#ยืนตรงไร่หมุนเวียน: การเดินทางของแฮชแท็กท้าชวนสร้างพื้นที่เรียนรู้ท่ามกลางกระแสแพะรับบาปในปัญหาไฟป่า

ผิดที่กะเหรี่ยงอีกแล้วหรือ ?

เสียงบ่นปนรอยยิ้มของชายกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกันขณะเตรียมแนวกันไฟของชุมชนแห่งหนึ่งแถบเทือกป่าทางทิศใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้คนในเมืองเชียงใหม่เริ่มเผชิญผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่ต่างพากันจับจ้องมาตรวัดค่าฝุ่นละออง PM 2.5 กันเป็นรายนาทีและเริ่มตามมาด้วยกระแสการชี้นิ้วมองหาใครสักคนที่เหมาะจะเป็นสาเหตุความทุกข์ระดมดังกล่าวและเป็นกลุ่มคนที่ถูกทำให้ด้อยอำนาจทางสังคมมากพอต่อการติดป้ายมอบข้อหาอย่างเหมารวม ราวกับว่าดินแดนแห่งนี้ยังไม่ได้วิวัฒน์ตัวเองจากโลกเดิมไปสู่โลกของแสงสว่างทางปัญญาอันใดเลย

94022416_2696164910708300_8867288822468050944_n

ยุคที่เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้ได้เห็นความรุนแรงของสถานการณ์ไฟป่าฤดูนี้อย่างคาหูคาตา โดยเฉพาะกรณีเมืองเชียงใหม่กับไฟป่าดอยสุเทพที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเชื่อมโยงกับมลพิษทางอากาศอย่างเลี่ยงไม่ได้และล้วนเต็มไปด้วยความซับซ้อน ความขัดแย้ง ข้อสงสัย ข้อถกเถียงและคำถามตัวโตต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อปัญหาดังกล่าวที่หมักหมมต่อเนื่องหลายยุคสมัยและได้ตระหนักร่วมกันอย่างแจ่มชัดว่าเรื่องผลพิษฝุ่นควัน ระบบการจัดการไฟเชิงนิเวศอันหลากหลาย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศักยภาพชุมชนท้องถิ่น กลไกราชการ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นหรือแม้แต่การเมืองระดับชาติที่ต่างไม่มีเรื่องใดสามารถมองอย่างแยกส่วนจากกันได้ ซ้ำยังสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นกว่าที่คิดเสียอีก

อีกด้านหนึ่ง เราได้เห็นชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่าจำนวนมากลุกขึ้นมาสื่อสารชีวิตของพวกเขาผ่านโซเชียลมีเดียในฤดูที่ต้องเผชิญไฟอันไม่พึงประสงค์จำนวนมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จนเกิดกรณีบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต แต่แล้วเมื่อไฟเริ่มมอดลง ทิศทางนโยบายรัฐที่เกี่ยวข้องกลับพยายามมุ่งตรงไปยังชุมชนในพื้นที่ป่าราวกับเป็นผู้ร้ายตัวฉกาจต่อกรณีปัญหาไฟป่า ทั้งที่ชุมชนจำนวนมากคือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงและต่างเสี่ยงชีวิตอยู่กับหยุดยั้งไฟร้ายเหล่านั้นอย่างไร้สวัสดิการคุ้มครองใดๆ มาโดยตลอด

เมื่อประเมินท่าทีของภาครัฐและกระแสภาครวมของสาธารณะที่ปรากฎเป็นข่าวและพิจารณาฤดูกิจกรรมของชุมชนในพื้นที่ป่าระยะอันใกล้นี้ จึงเริ่มสรุปได้ว่าหวยหายนะใบนี้คงตกอยู่กับชุมชนชนกะเหรี่ยงที่ยังเกี่ยวข้องกับระบบไร่หมุนเวียน ซึ่งเสี่ยงต่อการต้องตกเป็นจำเลยทางสังคมหรือแพะรับบาปในประเด็นนี้ (กะเหรี่ยงอีกแล้วหรือ) โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังคงไร้ซึ่งแนวทางการสร้างความเข้าใจต่อสังคม แม้จะมีงานทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศพยายามอธิบายถึงความรู้และคุณค่าของระบบไร่หมุนเวียนมายาวนานและแม้จะมีแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ที่ควรจะร่วมกันปกป้องมรดกเหล่านี้สู่การได้รับรองให้เป็นมรดกโลกอย่างที่หลายฝ่ายกำลังพยายามผลักดัน   

ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคมและยังพัวพันกับการศึกษาวิจัยต่อประเด็นการจัดการไฟในฐานะส่วนหนึ่งของระบบไร่หมุนเวียนของชุมชนกะเหรี่ยง จึงอยากจะทดลองเพิ่มเรื่องราวบนหน้าฟีดในโลกโซเชียลมีเดียของตัวเอง เผื่อจะได้พักสายตาจากข่าวนานาวิกฤตของประเทศนี้สักพักและการท้าชวนภายใต้  #ยืนตรงไร่หมุนเวียน ก็เกิดขึ้นจากการมองรูปถ่ายตัวเองที่กำลังยืนท่ามกลางแปลงไร่หมุนเวียนในพื้นที่วิจัยและคิดว่าเพื่อนคนอื่นคงน่าจะพอมีกันบ้าง โดยตัวเองได้เขียนสิ่งที่อยากจะบอกภายใต้โวหาร “พอเสียที” อย่างน้อย 6 ประเด็นต่อสถานการณ์ดังกล่าว

94037631_2346210479011797_375793648236756992_n

1) พอเสียที กับ วิธีคิดเชิงเดี่ยวที่ตีขลุมเหมารวม ที่ใช้กับทุกหนแห่งและละเลยความเข้าใจถึงมิติอันซับซ้อนของบริบทพื้นที่และพลวัตของเงื่อนไขแวดล้อม

2) พอเสียที กับ มาตรการห้ามเผาอย่างไม่แยกแยะลักษณะไฟ ซึ่งปรากฏชัดแล้วว่าไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ ซ้ำร้ายยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อระบบการจัดการไฟ

3) พอเสียที กับ การฝืนห้ามไฟทุกประเภท อันส่งผลโดยตรงกับการบั่นทอนศักยภาพระบบจัดการเชื้อเพลิงสะสมในพื้นที่ป่าผลัดใบ การทำแนวกันไฟ รวมไปถึงระบบการจัดการป่าและระบบไร่หมุนเวียนของชุมชนกะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ)

4) พอเสียที กับ การสุมความเสี่ยงต่อการสะสมเชื้อเพลิง จนเกิดไฟป่าที่รุนแรงยากต่อการรับมือ ซ้ำร้ายยังขยายเชื้อไฟความขัดแย้งทางสังคมสู่ไฟทางการเมืองที่ยากจะควบคุม

5) พอเสียที กับ การหาแพะและสร้างบรรยากาศกล่าวโทษ ผลักความรับผิดชอบร่วมในฐานะสมาชิกสังคมที่ล้วนเป็นหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อภูมิอากาศร่วมกัน นับเป็นการกระทำที่ซ้ำเติมสถานการณ์และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

6) พอเสียที กับ การตอกย้ำมายาคติด้านลบ ที่โน้มผลักให้ผู้คนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะชุมชนในพื้นที่ป่าที่ไม่ได้วางอยู่บนฐานความรู้ ข้อเท็จจริงหรือหลักทางวิชาการอย่างไร้มโนสำนึก เหล่านี้ไม่ควรกลายเป็นเชื้อความขัดแย้งในสังคมต่อไป

ถึงตอนนี้กิจกรรมทดลอง #ยืนตรงไร่หมุนเวียน คงได้นำพาตัวเองไปพบปะพูดคุยกับเพื่อนระหว่างทางอย่างหฤหรรษ์จนกว่าตัวมันจะหยุดพักไปเอง แต่อย่างน้อยตัวมันได้พยายามสื่อสารสร้างพื้นที่ความรู้ร่วม เปิดผนึกองค์ความรู้การใช้ไฟ กางศักยภาพที่เคยถูกกดทับ เผยโลกที่ถูกบังคับให้ต้องหลบซ่อน กู่ร้องบอกผู้คนในฐานะหนึ่งในระบบความสัมพันธ์ที่ช่วยปกปักสมดุลนิเวศให้เหลือรอดพ้นมาจนปัจจุบันอย่างเต็มภาคภูมิและหากโอกาสดีอาจจะได้แวะไปส่งเสียงถึงกลุ่มคนที่กุมอำนาจให้หลีกเลี่ยงการคุกคาม ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นคนอย่างไร้เหตุผล ไร้มนุษยธรรมและก่อเชื้อไฟความขัดแย้งซ้ำเติมสังคมไปมากกว่านี้

94262573_1124760007899954_3717484431674441728_n
ธนากร อัฏฐ์ประดิษฐ์ #ยืนตรงไร่หมุนเวียน ที่ไปเยือน

ในสังคมอารยะ (หากอยากไปถึง) การใช้องค์ความรู้ สติปัญญาและศักยภาพสร้างสรรค์ของทุกฝ่ายจะเป็นหัวใจสำคัญในการออกจากปัญหา หาใช่แต่ความนิยมคลั่งในอำนาจหรือเครื่องแบบสมมุติของฝ่ายใด คงต้องพอเสียทีและถึงเวลาเสียทีที่ต้องสร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่การสร้างนโยบายการแก้ไขปัญหาที่เป็นฉันทามติร่วมของสังคมบนความเป็นธรรม

ไร่หมุนเวียนของคนกะเหรี่ยงไม่ได้เป็นปัญหาเท่ากับวิธีคิดที่มองว่าตนนั้นประเสริฐและทรงอำนาจ​กว่าผู้อื่น​

 

 

เรื่องโดย ธนากร อัฏฐ์ประดิษฐ์

นักวิชาการหนุ่ม ผู้ที่กำลังพัวพันกับวิจัยประเด็นการจัดการไฟและระบบไร่หมุนเวียนของชุมชนกะเหรี่ยง

1471_10206926947266024_360185280646973150_n

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *