ชาวมอแกนเกาะสุรินทร์ ไม่มีปลาแลกข้าว! วอน รัฐปลดล็อกข้อกำหนดอุทยานฯ ช่วงวิกฤตโควิด

สืบเนื่องจากวานนี้ (1 พ.ค. 63) โครงการปลาแลกข้าวได้นำข้าวสารจากบนฝั่งส่งถึงมือชาวเลมอแกน ณ หมู่บ้านมอแกน ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา จำนวน 6 ตัน ขณะแกนนำชาวเลมอแกน โอด ไม่สามารถจับปลาในเขตอุทยานฯ ได้ จึงไม่มีปลาไปแลกข้าว

โครงการข้าวแลกปลามีจุดเริ่มต้นจากการขาดแคลนข้าวของชาวเลชุมชนราไวย์ เนื่องจากผลกระทบในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวหายไป แต่ชาวเลยังคงหาปลาได้จำนวนมากแต่ไม่มีที่ขาย

ขณะเดียวกันในภาคเหนือของไทยโดยเฉพาะบนดอยต่าง ๆ ชาวกะเหรี่ยงมีความมั่งคั่งเรื่องข้าว แต่ปลาทะเลกลับเป็นอาหารที่หายาก ซึ่งทั้งชาวเลและชาวกะเหรี่ยงต่างเคยทำงานเชื่อมโยงกันอยู่เสมอ ดังนั้นจึงมีแนวคิดแลกเปลี่ยนทรัพยากรกัน

ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ขยายออกสู่การแลกเปลี่ยนแบ่งปันไปในหลายพื้นที่ เนื่องจากยังมีชาวเลในอันดามันพื้นที่อื่น ๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ต่างตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากไม่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับชาวเลมอแกนในพื้นที่ อช.หมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา

95659704_3320095801356953_761216600266244096_o
ชาวเลมอแกนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ : ภาพจาก นายไมตรี จงไกรจักร์

นายไมตรี จงไกรจักร์ มูลนิธิชุมชนไท ผู้ประสารงานโครงการปลาแลกข้าว เผยถึงความยากลำบากของชีวิตชาวเลมอแกนบนเกาะสุรินทร์ เมื่อเดินทางถึงวานนี้ว่า แม้แต่ไข่ก็ยังไม่มีกิน เพราะอยู่ห่างไกลจากฝั่ง เมื่อทีมงานไปหาซื้อตามร้านค้าของชุมชน ก็ได้ไข่ไก่มา 3 ใบ ราคา 20 บาท พอจะเอามาประทังชีวิตทีมงานที่เดินทางไปส่งข้าวให้ชาวเลมอแกนได้บ้าง

“เชื่อเลยว่า ลำบาก ยากเย็นกับชีวิตพี่น้อง เกาะสุรินทร์ วันนี้ เกิดการประสานงาน สื่อสาร ผิดพลาด ทำให้เราขาดข้าวสารไป 1,500 กิโล ตามแผน ที่ชาวเลจะพอประทังได้ 2 เดือนหน้า มรสุม หนักหนาเลย ที่จะหาข้าวสาร อีก 1,500 กิโลกรัม เพราะเรารับปากไว้แล้วว่า ข้าว 7,500 กิโล แต่เราได้มาแค่ 6,000 กิโล ทั้งที่ความจริงพี่น้องต้องกินข้าว 11,000 กิโลถึงจะพอกับคนที่นี่” นายไมตรีกล่าว

ด้านนายเงย กล้าทะเล ผู้นำชุมชนมอแกน ได้บอกกล่าวกับทีมงานปลาแลกข้าว ว่าชาวเลมอแกนไม่อยากให้เครือข่ายชาวเล และ มูลนิธิชุมชนไท และผู้บริจาคต้องมาช่วยพวกเขาตลอด พวกเขาก็อยากช่วยตัวเอง ให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่เพราะเพิ่งผ่านไฟใหม้ชุมชนมา กำลังฟื้นชุมชน แล้วโควิดก็ทำให้เสียรายได้ ไม่มีรายได้เลยสักบาทเดียว มากว่า 2 เดือนแล้ว เพราะอยู่ในเกาะห่างไกล ไม่มีทางหารายได้จากไหนเลย

95657652_3317452501621283_1226418548344094720_o
ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นกำลังสัมภาษณ์นายเงย กล้าทะเล ผู้นำชุมชน : ภาพจาก นายไมตรี จงไกรจักร์

เมื่อนายไมตรีถามว่า “ถ้าจะอยู่ได้ให้รัฐบาลช่วยอย่างไร”
นายเงย ตอบ “ผมมีข้อเสนอ 3 ข้อ”

1.”รัฐบาลกำลังช่วย คนละ 5,000 ผู้ได้รับผลกระทบโควิด มาช่วยเราครอบครัวละ 5,000 สัก 3 เดือน ก็พอ ไม่ต้องจ่ายเป็นคน แต่จ่ายเป็นครัว อ๋อ!!อย่าให้เราลงทะเบียนนะ เราทำไม่เป็นหรอก ลงมาช่วย จ่ายให้เราเลยก็ได้ เราไม่มีระบบธนาคารหรอก”

2. “ขอให้เราได้หาปลา เราดำจับกับมือทีละตัว หรือยิงกับเหล็กทีละตัว เราขอเดือนละ 2 ครั้งก็พอ ครั้งละ 2 คืน 3 วัน เพื่อเราได้เอาปลาไปแลกเปลี่ยนกับของจำเป็นต้องกินต้องใช้ เราขอแค่นี้ มาดูกันก็ได้ว่า จะผ่อนปรนให้หาตรงไหนได้บ้าง แต่ย้ำว่า เราดำจับปลา ด้วยมือเปล่านะ”

3 “เรามีเรืออยู่ 25 ลำ เราขอให้ช่วยกำหนดให้บริษัทท่องเที่ยว อุทยานฯ ใช้บริการเรือเราในการรับนักท่องเที่ยว มาเที่ยวชุมชนเรา จะจ่ายรายหัวให้เราก็ได้ ทั้งรับ-ส่ง ไปกลับ เราขอเที่ยวละ 500 ก็พอ นี่เราไม่มีรายได้เลย มีเพียงคนของเราไปรับจ้างขับเรือเป็นรายวัน วันละไม่เท่าไหร่เลย เราจะได้จัดคิวเรือ และแบ่งส่วนหนึ่งเป็นกองทุนมาดูแล ห้องน้ำ ขยะ และอื่นๆ โดยไม่ต้องขอคนอื่นให้ช่วยเรื่อยไป”

“ข้อเสนอของ เงย กล้าทะเล ไม่ได้มากมายอะไรเลย แต่ขอเพี่ยงเท่าที่มนุษย์พึงกระทำได้ ไม่ใช่มีแต่ คนบังคับ ควบคุม และพูดว่า ‘ชาวบ้านทำอะไรไม่ได้ ดูแลแล้ว’ ซึ่งไม่เคยมีเลย ที่จะให้มนุษย์ คนกลุ่มนี้ ได้มีโอกาส ดำรงอยู่ด้วยตัวเอง” นายไมตรีกล่าวทิ้งท้าย

ซึ่งหากย้อนไปในปี พ.ศ. 2514 กรมป่าไม้ได้ประกาศให้พื้นที่นี้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ หลังจากนั้นมีการเสนอให้มีการประกาศหมู่เกาะสุรินทร์เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่ก็ต้องระงับไปเพราะกรมทรัพยากรธรณีแย้งว่าพื้นที่หมู่เกาะสุรินทร์อยู่ในเขตสัมปทานปิโตรเลียมของบริษัท Weeks Petroleum ต่อมา มีการเสนอให้หมู่เกาะสุรินทร์เป็นค่ายผู้ลี้ภัยจากสงครามอินโดจีน แต่กรมป่าไม้เห็นว่าสภาพเกาะนั้นยังอุดมสมบูรณ์และมีทิวทัศน์ธรรมชาติทางทะเลที่งดงาม จึงได้คัดค้านและให้กองอุทยานแห่งชาติเข้ามาสำรวจพื้นที่ ต่อมาจึงได้ประกาศให้หมู่เกาะสุรินทร์เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 29 ของประเทศไทย โดยลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 98 ตอนที่ 112 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2524 และในวันที่ 28 พฤษภาคม 2528 มีพิธีเปิดอุทยานฯ อย่างเป็นทางการ โดยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร. เถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์) เป็นประธานเปิดป้าย

ภารกิจหลักของอุทยานฯ คือการปกป้องคุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์และการบริการนักท่องเที่ยว ดังนั้น อุทยานฯ จึงไม่ได้รับการสนับสนุนจากกรมและกระทรวงในเรื่องงบประมาณและกำลังคนที่ทำงานกับชุมชนท้องถิ่น ในกรณีของหมู่เกาะสุรินทร์ แผนแม่บทอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ฉบับปี พ.ศ. 2543-2547 ก็ไม่ได้เน้นเรื่องเกี่ยวกับมอแกนมากนัก ในส่วนของ “ประวัติการใช้พื้นที่ของเกาะสุรินทร์ก่อนการประกาศเป็นอุทยาน
แห่งชาติ” ไม่มีการพูดถึงการที่เกาะเคยเป็นแหล่งพักพิงของมอแกนมาแต่ดั้งเดิมข้อมูล “ชาวเล” ที่ปรากฎอยู่เพียง 2 หน้านั้นถูกจัดให้อยู่ในส่วนของบทที่ 4 “การท่องเที่ยวนันทนาการ และสื่อความหมายธรรมชาติ” ภายใต้หัวข้อ “แหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์” ดังนี้ “เนื่องจากวิถีชีวิตของชาวเลยังชีพโดยการจับสัตว์ทะเล ซึ่งขัดกับพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินการหรือจัดรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้การพักพิงของชาวเลดังกล่าวทำลายสภาพแวดล้อมของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์” (แผนแม่บทอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ปี พ.ศ. 2543-2547)

head-pic-surin-island
ชุมชนชาวเลมอแกนในพื้นที่ อช.หมู่เกาะสุรีนทร์ : ภาพจาก Phuketclick2go

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *