นักวิชาการรัฐศาสตร์ ชม. สวนกลับ! กรมป่าไม้ ผลิตซ้ำ! หวังผูกขาดการจัดการทรัพยากร

จากกรณีที่เพจ “กรมป่าไม้” ได้มีการโพสข้อความทำนองการผลิตซ้ำ เพื่อสร้างมวลชนและแนวร่วมจากชนชั้นกลางเพื่อหนุนอำนาจของกรมป่าไม้ หรือของรัฐ ในการควบคุมและจัดการทรัพยากรอย่างมีความชอบธรรม และได้เผยแพร่ภาพการตัดโค่นและเผาต้นไม้ในพื้นที่เกษตรกรรมบนพื้นที่สูงทางภาคเหนือ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา โดยมีข้อความ

ไฟป่า 🔥 ภาพซ้ำๆ ที่เกิดขึ้นทุกปี

ภาพเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างความเสียที่เกิดขึ้นกับป่าไม้ ในเขตติดต่อของอำเภอกัลยาณิวัฒนา อำเภอแม่แจ่ม และอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์เพียงบางคนเป็นต้นเหตุในเรื่องนี้ สิ่งที่กรมป่าไม้ดำเนินการไม่เพียงแค่ร่วมกันกับหลายหน่วยงานเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ แต่ต่อจากนี้ไปต้องมีมาตรการในการช่วยฟื้นฟูป่าเหล่านี้ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของคนไทยทั้งประเทศ ให้กลับมาทำหน้าที่ของมันอย่างแท้จริง และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องไม่มีการเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้อย่างเด็ดขาด

#กรมป่าไม้รักป่ารักประชาชน❤️

ซึ่งต่อมาเมื่อ วันที่ 24 เมษายน ดร.โอฬาร อ่องฬะ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ ได้โพสเฟสบุ๊กส่วนตัว ชื่อ Olarn Ongla แสดงความคิดเห็นต่อการกระทำดังกล่าวของกรมป่าไม้ว่า

ไพ่ใบสุดท้ายเพื่อทำให้ (รัฐ) ผ่านการใช้อำนาจของกรมป่าไม้ ได้มีอำนาจในการควบคุมและจัดการทรัพยากรอย่างชอบธรรมอีกครั้ง คือการสร้างพลังโดยดึงเอาผู้คนในสังคมเข้ามาเป็นแนวร่วมกับรัฐให้ได้มากที่สุด โดยผ่านวิธีการผลิตซ้ำและผลิตซ้ำผ่านองค์กรสื่อที่รัฐควบคุม รวมไปถึงการสร้างภาพความเสื่อมโทรมของทรัพยากรเพื่อปลุกอารมณ์ให้มวลชนคนชั้นกลางได้เห็นว่าสิ่งที่ (รัฐ) กรมป่าไม้ได้ทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม และมุ่งปกป้องทรัพยากรของประเทศชาติอย่างแท้จริง
แต่อย่าลืมว่า การต่อสู้ช่วงชิงในพื้นที่แบบนี้ จะสามารถจัดการ ควบคุมโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว หากยังมีพลังชุดใหม่ ๆ ออกมาท้าทายการผูกขาดวิธีจัดการทรัพยากร ตอบโต้สิ่งที่รัฐทำเสมอ

“มันไม่ง่ายที่คุณจะหลอกลวงด้วยกระบวนการเดิม ๆ แล้ว รัฐจ้า”

ดร.โอฬาร ยังได้ให้ความเห็นต่อผลกระทบที่จะตามมาเพิ่มเติมว่า “การกระทำเช่นนี้จะส่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกว้าง ๆ 2 ด้าน ด้านแรก มันเป็นการทำลายความชอบธรรมและกระบวนการจัดการทรัพยากรของชุมชน รวมไปถึงการทำให้ภาพระบบการผลิตแบบไร่หมุนเวียน กลายเป็นการทำลายป่า ซึ่งภายใต้สื่อกระแสหลัก ถือว่ามีพื้นที่ของการรับรู้และผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม ก็เสพสื่อกระแสหลักมากพอควร การทำลายความชอบธรรมดังกล่าวมาจากการที่รัฐพยายามผูกขาดอำนาจในการจัดการทรัพยากร ในทางกลับกันรัฐกลับเปิดช่องทางให้กลไกตลาดหรือทุนในรูปบริษัทบางรายสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเสรี

ด้านที่สอง การกระทำการในลักษณะดังกล่าวจะส่งผลให้คนในสังคมเกิดความไม่ไว้วางใจกัน ช่องว่างระหว่างคนเมือง คนชนบท หรือชนเผ่า จะถูกผลักให้เป็นคู่ตรงข้ามกันมาก ความขัดแย้งจะยิ่งบานปลาย เพราะสื่อกระแสหลักไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสื่อสารให้คนในสังคมเข้าใจกันและกัน หากแต่พยายามตอกลิ่มความขัดแย้งให้ขยายวงกว้างออกไป”

นอกจากนั้น ดร.โอฬาร ได้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐ หรือกรมป่าไม้ ในแนวทางการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม และควรยติการยัดเยียดปัญหาไปสู่ชาวบ้าน ตลอดจนหยุดการครอบงำสื่อ

“รัฐควรมีแนวทาง คือไม่เข้าไปแทรกแซงหรือสนับสนุน หรือบ่งการ ความคิดของการนำเสนอจากสื่อ ควรเปิดโอกาสให้มีการรับข้อมูลที่รอบด้าน และสร้างโทนข่าวเพื่อการสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา มากไปกว่าการยัดเยียดปัญหาไปสู่ชาวบ้าน โดยเฉพาะคนบนดอย อีกส่วนหนึ่งรัฐควรพิจารณาข้อเท็จจริงและปรากฏการณ์ของพื้นที่เป็นหลักก่อน ไม่ควรตั้งธงนำทางความคิดก่อนจะเห็นข้อเท็จจริง อีกประการคือการแก้ไขที่ใช้รูปแบบความรุนแรง หรือการจับกุม ไม่ใช่ทางออกของการแก้ไขปัญหา ในสภาวการณ์เช่นนี้ ทางออกควรออกแบบ พูดคุยร่วมกันกับชุมชน ให้ชุมชนได้ใช้กฏกติกาในการจัดการก่อน” ดร.โอฬารกล่าว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *