ปิดป่า! จับคนขัง! ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควัน

ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เป็นปัญหาร่วมของทุกคนทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนและ ภาคประชาสังคมในพื้นที่ ไม่ใช่ปัญหาของภาครัฐที่เป็นคนจัดการทั้งหมด

  • รัฐควรใช้หลักการให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพากัน ต้องให้สิทธิกับประชาชนในพื้นที่อนุรักษ์ ให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์
  • รัฐควรส่งเสริมให้ใช้ระเบียบชุมชน หรือข้อตกลงชุมชนในการอนุรักษ์
  • การบังคับใช้กฎหมายและนโยบายควรดําเนินการโดยใช้หลักภูมิศาสตร์รัฐศาสตร์ คือใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งและให้มีการดําเนินการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพื้นที่เป็นหลัก
  • ควรส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่อนุรักษ์สามารถออกแบบกลไกและวิธีการอนุรักษ์ การ
    แก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน และการใช้ประโยชน์
  • และส่งเสริมให้เกิดการศึกษาทางวิชาการอย่างเป็นระบบเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์

หากจะมองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในช่วงหน้าแล้งของปีนี้ ไม่ว่าจะ 1) ปรากฏการณ์ไฟรุนแรงในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ส่งผลให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ป่าสนเขาเป็นวงกว้าง ทำให้พื้นที่ป่าสนเขาถูกเผาไหม้กว่า 3,700 ไร่

2) ไฟป่าบนเทือกเขาบรรทัดซึ่งเผาผลาญพื้นที่ราว 5,600 ไร่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลให้หลายพื้นที่ในจังหวัดตราดและพื้นที่ใกล้เคียง ถูกปกคลุมด้วยมลพิษทางอากาศจากไฟป่า

และ 3) เกิดไฟป่ารุกหนักในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ในเดือนมีนาคม ชี้ให้เห็นพื้นที่เสียหายจากไฟป่าเป็นบริเวณรวมกันมากกว่า 8,600 ไร่ ส่งผลให้หลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียงถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันไฟที่เกิดขึ้นจากไฟป่า และเชียงใหม่ขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก

ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ไฟป่าทำลายพื้นที่ป่าทั่วประเทศไปแล้วนับแสนไร่ และทำให้เกิดหมอกควันและฝุ่นพิษก่อกวนสุขภาพของผู้คนเป็นจำนวนมากครอบคุมหลายจังหวัดทั้งในภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ นั้น นำไปสู่การลงพื้นที่ภาคเหนือเพื่อเร่งแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันของรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และได้ใช้อำนาจส่งการให้เร่งหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

การใช้อำนาจรัฐแก้ปัญหาไฟป่า

จากรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เดินทางไปราชการจังหวัดเชียงใหม่เพื่อติดตามรับทราบความคืบหน้าการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ณ ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา

D64DBAF67E504291829CC717F5B28BBF
ภาพข่าวจาก Posttoday

โดยรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์โดยรวม 9 จังหวัดดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.63 จุดความร้อนลดลง 80% ค่า PM 2.5 ลดลงทุกวัน จุดความร้อนส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ทุรกันดารและยากแก่การเข้าถึง โดยเฉพาะพื้นที่สูง โดยได้รับการสนับสนุนอากาศยานในการดับไฟและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมากขึ้น ยังมีการเผาพืชไร่และการเผาป่าจากการเข้าไปหาของป่า โดยมีคดีไฟป่าสะสม 644 คดี ผู้ต้องหาสะสม 15 ราย

จากนั้น พล.อ.ประวิตร ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดเป็นแกนระดมสรรพกำลังและทรัพยากรที่มีทั้งหมดเร่งดับไฟให้สนิท ให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน ร่วมเฝ้าระวังและจัดชุดดับไฟขั้นต้น จับตากลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด สำหรับผู้รับสิทธิ์ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า หากพบมีการเผาในพื้นที่ให้ระงับสิทธิ์ทันที พร้อมทั้งให้ถอดบทเรียน กำหนดมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในแต่ละพื้นที่อีก

อีกทั้งสั่งการย้ำให้ทุกหน่วยคุมเข้มและบังคับใช้กฎหมายในความรับผิดชอบอย่างจริงจัง หากไม่ดำเนินการถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะต้องร่วมกันหาตัวผู้กระทำผิดในแต่ละพื้นที่ให้ได้เพื่อเร่งฟ้องและดำเนินคดีให้ถึงที่สุด พร้อมกันนี้ขอให้เข้าไปช่วยเหลือดูแลสุขภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องให้ทั่วถึงด้วย และประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจการอนุรักษ์ป่าควบคู่กันไป

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) แถลงการณ์โต้แย้ง

กป.อพช. ร่วมกับองค์กรและประชาชนรวม 105 ราย ออกแถลงการณ์โต้แย้งต่อ พอ.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีทันที เมื่อวันที่ 11 เมษายน ว่าการเผาป่าไม่ได้มีสาเหตุมาจากการทำกินของประชาชน และไม่เห็นด้วยกับการปิดป่า 

north1150463

เนื้อหาแถลงการณ์ของ กป.อพช. ระบุว่า “หากดูจากข้อมูลจุดความร้อน (Hot Spot) และพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) จะพบว่าไฟป่าส่วนใหญ่เกิดในเขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช แม้จะมีประชาชนบางส่วนทำกินทับซ้อนกับเขตป่าอนุรักษ์ แต่ชุมชนชาติพันธุ์เหล่านี้ก็มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการป่าและวิธีจัดการไฟป่าตามภูมิปัญญาท้องถิ่น และในขณะทที่เกิดไฟป่าทั่วภาคเหนือ ประชาชนจากหลายร้อยหมู่บ้านก็ได้ช่วยกันดับไฟอย่างเข้มแข็ง จนหลายคนเสียชีวิตจากการช่วยป้องกันและดับไฟป่า”

“ปัญหาไฟป่ามีความซับซ้อน ทั้งธรรมชาติของป่าผลัดใบที่จะทิ้งใบทุกปี หากมีใบไม้แห้งสะสมปริมาณมาก ใบไม้เหล่านี้จะกลายเป็นเพลิงเชื้อเมื่อเกิดไฟป่า ทำให้ผืนป่าถูกทำลายอย่างรุนแรง เพราะฉะนั้นจึงควรหาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหานี้ด้วย อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาไฟป่ายังเกี่ยวข้องกับงบประมาณ ความไม่เป็นธรรมของรัฐ และระบบอำนาจรวมศูนย์”

“ดังนั้น การชี้นิ้วกล่าวโทษว่าไฟป่ามีสาเหตุจากการเผาพืชเกษตรเพื่อยังชีพและการหาของป่าจึงเป็นการลดทอนปัญหาของไฟป่าให้เหลือเพียงประชาชนเป็นแพะรับบาป กลบเกลื่อนความล้มเหลวในการจัดการปัญหาเชิงระบบของรัฐและเป็นการตอกย้ำภาพมายาคติที่แฝงไว้ซึ่งอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ และการใช้อำนาจอย่างไม่ยุติธรรมกับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีพื้นที่ทับซ้อนกับป่าอนุรักษ์ของรัฐ” กป.อพช. ระบุ

ซึ่ง กป.อพช. ไม่เห็นด้วยกับการปิดป่าฤดูร้อน เพราะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่มองประชาชนเป็นต้นเหตุ แต่ไม่ได้มีแนวทางจัดการปัญหาไฟป่าให้สำเร็จ การกีดกันประชาชนออกจากป่าเท่ากับกีดกันไม่ให้ประชาชนช่วยดูแล ป้องกันและช่วยจัดการไฟป่า ยิ่งซ้ำเติมปัญหาระบบอำนาจรวมศูนย์

“กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องไม่ฉวยโอกาสท่ามกลางวิกฤตไฟป่าละเมิดสิทธิของชุมชนที่มีอยู่ในเขตป่าทุกประเภท รวมไปถึงการกลั่นแกล้งจับกุมคุมขังและดำเนินคดี”

กป.อพช. ย้ำอีกว่า ทางออกที่ถูกต้องจำเป็นต้องอาศัยการร่วมมือจากทุกส่วน ทั้งชุมชน ประชาชนภายนอก ราชการ และภาคประชาสังคม

การแก้ปัญหาไฟป่าต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

จากบทความวิชาการของ นายพันธวัช ภูผาพันธกานต์ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ศึกษาเพื่อการพัฒนา ได้นำเสนอแนวคิดว่าด้วย แนวทางการบริหารการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ แบบความร่วมมือ 4 ฝ่าย ชี้ว่า ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เป็นปัญหาร่วมของทุกคนทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนและ ภาคประชาสังคมในพื้นที่ ไม่ใช่ปัญหาของภาครัฐที่เป็นคนจัดการทั้งหมด

ซึ่งได้เผยผลศึกษาปัญหาและผลกระทบปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ระหว่างปี 2562-2563 ในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อสรุปและถอดบทเรียนของปัญหาและผลกระทบดังกล่าว และได้มีแนวทางที่เป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและส่งเสริมให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

แนวทางการบริหารการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ แบบความร่วมมือ 4 ฝ่าย

โดยบทความดังกล่าวได้ระบุถึงตัวแปรการเกิดไฟป่าและแนวทางการแก้ปัญหา ดังนี้

ตัวแปรการเกิดไฟป่า

  • ตัวแปรธรรมชาติ ได้แก่ การสะสมของเชื่อเพลิง ตามประเภทและชนิดของป่า ประเภทของการทําการเกษตรและความจําเป็นในการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ทําการเกษตร เป็นต้น
  • ตัวแปรระดับนโยบาย ได้แก่การศึกษากฎหมาย ระเบียบจากส่วนกลางและระดับจังหวัดในการควบคุมการเผา หน่วยงานที่รับผิดชอบในการแก้ปัญหาทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ การออกแบบโครงสร้างการบริหารการแก้ปัญหาระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ระบบสั่งการแบบ Single command และระดับการใช้และจัดทําฐานข้อมูลระดับจังหวัดและระดับพื้นที่
  • ตัวแปรระดับพื้นที่หรือระดับชุมชน ได้แก่ พฤติกรรมและความจําเป็นในการเผา เช่น การเตรียมพื้นที่
    เกษตรกรรม การหาของป่า การมีส่วนร่วมและสํานึกความเป็นเจ้าของชุมชน การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าที่เอื้อต่อการป้องกันและรักษาไม่ให้เกิดไฟป่า เช่น การทําวนเกษตร การปลูกไม้ 2 ชั้น การเลี้ยงสัตว์ ได้แก่โค กระบือ และแพะในป่า และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการและแก้ปัญหาไฟป่า

จากตัวแปรดังกล่าว จึงเกิดเป็น ข้อเสนอตัวแบบความร่วมมือ 4 ฝ่าย เพื่อการจัดการบริการไฟป่าและหมอกควัน บนแนวคิดการสร้างอรรถประโยชน์ร่วม 4 ฝ่ายบนฐานการมีส่วนร่วม และการใช้หลักการทางรัฐศาสตร์นํานิติศาสตร์ และการสร้างโครงสร้างการบริหารจัดการไฟป่าและหมอกควันใหม่ซึ่งเดิมเป็นระบบ Single command ซึ่งเป็นแนวดิ่งจากบนลงล่างหรือจากส่วนกลางมาบังคับใช้ในส่วนภูมิภาค เปลี่ยนมาเป็นการสร้างโครงสร้างการจัดการโดยใช้พื้นที่เป็นหมุดหมายการทํางาน การสร้างกลไกการบริหารจัดการระดับพื้นที่ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ และการเปลี่ยนแนวปฏิบัติให้หน่วยงานราชการส่วนกลางเป็นองค์กรสนับสนุน Supporter ไม่ใช้การสั่งการแบบ Commander โดยมีข้อเสนอทั้งเชิงนโยบาย และระดับการปฏิบัติงาน

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

  1. รัฐควรใช้หลักการให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพากัน ต้องให้สิทธิกับประชาชนในพื้นที่อนุรักษ์ ให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์ รัฐควรใช้หลักการทางรัฐศาสตร์คือการสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการป่า การแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยสร้างเป้าหมายเชิงอรรถประโยชน์ร่วมกัน และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถออกแบบกลไกการจัดการป่าและการจัดการไฟป่าและหมอกควันโดยชุมชนเอง
  2. รัฐควรส่งเสริมให้ใช้ระเบียบชุมชน หรือข้อตกลงชุมชนในการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์ในที่ดินใน
    เขตอนุรักษ์
  3. การบังคับใช้กฎหมายและนโยบายควรดําเนินการโดยใช้หลักภูมิศาสตร์รัฐศาสตร์ คือใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง
    และให้มีการดําเนินการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพื้นที่เป็นหลัก
  4. ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่อนุรักษ้สามารถออกแบบกลไกและวิธีการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ การแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ไม่ใช่การกําหนดวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับบริบทชุมชน
  5. ส่งเสริมให้เกิดการศึกษาทางวิชาการอย่างเป็นระบบเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์และการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติการ

  1. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือแบบ 4 ฝ่าย โดยให้มีการปรับระเบียบสอดคล้องกับบริบทปัญหาระดับชุมชน ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการทํางานกับหน่วยงานรัฐในทุกระดับ และการปรับวิธีงบประมาณให้ลงถึงชุมชนโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการงบประมาณ ให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครอส่วนท้องถิ่น ท้องที่ได้แก่ กํานัน/ผู้ใหญ่บ้าน และภาคประชาสังคมในการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันระดับตําบล
  2. หน่วยงานรัฐต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมคิด วิเคราะห์ จัดทําแผนและตัดสินใจดําเนินในการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันจากภาคเอกชน ให้ชุมชนเป็นผู้ออกแบบกระบวนการ และยุทธวิธีการจัดการไฟป่าในระดับหมู่บ้าน โดยส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งทีมอาสาเผชิญไฟระดับหมู่บ้าน และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ที่มีหน้าที่สนับสนุนงบประมาณผ่านวิธีงบประมาณปกติโดยให้ทุกองคค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีแผน 5 ปีรองรับการแก้ไขปัญหาระยะยาวและต่อเนื่อง และการใช้งบประมาณพิเศษกรณีมีความจําเป็น ฉุกเฉินและเร่งด่วนในการแก้ปัญหาที่มีความรุนแรงและเสี่ยงคุณภาพชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  3. ส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ มีบทบาทหน้าที่สําคัญในการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นศูนย์อํานวยการการแก้ปัญหา โดยให้สามารถกําหนดแผนยุทธศาสตร์พัฒนาตําบล 5 ปี ที่ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน การผลัดดันให้ผ่านข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อรองรับวิธีงบประมาณ และแก้ระเบียบวิธีงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถเบิกจ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันร่วมกับชุมชน ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วม
  4. ส่งเสริมให้ใช้กลไกของสภาองค์กรชุมชนทั้งระดับจังหวัดและระดับตําบลเพื่อเปิดเวทีสาธารณะ ในการนําเสนอปัญหา สร้างการมีส่วนร่วมในการคิด วิเคราะห์และวางแผนการแก้ปัญหาไฟป้าและหมอกควันระดับตําบลและระดับหมู่บ้าน
  5. ส่งเสริมให้ชุมชนเป็นเจ้าของปัญหา และเป็นผู้ออกแบบกระบวนการวิธีการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันระดับหมู่บ้าน และการสร้างให้เกิดจิตสํานึกด้านการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์จากป่า ตลอดการส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์และป้องกันไฟป่าในพื้นที่ป่าชุมชน และการส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่นําไปสู่การสร้างเศรษฐกิจชุมชนและการป้องกันไฟป่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน
  6. ผลักดันให้เกิดการบูรณาการข้อมูลและทรัพยากรการบริหารจัดการไฟป่าและหมอกควันระดับจังหวัดและระดับพื้นที่ ทั้งจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องระดับจังหวัดและระดับพื้นที่

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *