MWG ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ห่วงสถานที่กักตัวคนต่างชาติ ตม. กลายเป็นพื้นที่เสี่ยง Covid-19

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่อง “มาตรการป้องกันและดูแลกลุ่มประชากรข้ามชาติ จากกรณีพบผู้ป่วยต่างชาติในห้องกักสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสะเดา” ซึ่งพบกลุ่มคนต่างชาติที่รอการส่งกลับประเทศ และจำแนกได้หลายกลุ่ม เช่น แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย คนต่างชาติที่อยู่เกินวีซ่า หรือ คนต่างชาติที่อาจจะกระทำผิดกฎหมายบางอย่าง เมื่อรับโทษก็จะต้องมารอส่งกลับที่ห้องกักของ ตม. เนื่องจากมีประกาศจากทางรัฐบาลปิดชายแดน

จากสถานการณ์การพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 ชาวต่างชาติในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสะเดา จังหวัดสงขลา จำนวน 42 คน แบ่งเป็น ชาวเมียนมา 34 คน เวียดนาม 3 คน มาเลเซีย 2 คน เยเมน 1 คน กัมพูชา 1 คน และอินเดีย 1 คน และยังมีผู้ต้องกักในห้องกักอีก 73 คนที่ไม่ติดเชื้อ นับว่าเป็นพบการระบาดของโรคโควิดในพื้นที่ห้องกักเป็นครั้งแรกของประเทศไทย จึงถือเป็นกรณีเฉพาะในการเข้าไปสอบสวนโรคและให้การรักษาพยาบาล ทางเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ มีความเห็นว่า การเฝ้าระวังและป้องกันโรคโควิด-19 ในกลุ่มประชากรข้ามชาติที่ดี ต้องไม่ใช่การพยายามสร้างความน่าหวาดกลัวของแรงงานข้ามชาติ แต่คือการทำให้เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมป้องกันและดูแลสุขภาพของตนเองในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมไทย รวมทั้งมีข้อห่วงใยและข้อเสนอต่อมาตรการในการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ไม่มีสัญชาติไทยดังนี้

  1. รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขจะต้องกำหนดมาตรการในการดูแลและรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่พบในห้องกักสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในฐานะผู้ป่วยตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งจะต้องกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในกรณีการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วยที่ไม่มีสัญชาติไทยที่สอดคล้องกับประกาศของกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง โดยอาจจะพิจารณาเปิดโรงพยาบาลสนามเพื่อให้การรักษาผู้ป่วยในห้องกัก ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยโควิด-19 ทุกคนจะได้รับการดูแลรักษาเช่นเดียวกัน
  2. รัฐบาลและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจำเป็นที่จะต้องพิจารณาทบทวนมาตรการการกักผู้ต้องกักที่อยู่ระหว่างรอการส่งกลับในห้องกักที่มีความแออัดโดยการพิจารณาทางเลือกแทนการกักในห้องกักอื่นๆ เช่น การจัดหาพื้นที่ในการดูแลชั่วคราวสำหรับผู้ถูกกัก โดยตระหนักว่าผู้ต้องกักคือผู้ที่รอการส่งกลับหลังจากการดำเนินคดีเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้อาจจะพิจารณาใช้บทบัญญัติตามาตรา 54 วรรคสามของพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ในการจัดพื้นที่ในการดูแล หรือให้ใช้มาตรการอื่นตามอำนาจของเจ้าพนักงานตามมาตรา 54 ดำเนินการตามความเหมาะสมกับการระบาดของโรค
  3. รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขต้องตระหนักว่ามาตรการในการป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับแรงงานข้ามชาติ คือการที่ทำให้แรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงการรับบริการทางสุขภาพทั้งทางด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงในการทำงาน การเข้าถึงการช่วยเหลือตามกฎหมายและตามนโยบายของภาครัฐ เพราะการขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การขาดความมั่นคงทางดำเนินชีวิต จะนำไปสู่การขาดความมั่นคงทางสุขภาพด้วยเช่นกัน
  4. รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขควรจะต้องมีมาตรการที่จะดำเนินการให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงการตรวจโรคโควิดอย่างทั่วถึง และสนับสนุนการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขแรงงานข้ามชาติในการเข้าไปทำงานให้ความรู้ เฝ้าระวังและส่งเสริมสุขภาพควบคู่ไปกับการทำงานของระบบบริการสุขภาพของไทยในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่าแรงงานข้ามชาติจะสามารถเข้าใจ ปฏิบัติตัวตามมาตรการการป้องกันโรคโควิด-19 ของรัฐโดยปราศจากข้อจำกัดด้านภาษา
  5. กลุ่มประชากรข้ามชาติในประเทศไทยในปัจจุบันมีหลากหลายกลุ่มหลายสถานะ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย คนไร้รัฐ หรือผู้ต้องกักที่รอการส่งกลับ ซึ่งแต่ละกลุ่มต่างมีโอกาสในการเข้าบริการด้านสุขภาพที่แตกต่างกัน ดังนั้นการแถลงข่าวของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จึงควรแถลงข้อมูลให้ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มไหน มีข้อจำกัดในการดูแลป้องกันโรคติดต่ออย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดอคติต่อประชากร และสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดต่อไป

ในวันเดียวกันนั้น นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังพบการแพร่ในระบาดในกลุ่มแรงงานข้ามชาติว่า “ในส่วนของกระทรวงแรงงาน มีมาตรการเข้มงวดเพื่อมิให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานต่างด้าว ดังนี้

  1. การชะลอการอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างด้าว ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมเป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
  2. การผ่อนปรนให้แรงงานต่างด้าวสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ต่อไปจนถึง 30 พฤศจิกายน 2563
  3. ป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานต่างด้าว โดยร่วมมือกับสภากาชาดไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการป้องกันนำร่องในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และขยายความร่วมมือไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อให้แรงงานต่างด้าวที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโควิด-19 การดำเนินการ ประกอบด้วย จัดทำเอกสารเผยแพร่เป็นภาษาของแรงงานต่างด้าว เพื่อให้สามารถสื่อสารเข้าใจง่าย รวมทั้งการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาลดผลกระทบ การมอบสิ่งของเพื่อบรรเทาทุกข์ เช่น หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ถุงยังชีพ เป็นต้น รวมทั้งกระบวนการการเข้ารับการตรวจรักษาพยาบาลกรณีมีประวัติการเดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยง ตลอดจนขั้นตอนการคัดกรอง การกักตัวเอง 14 วัน ตามกระบวนการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เสริมสร้างสร้างการรับรู้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
  4. สำรวจตรวจสอบ (Check List) แรงงานต่างด้าวในสถานประกอบการให้สามารถทำงานได้โดยไม่ให้มีการติดเชื้อไวรัสโควิด -19 ตามมาตรการที่กรมควบคุมโรคกำหนด
  5. แจ้งมาตรการให้นายจ้างในสถานประกอบการมีการคัดกรองลูกจ้างแรงงานต่างด้าวและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19
  6. ตรวจสอบคัดกรองและเฝ้าระวังแรงงานต่างด้าว ณ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง (PIPO)
  7. การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ในสถานประกอบการ โดยดำเนินการขอความร่วมมือสถานประกอบการทั่วประเทศ ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ลูกจ้าง ผู้ประกันตนในสถานประกอบการ เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 และการปฏิบัติตนตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  8. การให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19
  9. การปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน
  10. ลดหย่อนอัตราเงินสมทบและขยายกำหนดเวลายื่นแบบอัตราเงินสมทบนายจ้างและผู้ประกันต

ด้านนายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) เผยถึงวัตถุประสงค์ของการส่งจดหมายเปิดผนึกครั้งนี้ว่า “สิ่งที่เราเป็นห่วง คือ ห้องกักไม่มีมารการป้องกันโรคที่ดีพอ เพราะหน้าที่ห้องกักคือ การกักเพื่อรอการส่งกลับระยะสั้น โดยทั่วไปไม่เกิน 7 วัน แต่เมื่อปิดชายแดนไม่สามารถส่งกลับได้ ก็กลายเป็นพื้นที่เสี่ยง เหมือนกรณีที่เกิดขึ้น จึงอยากให้มีการทบทวนมาตรการในเรื่องนี้ โดยมาตรการในการป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับแรงงานข้ามชาติ คือ การที่ทำให้แรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงการรับบริการทางสุขภาพทั้งทางด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงในการทำงาน การเข้าถึงการช่วยเหลือตามกฎหมายและตามนโยบายของภาครัฐ เพราะการขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การขาดความมั่นคงทางดำเนินชีวิต จะนำไปสู่การขาดความมั่นคงทางสุขภาพด้วยเช่นกัน”

คุณอดิศร-เกิดมลคล-ผู้ประสานงานเครือข่ายอ
นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG)

อย่างไรก็ตาม นายอดิศร ยังได้ชวนคนไทยมองแรงงานข้ามชาติในมิติการพึ่งพากันด้วยว่า “อยากให้คนไทยมองแรงงานข้ามชาติในฐานะที่เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ที่ยามปรกติ เขาก็เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะในระยะยาว เราก็ต่างพึ่งพากัน และช่วงเศรษฐกิจในระยะฟื้นตัวหลังโควิด เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีแรงงานข้ามชาติเป็นกำลังสำคัญ การดูแลกันและกัน การไม่ด่วนตัดสินเขา การไม่เลือกปฏิบัติ และการสร้างโอกาสให้คนทุกคนในสังคม คือกำลังสำคัญที่จะทำให้เราก้าวผ่านการระบาดของโรคโควิดครั้งนี้ไปได้แน่นอน”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *