พรรคสามัญชน แถลงการณ์ ประณาม! กอ.รมน. กรณีคุกคามชาวบ้านค้านเหมืองแร่โปรแตช ที่ชัยภูมิ

วันที่ 30 เมษายน 2563 พรรคสามัญชน อีสาน ออกแถลงการณ์ประณาม กอ.รมน. ชัยภูมิ และ ตำรวจ สภ. หัวทะเล “ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เกินไปกว่าการควบคุมโรคโควิด 19” โดยเฉพาะ การละเมิดและลิดรอนสิทธิและเสรีภาพการเคลื่อนไหวของประชาชนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม เรียกร้อง และการแสดงความคิดเห็น

โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

ตามที่ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ประมาณ 20 คน ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ ‘ล็อคดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง’ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 เม.ย. 2563 เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอและหยุดกระบวนการพิจารณาในการอนุมัติ/อนุญาต รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมในการสำรวจและการทำเหมืองแร่ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งหมดเอาไว้ก่อน จนกว่าจะยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม และไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชนที่มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังต้องต่อสู้ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน นั้น

95125505_2926149337477372_1238857593972064256_o
ชาวบ้านอ่านแถลงการณ์ ‘ล็อคดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง’ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 เม.ย. 2563 / ภาพโดย เพจ เหมืองแร่ ชัยภูมิ

เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรหัวทะเล (สภ.หัวทะเล) ได้เดินทางไปหาชาวบ้านหนึ่งในสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ถึงทุ่งนาที่ชาวบ้านกำลังทำเกษตรกรรมอยู่ โดยมีตำรวจ 7 นาย เดินทางมาด้วยรถยนต์จำนวน 3 คัน ได้แก่ รถตู้ตำรวจ รถตำรวจตราโล่ และรถกระบะสีบรอนซ์เงิน ซึ่งแต่งตัวเต็มยศ 5 นาย และนอกเครื่องแบบอีก 2 นาย โดยได้แจ้งว่ามาเชิญตัวไป สภ.หัวทะเล จากกรณีคลิปอ่านแถลงการณ์ ‘ล็อคดาวน์เหมืองแร่หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง’

ขณะที่ชาวบ้านคนดังกล่าวกำลังจะโทรศัพท์ติดต่อชาวบ้านคนอื่น ๆ ในกลุ่มฯ ว่า ตนเองถูกข่มขู่และตำรวจจะมาพาตัวไปโรงพัก ก็ถูกตำรวจนายหนึ่งแต่งชุดนอกเครื่องแบบเดินมายึดโทรศัพท์ไปและกล่าวว่า “ห้ามโทรติดต่อใครทั้งสิ้น” และทำการส่งข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในโทรศัพท์ของชาวบ้านเข้าโทรศัพท์ของตัวเองโดยไม่ได้รับอนุญาตใด ๆ นอกจากนี้ยังไม่ได้มีการแจ้งหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหาแก่ชาวบ้านก่อนควบคุมตัวไป สภ.หัวทะเล แต่อย่างใด โดยทางตำรวจทั้ง 7 นาย มีท่าทีในการข่มขู่คุกคามและบีบบังคับให้ชาวบ้านคนดังกล่าวไป สภ.หัวทะเล ให้ได้ จนทำให้ชาวบ้านคนดังกล่าวจำใจต้องไปด้วย เนื่องจากตนเองหวั่นเกรงต่อความปลอดภัยของตนเอง

95663802_2926155954143377_5554675023458861056_o
สภ.หัวทะเล ในวันเกิดเหตุ / ภาพโดย เพจ เหมืองแร่ ชัยภูมิ

เวลาประมาณ 10.40 น. ตำรวจทั้ง 7 นาย และชาวบ้าน ได้เดินทางมาถึง สภ.หัวทะเล โดย ร.ต.อ.โยธิน เดือนกลาง เจ้าพนักงานสอบสวน สภ.หัวทะเล ได้ทำการสอบปากคำชาวบ้านคนดังกล่าว โดยมีการถามชี้นำให้ชาวบ้านรับสารภาพว่า มีการจัดการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุม และพยายามยัดเยียดความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ให้ชาวบ้านรับสารภาพ

ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านได้จัดกิจกรรมในพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ แต่อย่างใด อีกทั้งยังดูแลความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี โดยเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) สวมใส่หน้ากากอนามัย และแจกจ่ายแอลกอฮอล์ให้ชาวบ้านล้างมือก่อน-หลังทำกิจกรรมทุกคน และนอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มาสังเกตการณ์ด้วยเป็นอย่างดี

เวลาประมาณ 11.18 น. ชาวบ้านขอร้องให้ทางตำรวจคืนโทรศัพท์ให้ เนื่องจากไม่ได้บอกทางญาติพี่น้องว่าไปไหนและเกรงว่าทางบ้านจะเป็นห่วง ซึ่งทางตำรวจจึงได้คืนโทรศัพท์ให้ จึงได้รีบติดต่อญาติพี่น้องและสมาชิกกลุ่มฯคนอื่น ๆ ว่า ตนเองถูกตำรวจควบคุมตัวมา สภ.หัวทะเล และกำลังถูกสอบปากคำ

เวลาประมาณ 14.00 น. เมื่อชาวบ้านในกลุ่มฯรวมตัวกันได้ส่วนหนึ่งจึงได้เดินทางไปถึง สภ.หัวทะเล โดยเรียกร้องให้ปล่อยตัวสมาชิกกลุ่มฯออกมา เพราะชาวบ้านใช้สิทธิและเสรีรภาพถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้ทำอะไรผิด และขอเข้าไปหาชาวบ้านที่ถูกจับตัวมา

โดยทางตำรวจได้อนุญาตให้ชาวบ้านแค่ 2 คน เข้าไปในห้องสอบสวนด้วย ซึ่งในระหว่างการสอบสวนก็มีตำรวจแต่งชุดนอกเครื่องแบบเข้ามาให้ข้อมูลแทรกเป็นระยะ ๆ และพยายามนำตัวชาวบ้านที่กำลังถูกสอบปากคำไปพูดคุยด้วยเป็นการส่วนตัว โดยชาวบ้านคนอื่น ๆ ไม่ยอมและกล่าวว่า “ถ้าจะคุยกันก็ต้องอยู่ด้วยกันทั้งหมดตรงนี้” ทำให้ตำรวจนายดังกล่าวเดินไปหาชาวบ้านคนอื่นที่มาติดตามสถานการณ์ และพูดในเชิงข่มขู่ว่า “ที่ดินที่ไปแถลงการณ์เป็นที่ดินของชาวบ้านใช่ไหม ? เป็นบ้านของใคร ? จะโดนจับกันหมด” พร้อมทั้งกล่าวต่อว่าตนเองสามารถช่วยได้ถ้ายอมรับสารภาพแต่โดยดีว่าจัดกิจกรรมในที่สาธารณะ

โดยทางชาวบ้านได้พยายามสอบถามทางตำรวจว่า “ชาวบ้านที่ถูกจับมามีความผิดอะไร ถูกเชิญมาในฐานะอะไร เพราะเราใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไร” ซึ่งทางตำรวจได้บ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม

โดยพยายามตัดบทด้วยการบอกว่ามีคนในตำแหน่งสูงกว่าสั่งการลงมา เพื่อหวังให้ชาวบ้านไม่ถามเซ้าซี้รบกวนอันใดอีกว่า “คดีนี้เป็นคดีที่ กอ.รมน.จังหวัด สั่งการลงมา ให้ดำเนินคดีกับชาวบ้านที่ออกมาอ่านแถลงการณ์ โดย กอ.รมน.ส่วนกลาง ได้พบคลิปเผยแพร่ในเพจเหมืองแร่ชัยภูมิ จึงสั่งให้ทาง สภ.หัวทะเล ดำเนินการตรวจสอบ นำตัวชาวบ้านมาสอบปากคำ และเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป” นั้น

95321752_2926149494144023_7201634719065178112_o
ชาวบ้านชูป้าย ‘ล็อคดาวน์เหมืองแร่’ / ภาพโดย เพจ เหมืองแร่ ชัยภูมิ

พรรคสามัญชนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ โดยใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เกินไปกว่าการควบคุมโรคโควิด 19

ในแง่ของสิทธิและเสรีภาพในการเคลื่อนไหว เพื่อชุมนุม เรียกร้อง ประท้วง แสดงความคิดเห็น หรือการแสดงออกอื่นใด การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโรคโควิด 19 เหมือนทำให้บรรยากาศของบ้านเมืองย้อนกลับไปอยู่ในยุครัฐประหาร 2557 จนถึงก่อนมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563

แน่นอนว่า การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโรคโควิด 19 ต่างไปจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ปูทางไปสู่รัฐประหาร 2557 แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโดยตัวของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เองมีอำนาจล้นเกินบางส่วนที่เกินไปกว่าการควบคุมโรคโควิด 19 เช่น การละเมิดและลิดรอนสิทธิและเสรีภาพการเคลื่อนไหวของประชาชนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม เรียกร้อง แสดงความคิดเห็น ฯลฯ ตรงนี้จึงเป็นปัญหาขึ้นมา เพราะอำนาจที่ล้นเกินนั้นมันไปบังคับและควบคุมประชาชนเป็นด้านหลัก แต่มันไม่ไปบังคับและควบคุมรัฐและบริษัทเลย

ซึ่งการให้สัมปทานเหมืองแร่ถือว่าเป็นการพัฒนาอย่างหนึ่ง ที่คุณค่าหลักของมันในยุคสมัยนี้ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้น รัฐและบริษัทต้องทบทวนอยู่เสมอว่าการพัฒนาใด ๆ ที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็สมควรที่จะต้องชะลอ ยุติไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ปรกติเพื่อทำให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมได้ เพื่อสร้างสมดุลในการพัฒนา ไม่ใช่เอาเปรียบประชาชนมากเกินไปด้วยการให้ประชาชนหยุดการเคลื่อนไหวแต่ไม่บอกให้ตัวรัฐเองและบริษัทหยุดการพัฒนาใด ๆ เอาไว้ก่อน

 

ดังนั้นเอง สิ่งที่พี่น้องประชาชนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์กระทำจึงเป็นสิทธิและเสรีภาพโดยชอบธรรม เพื่อจะเตือนสติรัฐ ให้เป็นรัฐที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาบ้านเมืองร่วมกัน แต่สิ่งที่ กอ.รมน.จังหวัดชัยภูมิและเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.หัวทะเล กระทำ กลับเป็นการใช้อำนาจแบบโง่ ๆ ที่เกินไปกว่าการควบคุมโรคโควิด 19

ซึ่งตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นับแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโรคโควิด 19 มีกรณีละเมิดและลิดรอนสิทธิและเสรีภาพในการเคลื่อนไหวของประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งชาวประมงพื้นบ้านที่ออกไปทำมาหากิน คนงานรับเหมาก่อสร้างเทปูน คนไร้บ้านลุกขึ้นมาปัสสาวะกลางดึก ฯลฯ ถูกจับกุมโดยอ้างว่าฝ่าเคอร์ฟิว นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยื่นหนังสือขอลดค่าเทอม ฯลฯ ถูกข่มขู่ว่าจะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จับกุม เป็นต้น เหล่านี้คือการใช้อำนาจแบบโง่ ๆ ที่เกินไปกว่าการควบคุมโรคโควิด 19

จึงขอประณามการกระทำของ กอ.รมน. จังหวัดชัยภูมิ และตำรวจ สภ.หัวทะเล ภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ ที่ทำการข่มขู่คุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวรณรงค์ ‘ล็อคดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง’ ที่การใช้อำนาจอันล้นเกินในลักษณะเดียวกันเช่นนี้เองจึงทำให้ตัวเลขผู้อดอยากทุกข์ยากเพิ่มขึ้น สวนทางตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสจากโควิด 19 ที่ลดลง ทำให้ตัวเลขคนฆ่าตัวตายจากโควิด 19 แซงหน้าคนป่วยตายจากโควิด 19 ไปแล้ว

ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายสำคัญของรัฐบาลประยุทธ์ ที่ความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่ลดลงไปเรื่อย ๆ แต่อยู่ที่ตัวเลขผู้อดอยากทุกข์ยาก คนฆ่าตัวตาย และคนถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการเคลื่อนไหวเพื่อแสวงหาการมีชีวิตที่ดีกว่า เป็นสำคัญมากกว่า

ด้วยความเคารพ
พรรคสามัญชน
30 เมษายน 2563


รู้จักสามัญชน

28782619_1654820414597445_373230534295656929_n

พรรคสามัญชนคือพื้นที่ของการต่อสู้อีกสนามหนึ่งของเหล่าสามัญชน นอกเหนือไปจากท้องถนน ชีวิตประจำวัน เป็นพื้นที่ทางการเมืองอย่างเป็นทางการจากที่เคยถูกละเลยจากการต่อสู้มาตลอด
พรรคสามัญชนคืออะไร?
เราอาจจะเคยเห็นภาพเดิมๆ ของพรรคการเมืองที่เป็นที่รวมของเหล่าอภิสิทธิชน เป็นเครื่องมือของนายทุน ข้าราชการ และผู้มีอำนาจทั้งหลาย ที่ใช้พรรคการเมืองเป็นช่องทางการเมืองเพื่อจัดการทรัพยากรและนำพาประเทศไปตามทิศทางที่พวกเขาต้องการ
รูปแบบของพรรคการเมืองแบบเดิมทำให้เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องของอำนาจ การช่วงชิง และฉ้อฉล ใครที่เข้าสู่เส้นทางทางการเมืองมักจะถูกกลืนกินไปกับกระแสของอำนาจและทุน ทำให้เราละเลยที่จะใช้ช่องทางนี้ไปอย่างน่าเสียดายในหลายสิบปีที่ผ่านมา ถ้าเช่นนั้นแล้ว พรรคสามัญชนคืออะไร?
คือสะพาน
เชื่อมโยงระหว่างการคลื่อนไหวของพี่น้องบนท้องถนน ในหมู่บ้าน ในที่ประชุม ในวงสนทนาให้มีช่องทางเข้าสู่ระบบการเมืองที่เป็นทางการ
คือเครื่องมือของประชาชน
เป็นพื้นที่ในการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมค้นหา หนทางที่จะนำพาประเทศไทยให้ดีขึ้น ผ่านการเสนอนโยบาย รวมกลุ่มศึกษา ทำโครงการขนาดเล็ก
คือเครื่องมือของขบวนการภาคประชาสังคม
เป็นพื้นที่นำเสนอ ถกเถียง ต่อรอง เพื่อให้นโยบายได้นำเสนอผ่านพรรคเข้าสู่สภา เป็นพื้นที่ให้ตัวแทนของเครือข่ายเข้าสู่ระบบรัฐสภา ผ่านการสมัคร สส. หรือเป็นที่ปรึกษาในคณธกรรมการต่างๆ
คือพื้นที่ปฏิบัติการ
เป็นพื้นที่รวมของประชาชนที่มีหลักการร่วมกัน ในการปฏิบัติการทางการเมือง
คือความฝัน
พรรคการเมืองของประชาชนที่เข้มแข็งจะเป็นอีกหนึ่งเสาค้ำของประชาธิปไตย เป็นอำนาจต่อรองของประชาชนสามัญได้ต่อรองกับผู้มีอำนาจเดิม เพื่อสร้างประเทศไทยที่เคารพสิทธิมนุษยชน เท่าเทียม และเป็นธรรม
หลักการของพรรคสามัญชน
เป้าหมายของพรรคสามัญชนคือ “ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง”
ภายใต้หลักการสามข้อคือ “ประชาธิปไตยจากรากฐาน สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมเป็นธรรม”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *