว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่สามารถเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงตามที่แจ้ง อสม.ไว้ตอนแรกได้ ทำให้ อสม. ไม่เข้าใจว่าเหตุใดไม่ได้เต็มตามจำนวน [อ่านเพิ่มเติม ศูนย์ต้านข่าวปลอมฯ แจงข่าวลือ อสม.พิษณุโลก] การยืนยันข้อเท็จจริง โดยอ้างอิงตามเอกสารแบบฟอร์มการรายงานการตรวจสอบข่าวปลอม จากศูนย์อนามันที่ 2 พิษณุโลก กรมอนามัย ในประเด็น การตรวจสอบข้อเท็จจริง : จ.พิษณุโลก ทุจริตเงินค่าตอบแทนการคัดกรองโควิด-19 ของ อสม. โดยมีข้อสรุปว่า “ข่าวบิดเบือน”  [อ่านเพิ่มเติม ดีอีเอส ชี้สรุป “ข่าวบิดเบือน” ค่าตอบแทน อสม.]

ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์อนามัยที่ 2 พิษณุโลก กรมอนามัย ออกมาชี้แจงว่า หน่วยงานมีหน้าที่เพียงการประสานให้ช่วยรวบรวมข้อมูล ในพื้นที่ตามความเป็นจริงทั้งทางด้านของ อสม. ที่ให้ข้อมูลตามสื่อต่าง ๆ และในการร้องเรียนกับจังหวัด  รวมทั้งจากข้อชี้แจงของจังหวัดเอง โดยศูนย์อนามัยได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าศูนย์ฯ ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเหตุการณ์หรือการตัดสิน ความถูกผิด ทั้งยังไม่มีส่วนในการพิจารณาการออกข่าวของทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม [อ่านเพิ่มเติม : ข่าวชี้แจงกรณีมีการนำเสนอข่าว อสม.]

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ภายใต้ดำเนินงานของการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ร่วมกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (PCT) (ศปอส.ตร.) เพื่อติดตาม ตรวจสอบ ข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์และระบบอินเทอร์เน็ต แต่แล้วทำไมบิดเบือนการนำเสนอข้อมูลของชาวบ้าน? โดยการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐด้านเดียว จะว่าไปแล้วนี่ก็ไม่ใช่ข่าวแรกที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมนำเสนอข่าวแบบบิดเบือน [อ่านเพิ่มเติมได้ที่ งามไส้!! ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม นำเสนอข่าวเฟกนิวส์เอง] แล้วจะเอาความน่าเชื่อถือที่ไหนว่าเป็นที่ยึดเหนี่ยวข้อมูลที่ถูกต้องในเมื่อชุดครองกรองยังนำเสนอข้อมูลผิดซะเอง

ทว่า อสม. นักรบแนวหน้าต้านโควิด-19 กับเงินเบี้ยเลี้ยงยังมีความคลุมเครือ และดูเหมือนว่ายังไม่มีข้อสรุปที่น่าพอใจแก่ชาวบ้าน ทั้งนี้มีข้อมูลหลายชุดตบตีกัน เสมือนการล่าแม่มดในยุคดิจิทัลที่มีความเร็วเป็นเสี้ยววินาที สิ่งเดียวที่จะทำให้หลายฝ่ายคลายความกังวล ได้นั่นคือ ภาครัฐที่เกี่ยวข้องออกมาแสดงข้อมูลการตรวจสอบถึงความโปร่งใสของเรื่องดังกล่าว หรือในระหว่างนี้อาจจะต้องหาแนวทางช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยให้ อสม. และหน่วยงานที่รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องจะต้องออกมาชี้แจงให้ประชาชนรับทราบให้เร็วที่สุด

คำถาม คือ อสม. จังหวัดอื่น ๆ พวกเขายังเผชิญกับความคลุมเครือในประเด็นดังกล่าวไหม หรือแค่เสียงของพวกเขาดังไม่พอที่จะส่งเสียงเหมือน อสม. พิษณุโลก


 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *