สามัญชน ชี้! ขึ้นเงินเดือนศาลภาพสะท้อนความความชำรุดของความยุติธรรม

“อำนาจที่ได้มาจากรัฐประหารมันทำงานเองไม่ได้หรอกถ้าไม่มีอำนาจตุลาการถือหางหรือค้ำจุนอยู่  ผลที่เกิดขึ้นมันทำให้กระบวนการยุติธรรมละเลยการทำหน้าที่สร้างกระบวนการยุติธรรมให้เกิดสันติสุขแก่สังคม”

IMG_2376
นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ขณะอภิปรายในเวที WAY dialogue

กรุงเทพมหานคร, 11 กรกฎาคม 2561 – นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ตัวแทนพรรคสามัญชน จากภาคอีสาน ได้อภิปรายถึง ‘ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมที่ชำรุด’ ในเวทีเสวนา WAY dialogue: ประเทศเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรมชำรุด ที่จัดขึ้นโดย WAY magazine ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พรรคสามัญชน Commoner Party เป็นกลุ่มการเมืองที่ได้ยื่นจดแจ้งจัดตั้งพรรคต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561 โดยกลุ่มนักกิจกรรมทางสังคมที่มีบทเรียนจากความบิดเบี้ยวของการบังคับใช้อำนาจรัฐ และนโยบายสาธารณะที่ละเลยคนจน คนชายขอบ หรือ ชนชั้นกลาง โดยมีแนวคิดการสร้างประชาธิปไตยจากประชาชนให้มีสิทธิและมีส่วนร่วมในการกำหนดนนโยบาย “เสมือนร้านค้าที่มีภาคประชาชนนำนโยบายมาวาง จากเดิมเคยต่อสู้บนท้องถนน หรือนำนโยบายไปเสนอพรรคการเมืองเก่า แต่ถูกปัดตกเพราะกระทบชนชั้นสูง” ทั้งนี้ พรรคสามัญชนยังมีจุดยืนชัดเจนว่า ไม่ร่วมรัฐบาลที่มี ‘นายกรัฐมนตรีคนนอก’ ซึ่งนายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มนักกิจกรรมที่ร่วมก่อตั้งพรรค และยังเป็นผู้ประสานงานของพรรคในเขตภาคอีสาน

“สัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง คณะรัฐมนตรี มีมติเสนอร่างกฎหมาย 5 ฉบับ แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสนช. เพื่อขึ้นเงินเดือน 10% ให้ข้าราชการในกระบวนการยุติธรรม การขึ้นเงินเดือนครั้งนี้เป็นการขึ้นเงินเดือนย้อนหลังให้อีกสี่ปี  ตั้งแต่ปีที่เกิดรัฐประหาร  ซึ่งต้องใช้งบประมาณสำหรับจ่ายเงินเดือนย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 450 ล้านบาท” นายเลิศศักดิ์ เริ่มอภิปราย โดยกล่าวก่อนการอภิปรายว่าถึงแม้ผู้จัดงานจะมีเจตนาให้เป็นการนำเสนอนโยบายของพรรค แต่ไม่อาจจะละเลยการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ได้

ผู้ประสานงานพรรคสามัญชนอีสานยังชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำด้วยความแตกต่างระหว่างรายได้ของข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมกับรายได้ของแรงงานชนชั้นล่างโดยยกตัวเลขเงินเดือนกับค่าแรงขั้นต่ำเพื่อให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจนยึ่งขึ้น เช่น ประธานศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันรับเงินเดือนอยู่ที่ 75,590 บาท  และเงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท  จะได้รับเงินเดือนอัตราใหม่ 83,090 บาท  บวกเงินประจำตำแหน่งอัตราใหม่ 55,000 บาท เป็นต้น ขณะที่หน่วยงานด้านแรงงานของรัฐอนุมัติค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศต่ำสุดที่ 308 บาท  สูงสุดที่ 330 บาท  โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 16 บาท  ทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำอัตราใหม่เปลี่ยนเป็น 316 บาทต่อวัน  หรือ 9,480 บาทต่อเดือน

“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การเปรียบเทียบตัวเลข  แต่อยู่ที่เหตุผลของการขึ้นเงินเดือนที่ ครม. อ้างว่า ‘เพื่อให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น’

“คนมีเงินเดือนสูงอยู่แล้วที่ 75,000 กว่าบาท  บวกกับเงินประจำตำแหน่งอีก 50,000 บาทต่อเดือน  แต่อ้างเหตุผลดังกล่าว  ขณะที่ขบวนการแรงงานหลายกลุ่มเรียกร้องแทบตายมาหลายปีเพื่อต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น ‘ค่าจ้างเพื่อชีวิต’ ในอัตราอย่างต่ำที่ 450 บาทต่อวัน เพื่อให้เกิดค่าจ้างที่เป็นธรรม  คุ้มครองคนทำงานและเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวแต่นี่ขึ้นมาเพียง 16 บาทต่อวัน จะเห็นได้ว่าผู้ปกครองมีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีต่อประชาชนที่เป็นแรงงาน  การเรียกร้องขึ้นเงินเดือนและค่าครองชีพแต่ละครั้งของขบวนการแรงงาน รัฐก็มักมีท่าทีเหยียดหยามคนงานว่าเป็นภาระของชาติ  ต้องคอยหางานให้  แล้วยังจะมาเรียกร้องนู่นนี่  ให้แค่นี้ก็บุญแล้วจะเอาอะไรอีก  แต่กลับมีท่าทีอีกแบบต่อข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมด้วยการเอาเงินเดือนไปประเคนให้  ทั้ง ๆ ที่แรงงานคือผู้สร้างผลกำไรและความมั่งคั่งให้แก่นายจ้างและรัฐ

“ทำไมบ้านเมืองเราถึงดำรงทัศนคติเช่นนี้  ปัญหาก็เพราะว่าเรามีรัฐบาลที่ออกกฎหมายและนโยบายตามอำเภอใจ  ตรวจสอบไม่ได้  กลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลย์ที่หวังพึ่งได้จากกระบวนการยุติธรรมก็ง่อยเปลี้ยไปหมดจากหลายสาเหตุ  การขึ้นเงินเดือนก็เป็นสาเหตุหนึ่งด้วย คนพวกนี้ดูดผลกำไรและความมั่งคั่งไปจากสังคม  แทนที่ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมจะได้รับประโยชน์ในรูปของสวัสดิการและบริการสาธารณะจากผลกำไรและความมั่งคั่งที่เกิดจากรายได้และการลงทุนลงแรงที่แรงงานได้ลงไป  แต่กลับต้องเอาเก็บไว้จ่ายเงินเดือนแก่คนพวกนี้  จึงทำให้เราในฐานะประชาชนไม่มีสวัสดิการและบริการสาธารณะที่ดีต่อคุณภาพชีวิตของพวกเรา

“คำถามกวนใจก็คือว่าทำไมคนในกระบวนการยุติธรรมจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นจนทำให้กระบวนการยุติธรรมชำรุดได้ในสังคม?

“ตอบแบบกวนใจก็คือ  การค้าความยุติธรรมด้วยการนำตัวเองและองค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่ตัวเองสังกัดมาค้ำบัลลังก์รัฐประหารด้วยการไม่ตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. เพราะเหตุที่หวังมาตลอดว่าเขาจะขึ้นเงินเดือนให้แก่ตนเป็นเรื่องที่น่าละอายยิ่งนัก อำนาจที่ได้มาจากรัฐประหารมันทำงานเองไม่ได้หรอกถ้าไม่มีอำนาจตุลาการถือหางหรือค้ำจุนอยู่  ผลที่เกิดขึ้นมันทำให้กระบวนการยุติธรรมละเลยการทำหน้าที่สร้างกระบวนการยุติธรรมให้เกิดสันติสุขแก่สังคม  แต่กลับส่งเสริมและสนับสนุนอำนาจที่ได้มาจากรัฐประหารกระทำการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน”

อย่างไรก็ตามการอภิปลายของตัวแทนพรรคสามัญชนยังได้วิพากษ์ความเหลื่อมล้ำไว้ในหลายประเด็น เช่นประเด็นทางการเกษตรที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่สมดุลระหว่างราคาผลผลิตทางการเกษตรกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและค่าครองชีพ การถือครองที่ดินระหว่างคนรวยกับคนจน ที่เหลื่อมล้ำกันถึง 854 เท่า รวมถึงการออกกฎหมายและคำสั่งที่มีเป้าหมายเพื่อปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น 

“จะเห็นได้ว่าความยุติธรรมกับความเหลื่อมล้ำแปรผันตามกัน  บ้านเมืองใดมีความเหลื่อมล้ำสูงความชำรุดของกระบวนการยุติธรรมก็สูงตามไปด้วย  บ้านเมืองใดมีความชำรุดของกระบวนการยุติธรรมสูงความเหลื่อมล้ำก็สูงเช่นเดียวกัน” นายเลิศศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *