ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง ในความหมายของป่ากักเก็บคาร์บอน

 

เรื่องโดย ตาล วรรณกูล

ไม่เพียงป่าชุ่มน้ำบุญเรืองจะเป็นแหล่งสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น แต่พวกเขากลับมองเห็นคุณค่าอื่นที่ยืนยงกว่าความหมายด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาของฝ่ายรัฐและนักลงทุนที่มีต่อป่าลุ่มแม่น้ำอิงผืนนี้หลายเท่า

OUO_4891
ชาวบ้านบุญเรืองกำลังสูดอากาศบริสุทธิ์ในป่าชุ่มน้ำบุญเรือง ภาพโดย พัชริดา พงษปภัสร์

ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ขนาดเนื้อที่  3,706 ไร่ ในตำบลบุญเรืองและตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นผืนป่าชุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดในลุ่มแม่น้ำอิง และมีการใช้ประโยชน์ในการหาอยู่หากิน เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหารของชาวบ้านทั้งในตำบลบุญเรืองและตำบลห้วยซ้อมานานนับกว่า 200 ปี ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง เป็นพื้นที่บริบูรณ์ไปด้วยพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ อันเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้ที่ชาวบ้านใช้ร่วมกัน ทั้งเก็บหน่อไม้ พืชผัก สมุนไพร ไม้ใช้สอย เห็ด ผลไม้ แมลง และปลาตามหนองน้ำ สภาพป่าเป็นป่าชุ่มน้ำ เป็นแก้มลิงโดยธรรมชาติที่รับน้ำจากเทือกเขาดอยยาว และเทือกเขาหลวง ในเขตรอยต่อจังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา นอกจากนั้นยังเป็นที่พักน้ำในหน้าน้ำหลากในช่วงฤดูฝน ซึ่งน้ำท่วมขังเป็นเวลายาวนานหลายเดือน ทำให้พื้นที่ป่าชุ่มน้ำบุญเรืองกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะปลาทั้งจากในแม่น้ำอิงและในแม่น้ำโขงจะขึ้นมาวางไข่ก่อนที่จะกลับลงไปในแม่น้ำเพื่อเติบโตเป็นแหล่งอาหารให้กับผู้คนอีกมากมาย

เมื่อความเจริญของประเทศถูกวัดด้วยความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการขนส่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยกำหนดพื้นที่ตามแนวชายแดนเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในหลายจังหวัดทั่วทุกภูมิภาค และหนึ่งในนั้นคืออำเภอเชียงของ

จากประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ 2/2558 เรื่องการกำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 2 โดย มีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงลายมือชื่อในฐานะประธานกรรมการ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558 ซึ่งในคำประกาศได้ระบุในข้อที่ 3 ให้ ตำบลครึ่ง ตำบลบุญเรือง ตำบลริมโขง ตำบลเวียง ตำบลศรีดอนชัย ตำบลสถาน และตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ สมควรกำหนดเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อให้การจัดตั้งและดำเนินการเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 2 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

หลายพื้นที่ในคำประกาศจึงเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ที่จะเข้ามาจับจองเพื่อสร้างธุรกิจในอนาคต อีกทั้งอำเภอเชียงของยังติดกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว และมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 เชื่อมต่อไปประเทศจีนผ่านเส้นทาง R3A (Kunming-Bangkok Highway) จึงเอื้อต่อการจ้างแรงงานข้ามชาติที่สามารถเข้ามาทำงานได้แบบไปเช้าเย็นกลับ และสามารถนำเข้าส่งออกวัตถุดิบได้อย่างเสรี ป่าชุ่มน้ำบุญเรืองจึงตกเป็นที่หมายตาของกลุ่มนักลงทุนด้วยเช่นกัน

ปัญหาด้านราคาที่ดินที่สูงขึ้นในรอบ 2-3 ปี ก่อนที่จะมีการกำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงของ ทำให้กลุ่มนักลงทุนพยายามเลือกสรรพื้นที่ใหม่ที่เหมาะสมและต้นทุนในการจัดหาที่ดินในการสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่ต่ำลง จึงมีการผลักดันให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กำหนดพื้นที่ใหม่ ซึ่งจากเดิม กนอ. ตั้งใจจะใช้พื้นที่ทุ่งสามหมอน ตำบลศรีดอนชัย และพื้นที่สาธารณะประโยชน์บ้านทุ่งงิ้ว ตำบลสถาน เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม แต่ด้วยปัญหาดังกล่าว กนอ.จึงเล็งที่จะดำเนินการเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ในพื้นที่ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง ซึ่งเดิมเป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้กรมธนารักษ์ กำหนดให้เป็นพื้นที่ราชพัสดุเพื่อให้เอกชนเช่าดำเนินการในที่ดิน ดังเช่นที่เป็นประเด็นถกเถียงไม่รู้จบ “กรณีให้ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี เท่ากับขายชาติ” ในสังคมออนไลน์จนถึงทุกวันนี้

35401548_405259516627052_8381962560311656448_n
ทางเดินในป่าชุ่มน้ำบุญเรืองที่ห้อมล้อมไปด้วยแมกไม้ ภาพโดย พิชเญศพงศ์ คุรุปรัชญามรรค

นับจากปี 2558 ที่ป่าชุ่มน้ำบุญเรืองถูกกำหนดเป็นพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมของเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงของ มีความพยายามในการใช้พื้นที่ดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558 ได้มีมติของคนในชุมชนบุญเรืองให้ก่อเกิดกระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องป่าชุ่มน้ำผืนใหญ่ที่สุดของลุ่มแม่น้ำอิงแห่งนี้ พิชเญศพงศ์ คุรุปรัชญามรรค กรรมการสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มขับเคลื่อนกิจกรรมเคลื่อนไหวของคนในชุมชนบุญเรืองเพื่อการปกป้องป่าชุ่มน้ำบุญเรือง ได้เผยถึงที่มาที่ไปของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่า ภายหลังจากได้เข้ารับฟังข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา กนอ. และปลัดอำเภอเชียงของ จึงแสดงเจตจำนงค์ที่จะอนุรักษ์ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง เมื่อ 15 ส.ค. จากนั้นได้ประสานงานกับลูกหลานที่ทำงานในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดให้รับทราบ และรวมตัวกันตั้งกลุ่มเฟสบุ๊ค “กลุ่มอนุรักษ์ป่าบุญเรือง” เพื่อการสื่อสาร ประสานงานในการทำงาน แบ่งบทบาทภารกิจหน้าที่ ขณะที่ในพื้นที่ก็มีการติดป้ายรณรงค์คัดค้านนิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งจัดกิจกรรมรณรงค์สื่อสารสังคมในรูปแบบต่างๆ ทั้งการบวชป่า การสืบชะตาแม่น้ำ และการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนทั้งในและนอกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

“จนเกิดเป็นกระแสสังคมขึ้นมาในช่วงเวลานั้น และมีนักวิจัย นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาหลายแห่งให้ความสนใจที่จะศึกษาวิจัยในมิติต่างๆ ของป่าชุ่มน้ำบุญเรือง และเมื่อไม่นานมานี้ นิสิตปริญาโท สาขาการจัดการทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ลงพื้นที่มาทำข้อมูลและประเมินคุณค่าของพื้นที่ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง และหนึ่งในหัวข้อนั้นคือ หน้าที่ในการกักเก็บคาร์บอนของป่าชุ่มน้ำแห่งนี้”  กรรมการสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง กล่าว

OUO_4841
นายพิชเญศพงศ์ คุรุปรัชญามรรค กรรมการสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง ภาพโดย พัชริดา พงษปภัสร์

การกักเก็บคาร์บอน (Carbon Storage) ซึ่งหมายถึงกระบวนการของการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยธรรมชาติ ที่เป็นของเสียจากแหล่งกำเนิดเช่น การเผาผลาญพลังงานฟอสซิล จำพวก ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ฯลฯ ที่จะก่อให้เกิดการสะสมของก๊าซเรือนกระจก (GHG) และนำไปสู่การเกิดภาวะโลกร้อนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) แน่นอนว่าจะนำมาซึ่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น สภาพอากาศที่แปรปรวน ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ภัยแล้ง โรคและแมลงชนิดใหม่ น้ำทะเลสูงขึ้นจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลรุกล้ำแผ่นดินและน้ำจืด เกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากร ผู้คนอดอยาก เป็นต้น

444
ผศ.ประสาท มีแต้ม นักวิชาการอิสระ

ด้าน ผศ.ประสาท มีแต้ม นักวิชาการอิสระผู้ติดตามศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คาร์บอนไดออกไซค์ที่ปล่อยไปในอากาศที่เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์และส่งผลต่ออุณหภูมิของโลก ตอนนี้มีความหนาแน่นทะลุเพดานไปมาก ซึ่งเกินค่าความปลอดภัยของสิ่งมีชีวิตบนโลกถึง 2 ช่วง คือค่า 350 PPM และค่า 400 PPM (IPCC) ถ้าหากตามการประเมินของ ดร.เจมส์ ฮันเส็น ผู้อำนวยการ Goddard Institute for Space Studies ยอดนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศแห่งองค์การ NASA ที่ได้ระบุไว้ในบทความวิชาการที่นำเสนอต่อที่ประชุม American Geophysical Union ในนครซานฟรานซิสโกเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ว่า “ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์สามารถปล่อยใส่ชั้นบรรยากาศโดยไม่ก่อความเสียหายแก่โลกได้เต็มที่ที่สุดอยู่ที่ 350 PPM เท่านั้น” และจากข้อมูลของ Earth’s CO2 ที่ได้เผยแพร่ผลวิเคราะห์ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ผ่านเว็บไซต์ CO2.earth ซึ่งปรากฏว่าตัวเลขพุ่งสูงถึง 408.35 PPM เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา

“สิ่งที่น่ากลัวคือ คาร์บอนไดออกไซค์ที่สะสมในชั้นบรรยากาศ มันมีอายุเกินกว่าร้อยปี และไม่มีสิ่งใดที่จะกักเก็บมันได้ดีไปกว่าพืช พืชเท่านั้นที่จะทำได้ หากปราศจากพืชที่เราหมายถึงป่า คาร์บอนไดออกไซค์เหล่านั้นจะทวีสูงขึ้น หายนะจะเกิดกับโลกแน่นอน เพราะป่าและต้นไม้ถูกทำลายลงไปมาก ดูเอาว่าปัจจุบันนี้อุณภูมิโลกสูงขึ้นแค่ประมาณ 1 องศา มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง พายุ น้ำท่วมน้ำแลง โรคแมลงชนิดใหม่ ตลอดจนถึง เศรษฐกิจ สังคมของมนุษย์ก็ได้รับผลอย่างเห็นได้ชัด ถ้ามันเพิ่มเป็น 2 เป็น 3 องศา จะยิ่งไม่วุ่นวายกันหรือ และการเก็บรักษาป่าไว้ไม่ว่าจะผืนเล็กหรือผืนใหญ่ย่อมจะให้คุณค่าคุณประโยชน์แก่โลกและมวลมนุษยชาติ” ผศ.ประสาท กล่าว

สิ่งหนึ่งที่ปรากฏกับคนบุญเรือง คือพวกเขาพยายามปกป้องป่าชุ่มน้ำบุญเรืองไว้เพื่อประโยชน์ทางตรงกับพวกเขา นั่นก็คือ แหล่งความมั่นคงทางอาหาร แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่ลืมว่าหากรักษาป่าชุ่มน้ำผืนนี้ไว้ได้ นั่นหมายถึงการรักษาแหล่งทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพไว้ให้แก่ลูกหลานในอนาคต ขณะที่คุณค่าทางอ้อมที่จะคงอยู่คือ ป่าที่ทำหน้าที่ในการกักเก็บคาร์บอนเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ

หนังสือคืนชุมชน ชุด “คุณค่าของพื้นที่ป่าบุญเรือง” โดย น.ส.ถิราพร ด่านศรีบูรณ์ น.ส.ภนิตา พรหมประกาย นิสิตปริญญาโท สาขาการจัดการทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ระบุถึงผลการศึกษาด้านหน้าที่ในการกักเก็บคาร์บอน ว่าเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่มีความหนาแน่นของต้นไม้มากถึง 124 ต้นต่อไร่

ตารางคำนวนคาร์บอน
ตารางสรุปผลการประเมินค่าคาร์บอนเคดิท จากหนังสือคืนชุมชน ชุด คุณค่าของพื้นที่ป่าบุญเรือง

นอกจากนั้น การประเมินมูลค่าป่าชุ่มน้ำบุญเรืองจากการทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน ยังได้ระบุถึงการประเมินตัวเลขทางเศษฐศาสตร์ ว่าได้ใช้ราคาซื้อขายคาร์บอนเฉลี่ยมาใช้เป็นตัวแทนในการประเมิน และเมื่อนำความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนในต้นไม้เหนือดินจาก 3 ลักษณะป่าได้แก่ (1) ป่าทนน้ำท่วมขัง (2) ป่าเบญจพรรณมีไผ่ปน และ (3) ป่าเบญจพรรณ มาคำนวณ ก็พบว่า ป่าบุญเรืองในพื้นที่ทั้งหมด 3,047 ไร่ สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ทั้งหมด 192,515.78 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี หรือมีมูลค่าในการกักเก็บคาร์บอนทั้งหมดเท่ากับ 22,508,945.04 บาทต่อปี ซึ่งในการหาความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนนั้น จะวัดเฉพาะในส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าเท่านั้น ส่วนพื้นที่หนองน้ำและพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่ป่าจะไม่ถูกนับรวมด้วย ดังนั้นจากป่าชุ่มน้ำบุญเรืองทั้งหมด 3,706 ไร่ จะเหลือ 3,047 ไร่ เพื่อใช้ในการหาความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน ป่าบุญเรืองในขอบเขตบ้านหมู่ 1 และหมู่ 10 ในพื้นที่ 1,027 ไร่ สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ทั้งหมด 56,531.04 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี หรือมีมูลค่าทั้งหมดเท่ากับ 6,609,609.48 บาทต่อปี ส่วนป่าบุญเรืองในขอบเขตบ้านหมู่ 2 ในพื้นที่ 1,473 ไร่ สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ทั้งหมด 63,131.34 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี หรือมีมูลค่าทั้งหมดเท่ากับ 7,381,316.27 บาทต่อปี และป่าบุญเรืองในขอบเขตบ้านหมู่ 5 และหมู่ 8 ในพื้นที่ 1,020 ไร่ สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ทั้งหมด 72,853.40 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี หรือมีมูลค่าทั้งหมดเท่ากับ 8,518,019.29 บาทต่อปี

“จะเห็นได้ว่าเวลาเราเดินเข้ามาในป่าจะมีความรู้สึกแตกต่างจากการเดินอยู่ข้างนอกอย่างเห็นได้ชัด ในป่าจะสัมผัสได้ถึงความเย็น ความชื้นมากกว่า นั่นหมายความว่าป่าไม่เพียงจะเป็นแหล่งอาหารสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนเท่านั้น ป่ายังทำหน้าที่เป็นปอดของชุมชน เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนได้มากเกือบสองแสนตันคาร์บอน หรือเทียบกับปริมาณการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์ได้กว่าห้าแสนคันต่อปี เพราะฉะนั้นการดูแลรักษาป่าชุ่มน้ำบุญเรืองเราไม่ได้มองเป็นมูลค่าของตัวเงิน แต่คุณค่าของมันคือความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร” พิชเญศพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตามประเทศไทยก็ได้ประกาศต่อที่ประชุมประจำปีภาคีอนุสัญญา UNFCCC เมื่อปี 2015 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่าจะมีแผนโดยสมัครใจที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ภายในปี 2020 แต่ทว่าการตั้งเป้าหมายเหล่านี้กลับยังไม่มีอะไรชัดเจนที่จะกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคตอย่างยั่งยืน และจะต้องมีปฏิบัติการอะไรบ้างเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ขณะที่แนวทางการพัฒนาและการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในขณะนี้ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

และคำถามสำคัญก็คือว่า รัฐบาลและนักลงทุนจะมีมุมมองที่กว้างไกลอย่างที่ชาวบุญเรืองมีต่อโลกใบนี้หรือไม่?

OUO_4889
ชาวบ้านบุญเรืองใช้ร่มเงาของป่าชุ่มน้ำบุญเรืองเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ภาพโดย พัชริดา พงษปภัสร์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *