อ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน! กอ.รมน. บุกคุกคามชาวบ้านบำเหน็จณรงค์ถึงทุ่งนา ปมค้านเหมืองโปรแตช

วานนี้ (28 เม.ย. 2563) เวลาประมาณ 08.00 น. ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ประมาณ 20 คน ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ ‘ล็อคดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง’ เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอและหยุดกระบวนการพิจารณาในการอนุมัติ/อนุญาต รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมในการสำรวจและการทำเหมืองแร่ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งหมดเอาไว้ก่อน จนกว่าจะยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม และไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชนที่มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังต้องต่อสู้ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน

โดยเวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางไปหาชาวบ้านหนึ่งในสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ถึงทุ่งนาที่ชาวบ้านกำลังทำเกษตรกรรมอยู่ โดยมีตำรวจ 7 นาย เดินทางมาด้วยรถยนต์จำนวน 3 คัน ได้แก่ รถตู้ตำรวจ รถตำรวจตราโล่ และรถกระบะสีบรอนซ์เงิน ซึ่งแต่งตัวเต็มยศ 5 นาย และนอกเครื่องแบบอีก 2 นาย โดยได้แจ้งว่ามาเชิญตัวชาวบ้านไป สภ.หัวทะเล จากกรณีคลิปอ่านแถลงการณ์ล็อคดาวน์เหมืองแร่หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง

ซึ่งขณะที่ชาวบ้านคนดังกล่าวกำลังจะโทรศัพท์ติดต่อชาวบ้านคนอื่น ๆ ในกลุ่มฯ ว่า ตนเองถูกข่มขู่และตำรวจจะมาพาตัวไปโรงพัก ก็ถูกตำรวจนายหนึ่งแต่งชุดนอกเครื่องแบบเดินมายึดโทรศัพท์ไปและกล่าวว่า “ห้ามโทรติดต่อใครทั้งสิ้น” และทำการส่งข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในโทรศัพท์ของชาวบ้านเข้าโทรศัพท์ของตัวเองโดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ นอกจากนี้ยังไม่ได้มีการแจ้งหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหาแก่ชาวบ้านก่อนควบคุมตัวไป สภ.หัวทะเล แต่อย่างใด โดยทางตำรวจทั้ง 7 นาย มีท่าทีในการข่มขู่คุกคามและบีบบังคับให้ชาวบ้านคนดังกล่าวไป สภ.หัวทะเล ให้ได้ จนทำให้ชาวบ้านคนดังกล่าวจำใจต้องไปด้วย เนื่องจากตนเองหวั่นเกรงต่อความปลอดภัยของตนเอง

โดยก่อนที่จะพาไป สภ.หัวทะเล ตำรวจได้บังคับให้ชาวบ้านคนดังกล่าวพาไปหาชาวบ้านมาเพิ่มเติมอีก 2 คน เพื่อนำตัวมาให้ปากคำเพิ่มเติมด้วย แต่ชาวบ้านคนดังกล่าวไม่ยอมจึงได้พาตัวไป สภ.หัวทะเล เพียงคนเดียว

เวลาประมาณ 10.40 น. ตำรวจทั้ง 7 นาย และชาวบ้าน ได้เดินทางมาถึง สภ.หัวทะเล โดย ร.ต.อ.โยธิน เดือนกลาง เจ้าพนักงานสอบสวน สภ.หัวทะเล ได้ทำการสอบปากคำชาวบ้าน โดยมีการถามชี้นำให้ชาวบ้านรับสารภาพว่า มีการจัดการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุม และพยายามยัดเยียดความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ให้ชาวบ้านรับสารภาพ ทั้งๆ ที่ชาวบ้านได้จัดกิจกรรมในพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งไม่ได้เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ แต่อย่างใด ทั้งยังดูแลความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี โดยเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) สวมใส่หน้ากากอนามัย และแจกจ่ายแอลกอฮอล์ให้ชาวบ้านล้างมือก่อน-หลังทำกิจกรรมทุกคน และนอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มาสังเกตการณ์ด้วย

เวลาประมาณ 11.18 น. ชาวบ้านขอร้องให้ทางตำรวจคืนโทรศัพท์ให้ เนื่องจากไม่ได้บอกทางญาติพี่น้องว่าไปไหนและเกรงว่าทางบ้านจะเป็นห่วง ซึ่งทางตำรวจจึงได้คืนโทรศัพท์ให้และได้รีบติดต่อญาติพี่น้องและสมาชิกกลุ่มฯ คนอื่นๆ ว่า ตนเองถูกตำรวจควบคุมตัวมา สภ.หัวทะเล และกำลังถูกสอบปากคำ

เวลาประมาณ 14.00 น. เมื่อชาวบ้านในกลุ่มฯ ได้ทราบข่าว จึงได้เดินทางไป สภ.หัวทะเล ประมาณ 7 คน เพื่อติดตามสถานการณ์ โดยมีการปกป้องความปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) และสวมใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งชาวบ้านที่ไปสมทบได้เรียกร้องให้ปล่อยตัวสมาชิกกลุ่มฯ ออกมา เพราะชาวบ้านใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้ทำอะไรผิด และขอเข้าไปหาชาวบ้านที่ถูกจับตัวมา

โดยทางตำรวจได้อนุญาตให้ชาวบ้านแค่ 2 คน เข้าไปในห้องสอนสวนด้วย ซึ่งในระหว่างการสอบสวนก็มีตำรวจแต่งชุดนอกเครื่องแบบเข้ามาให้ข้อมูลแทรกเป็นระยะๆ และท่าทีจะนำตัวชาวบ้านที่กำลังถูกสอบปากคำไปพูดคุยด้วยเป็นการส่วนตัว โดยชาวบ้านคนอื่นๆ ไม่ยอมและกล่าวว่า ถ้าจะคุยกันก็ต้องอยู่ด้วยกันทั้งหมดตรงนี้ ทำให้ตำรวจนายดังกล่าวเดินไปหาชาวบ้านคนอื่นที่มาติดตามสถานการณ์ และไปพูดในเชิงข่มขู่ชาวบ้านว่า “ที่ดินที่ไปแถลงการณ์เป็นที่ดินของชาวบ้านใช่ไหม? เป็นบ้านของใคร? จะโดนจับกันหมด” พร้อมทั้งอ้างตนว่า ตนเองสามารถช่วยชาวบ้านได้ถ้าชาวบ้านยอมรับสารภาพแต่โดยดี และให้ชาวบ้านทำตามที่ตนเองพูดด้วยการรับสารภาพว่า ชาวบ้านจัดกิจกรรมในที่สาธารณะ ไม่เพียงเท่านั้นยังพยายามข่มขู่ให้ชาวบ้านที่ถูกคุมตัวสารภาพว่า จัดกิจกรรมในที่สาธารณะ และพยายามเอาตัวชาวบ้านออกไปคุยเป็นการส่วนตัวตลอดเวลา

โดยทางชาวบ้านได้พยายามสอบถามทางตำรวจว่า “ชาวบ้านที่ถูกจับมามีความผิดอะไร ผิดมาตราไหน ถูกเชิญมาในฐานะอะไร เราใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย” ซึ่งทางตำรวจได้บ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามชาวบ้านและบอกเพียงว่า “เชิญมาในฐานะพยาน ต้องคุยกับนายก่อน ขอคุยกับผู้ใหญ่ของจังหวัดที่สั่งการมาว่าผู้ใหญ่จะว่ายังไง” และพูดเพิ่มเติมว่า “คดีนี้เป็นคดีที่ กอ.รมน.จังหวัด สั่งการมา ให้ดำเนินคดีกับชาวบ้านที่ออกมาอ่านแถลงการณ์ล็อคดาวน์เหมืองแร่หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง โดย กอ.รมน.ส่วนกลาง ได้พบคลิปเผยแพร่ในเพจเหมืองแร่ชัยภูมิจึงสั่งให้ทาง สภ.หัวทะเล ดำเนินการตรวจสอบ นำตัวชาวบ้านมาสอบปากคำ และเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป”

จนกระทั่งเวลาประมาณ 16.00 น. ตำรวจได้ทำบันทึกคำให้การออกมา มีจำนวน 3 หน้า โดยทางชาวบ้านได้ขอดูเอกสารและขอตรวจสอบข้อความทั้งหมดก่อน โดยชาวบ้านทั้งหมดเห็นว่า บันทึกคำให้การดังกล่าวมีความไม่ถูกต้องหลายจุด จึงไม่ขอเซ็นต์เอกสารใดๆ และยืนยันว่าชาวบ้านไม่ได้ทำความผิดทั้งสิ้น และถ้าหากจะกล่าวหาว่า ชาวบ้านมีความผิดจริงก็ให้แจ้งเป็นเอกลักษณ์อักษร แจ้งข้อกล่าวหามาก่อน แจ้งหมายมา ไม่ใช่ใช้วิธีการนอกกฎหมายข่มขู่คุกคามชาวบ้านแบบนี้ ซึ่งชาวบ้านยังคงยืนยันว่า สถานที่ที่จัดกิจกรรมไม่ถือว่าเป็นการชุมนุมสาธารณะ เพราะจัดในที่ดินส่วนบุคคล

ซึ่งทางตำรวจได้มีท่าทีอ่อนลงและกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หลังจาก 16.00 น. ถ้าคุยกับเจ้านายแล้วผลเป็นยังไงจะโทรศัพท์ไปหาอีกครั้ง และจะขอให้มาเซ็นต์รับทราบคำให้การอีกครั้ง โดยชาวบ้านก็ยังยืนยันว่า ถ้าผิดจริงให้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ต้องโทรติดต่อมาทางวาจา ชาวบ้านจะต่อสู้ไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย ไม่ขอพูดคุยเป็นการส่วนตัว ถ้าจะประสานงานมาให้ประสานมาในนามกลุ่มฯ เพราะถือว่าทำกิจกรรมในฐานะกลุ่มฯ และชาวบ้านยังยืนยันที่จะไม่เซ็นต์เอกสารใดๆ

โดยเวลาประมาณ 16.10 น. ทางตำรวจได้สั่งให้ชาวบ้านพาไปดูสถานที่จัดกิจกรรม ซึ่งชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านได้เล่าว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 13.00 น. ได้มีตำรวจนอกเครื่องแบบ จำนวน 2 นาย มาดูสถานที่แล้วครั้งนึง โดยเดินทางมาด้วยรถตู้ และมาถ่ายรูปบ้าน รูปสถานที่จัดกิจกรรม ซึ่งทางตำรวจที่มาลงตรวจสอบพื้นที่พยายามมาบอกชาวบ้านว่า “ทำไมไม่ไปจัดในที่สาธารณะ มันจะได้มีพื้นหลังสวยๆ จะไปทำในบ้านทำไม ทำไมไม่ไปแถลงการณ์ที่ถนน”

เวลาประมาณ 18.06 น. ชาวบ้านได้เดินทางไป สภ.หัวทะเล อีกครั้ง เพื่อลงบันทึกประจำวันจากกรณีการที่ตำรวจได้ยึดโทรศัพท์ของชาวบ้านและคัดลอกข้อมูลในโทรศัพท์ออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต และการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 157 โดยทางชาวบ้านจะขอดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์คนหนึ่งได้ยืนยันว่า “กิจกรรมของชาวบ้านทำในพื้นที่ส่วนตัวไม่ได้เข้าข่ายตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ จึงไม่ต้องแจ้งการชุมนุมตั้งแต่แรก และยังมีการปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี เว้นระยะห่างระหว่างกัน (Social distancing) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคไวรัสโควิด-19 และมีการล้างมือทุกครั้งทั้งก่อนและหลังเข้าร่วมแถลงการณ์” และยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิดและเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ชาวบ้านต่างตั้งคำถามจากกรณีการที่ กอ.รมน.จังหวัดชัยภูมิ และ กอ.รมน.ส่วนกลาง ดำเนินการแทรกแซงและสั่งการมาให้ตำรวจ สภ.หัวทะเล ดำเนินคดีกับชาวบ้านที่ออกมาอ่านแถลงการณ์ล็อคดาวน์เหมืองแร่หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง ซึ่งเข้าข่ายเป็นกระบวนการปิดปากประชาชนที่เดือดร้อนจากการสำรวจและการทำเหมืองแร่โดย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างเห็นได้ชัด และพยายามลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเป็นขบวนการ เพื่อจำกัดการเข้าถึงสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่ ทำให้ประชาชนขาดการมีส่วนร่วม และเป็นการละเลยต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและชุมชนในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ซึ่งเป็นสิทธิตามธรรมชาติโดยชอบธรรม

ที่มา: เหมืองแร่ ชัยภูมิ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *