ยุคโกงฟรุ้งฟริ้ง: เอื้อทุจริต ลดอำนาจ-ปิดปากหน่วยตรวจสอบ ปิดตาประชาชน

Cr. บทความจาก “ปฏิบัติการณ์หมาเฝ้าบ้าน”  https://www.facebook.com/Watchdog.ACT

ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีพูดคำโต “จะไม่ยินยอมให้มีการทุจริตอีกต่อไป” และ “คนโกงรายเก่าจะต้องหมดไป คนโกงรายใหม่จะต้องไม่เกิด และไม่เปิดโอกาสให้มีการโกงในทุกวงการ” เราอยากสะท้อนแง่มุมจากการทำงานขุดคุ้ยการทุจริตมาตลอดห้าปี

#ตระหนักสั้น ๆ คอร์รัปชั่นไม่ลดลง

การเข้ามาของ คสช. ช่วงปี 2557 ทำให้เกิดการตื่นตระหนกและชะงักงันระยะหนึ่ง เลยจากห้วงนั้นการทุจริตดำเนินต่อไปอย่างเป็นปกติ แตะตรงไหนเป็นเจอ และดูเหมือนว่าจะรุนแรงยิ่งขึ้นจากนโยบาย คสช. ที่เอื้อ ส่งเสริม เปิดช่องให้เกิดการทุจริต ตัวเลขคดีใหม่ปี 2560 ขององค์กรปราบปรามการทุจริตหนึ่งที่มีการเผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบุว่ามีคดีใหม่เพียงหลักพันคดี ไม่บ่งชี้ว่าคอร์รัปชันลดลง แต่เป็นผลจากนโยบายที่ “ให้ลดการรับคดีใหม่” เหมือนการ “ตกแต่งผลประกอบการ” ของเอกชน

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 69/2557 เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ เหมือนจะเป็นสัญญาณที่ดีในระยะต้น ที่ให้ส่วนราชการวางแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาการทุจริต หากเจ้าหน้าที่ทุจริตให้หัวหน้าส่วนราชการลงโทษอย่างเฉียบขาด หากไม่ดำเนินการถือว่ามีความผิด ห้วงสามปีที่ผ่านมาคำสั่งนี้แทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ

การใช้อำนาจตามมาตรา 44 พักงาน ให้คนทุจริตออกจากระบบไปก่อน ทำเป็นลักษณะไฟไหม้ฟางหย่อมเล็ก ๆ แค่ปีเศษก็เงียบหาย จัดการคนโกงได้แค่สามร้อยคนเศษ เป็นสัดส่วนศูนย์จุดศูนย์ศูนย์ศูนย์ศูนย์เท่าไหร่ไม่ทราบของจำนวนการทุจริตในแต่ละปี

การตั้งศูนย์ต่อต้านการทุจริตประจำกระทรวง (ศปท.) เป็นกลไกภายในที่อยู่ใต้สายบังคับบัญชา ไม่มีอำนาจหน้าที่ทั้งในการป้องกันและปราบปราม กิจกรรมส่วนใหญ่เป็นงานรณรงค์ ไหว้พระฟังเทศน์วนไป ศูนย์ต่าง ๆ ที่ คสช. ตั้งขึ้นระยะหลังเงียบหายไปจากการรับรู้ของสังคม ไม่มีข่าวความก้าวหน้า ถ้าจะมีก็แต่ข่าวการทุจริตในโครงการที่เป็นนโยบายรัฐบาลหรือเกิดคำถามกับคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี

#ออกนโยบายเอื้อการทุจริต

เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดิ่งเหวอันเป็นผลจากรัฐบาลก่อนหน้า รัฐบาล คสช. ได้ใช้งบประมาณไปกับโครงการหว่านเงินลงชุมชนจำนวนมหาศาล เช่น งบตำบลละ 5 ล้าน หรือมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล ที่กลายเป็น “มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ผู้นำชุมชน ปลัด นายอำเภอ ผู้ว่า” แบ่งปันเงินทอนกันทั่วถึง ตามด้วยโครงการประชารัฐ และ 9101 งบประมาณที่ใช้ไปรวมกันนับแสนล้านบาท หว่านเงินลงไปแบบไปแก้ปัญหาเอาดาบหน้า แก้ผ้าเอาหน้ารอดเรื่องปัญหาเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงผลกระทบด้านอื่น ไร้มาตรการป้องกันที่รัดกุม เอกสารโครงการไม่สามารถตรวจสอบได้ ก่อให้เกิดการทุจริตในวงกว้าง โกงแทบทุกโครงการ

อีกด้านรัฐบาลทุ่มเงินก้อนมหาศาลในรูปงบพัฒนากลุ่มจังหวัด ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสนองนโยบายทำโครงการกันปากมัน ตัวอย่างโครงการติดตั้ง CCTV และเสาไฟโซลาร์เซลล์ในจังหวัดภาคใต้ สองโครงการมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท จากการตรวจสอบราคากลางพบส่วนต่างอยู่ในสัดส่วน 1 ใน 3 ของมูลค่าโครงการ

รัฐบาล คสช. ออกมาตรการเพิ่มความคล่องตัวและกระตุ้นการใช้เงินของหน่วยงานราชการ ขยายวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างแบบตกลงราคาจากไม่เกิน 1 แสนบาท เป็น 5 แสนบาท ซึ่งก็หวานกันไป อะไรที่ผิดกฎหมายกลายเป็นสิ่งที่ทำได้โดยชอบ ต่อมาก็บรรจุชุดความคิดนี้เข้าไว้ใน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 2560 กำหนดให้มีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง เปิดให้ไปทำสัญญากับใครก็ได้ในวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท

ปลายปี 2559 ออกนโยบายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำเงินสะสมมาใช้จ่ายหลายอย่างที่เดิมไม่สามารถทำได้ ยกเว้นระเบียบเพียงเพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจ ล่าสุดประกาศจะล้วงกระเป๋าเอาเงินสะสมของท้องถิ่นมาใช้อีกแสนล้าน เมื่อต้นธันวาคม 2560 มีการยกเว้นระเบียบให้ท้องถิ่นจ่ายขาดเงินสะสม วงเงิน 5 แสน ถึง 5 ล้าน สามารถเรียกผู้รับจ้างอย่างน้อย 3 ราย มาเสนอราคาได้เลย ซึ่งหมายถึงให้ใช้วิธีคัดเลือกโดยไม่ต้องใช้วิธีประกาศทั่วไป สภาพนี้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ที่อวดกันว่าป้องกันไม่ให้ยกเว้นระเบียบพัสดุกันได้ง่าย ๆ ก็สิ้นราคาในทันที

ครั้งหลังสุดนายกรัฐมนตรี ออกอากาศในรายการโทรทัศน์ปราม สตง. กรณีการตรวจสอบโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาล มองว่าเป็นอุปสรรค

#ปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูล

ระยะปีหลังมีการพูดถึงเรื่อง Open Data จากหลายส่วนของภาครัฐอย่างมากมาย Open Data เป็นการนำข้อมูลทุกอย่างมาเปิดเปลือยให้คนเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ของภาครัฐได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการ นอกจากจะสร้างความโปร่งใสยังช่วยให้เกิดการตรวจสอบแบบ Crowdsourcing ที่ทุกคนเข้ามีส่วนได้ ในทางปฏิบัติรัฐบาลชุดนี้ทำสิ่งตรงข้ามทั้งหมด

– พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 2560 การจัดซื้อจัดจ้างแต่เดิมแสดงข้อมูลการเสนอราคา หลังใช้ระบบใหม่ ข้อมูลชุดนี้ถูกปิดบัง ทั้งที่การประมูลงานแบบประกาศเชิญชวนทั่วไปเกิดขึ้นในระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลางโดยตรง

– ปกปิดการแสดงบัญชีทรัพย์สิน แม้มีแนวโน้มจะขยายการแสดงบัญชีทรัพย์สินไปยังข้าราชการทั้งหมด แต่ก็มีความพยายามอย่างมากที่จะปิดบังรายละเอียดรายการทรัพย์สินให้แสดงข้อมูลภายใต้ข้อยกเว้น รายละเอียดสำคัญหลายอย่างถูกปกปิด และแทนที่จะจัดทำฐานข้อมูลแบบ Big Data และเปิดเผยให้สังคมช่วยตรวจสอบ กลับเก็บงำไว้ที่หน่วยงานรัฐ ซึ่งไม่ว่าจะเพิ่มเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินมากมายเท่าใด ก็ไม่มีทางตรวจสอบได้ครบก้วน ห่างไกลคำว่ามีประสิทธิภาพ เพิ่มภาระให้ราชการต้องเลี้ยงคนเพิ่ม

#ลดอำนาจปิดปากองค์กรตรวจสอบ

ในห้วงสามปีของรัฐบาล คสช. มีการแก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช. สามสี่ครั้ง ครั้งล่าสุดอยู่ในขั้นตอนของ สนช. มาตรการสำคัญที่รัฐบาลไทยไปลงนามไว้กับสหประชาชาติ ได้แก่ การติดตามยึดทรัพย์สินต่างแดนและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ไม่เคยถูกบรรจุเข้าอยู่ในกฎหมาย ป.ป.ช. เลยสักครั้ง ขยับเสนอเข้าไปเมื่อใดถูกตีตกทุกครั้ง นอกจากนั้นยังปรากฎชัดว่ามีความพยายามอย่างมากที่จะปกปิดข้อมูลการแสดงบัญชีทรัพย์สินฯ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

กฎหมาย สตง. เป็นอีกฉบับที่ถูกแก้ไขจนเป็นไส้เดือนกิ้งกือ เป็นที่ทราบว่าปัญหาการปราบปรามการทุจริต ที่เอาคนผิดลงโทษได้บ้างแค่ประปราย ไม่ได้สร้างความเกรงกลัวให้คนโกงเลยแม้แต่น้อย เพราะกระบวนการเอาผิดเป็นไปอย่างล่าช้า โดยเฉพาะกระบวนการในขั้นต้นที่เป็นบทบาทของ ป.ช.ช. มีคดีตกค้างนับหมื่นคดี จำนวนมากรับเรื่องเข้ามาเป็นสิบปีไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ สตง. ซึ่งตรวจสอบการใช้งบประมาณ ห้วงที่ผ่านมาได้ปรับตัวทำงานเชิงรุกและทำได้รวดเร็ว จนไม่สบอารมณ์หลายฝ่าย แต่อำนาจ สตง. มีจำกัด ผลสุดท้ายคดีต้องส่งไป ”แช่อิ่ม” ที่ ป.ป.ช.

แนวทางที่หลายฝ่ายพยายามเสนอกันมาต่อเนื่อง คือ การให้อำนาจ สตง. ดำเนินการทางวินัยและอาญากับผู้กระทำผิดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินแผ่นดิน ซึ่งจะช่วยให้ปัดกวาดคนโกงออกจากระบบได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สร้างความยำเกรงให้คนโกง ไม่เพียงไม่สนองแนวทางนี้ แต่ทำสิ่งตรงข้ามออกกฎหมายลดทอนอำนาจและจับ สตง. ปิดปาก ห้ามให้ข้อมูลกับสังคม ในยุคผู้ว่า สตง.ท่านก่อน ได้พยายามทำงานเชิงรุกในการสื่อสารกับสังคม ซึ่งด้านหนึ่งส่งผลในทางป้องปราม ให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าทำทุจริตแล้วส่งผลอย่างไร อีกทางเป็นการให้การศึกษากับสังคมว่าเรื่องใด ลักษณะใดบ้างที่เข้าข่ายเป็นการทุจริตให้คนในสังคม ชุมชน ได้มีความรู้และมีส่วนร่วมตรวจสอบ ผู้ออกกฎหมายใหม่กลับมองว่าเป็นเรื่องประจานกลัวคนกระทำผิดได้รับความอับอาย

ประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายจะปัดว่าเป็นเรื่องของมีชัยหรือ สนช. ก็รับฟังได้ยาก เพราะคนเหล่านี้ คสช. แต่งตั้งมาทั้งหมด คนโกงไม่มีวันหมดไปและต่อไปนี้การทุจริตจะหนักขึ้นอีก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *