ด่วน! กป.อพช. ภาคเหนือตอนล่าง เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมจากการเดินอย่างสันติฯ เทพา

ตามที่เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ได้จัดกิจกรรมเดินด้วยเท้าจากพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 โดยเครือข่ายประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนผ่านแถลงการณ์ฉบับที่1ของเครือข่ายว่า “ เราจะเดินอย่างสันติ ไปพบนายกรัฐมนตรี เพื่อบอกถึงความทุกข์ร้อนของคนเทพา” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อเสนอไปยื่นต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จะจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อำเภอเมืองสงขลา ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นการแสดงความห่วงกังวลต่อโครงการพัฒนาที่อาจจะก่อผลกระทบต่อชุมชนในระยะยาว กรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา

และเมื่อวันที่  27 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการเดินอย่างสันติเพื่อไปพบนายกรัฐมนตรีฯ ขณะที่เครือข่ายฯ เดินทางถึงบริเวณแยกสำโรง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 1 กองร้อยโดยประมาณ  ตั้งจุดสกัดขบวนเดินเท้าของเครือข่าย  หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการสลายขบวนเดินเท้าของเครือข่ายด้วยความรุนแรง ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ส่งผลให้มีชาวบ้านส่วนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ และอีกจำนวนหนึ่งถูกควบคุมตัวไปสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา และขณะนี้ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวแต่อย่างใด

24068346_1952173841462637_3476082724614287633_n
ภาพจาก Facebook: Wichoksak Ronnarongpairee

ล่าสุด คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือตอนล่าง หรือ กป.อพช.นล. ได้มีข้อเรียกร้องให้ดำเนินการ ปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวจากกรณี “เดินอย่างสันติ ไปพบนายกรัฐมนตรี เพื่อบอกถึงความทุกข์ร้อนของคนเทพา” โดยทันที นอกจากนั้นยังได้เสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเคารพต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบ อันเป็นสิทธิที่รับรองไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งเสนอให้สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นจริงบนพื้นฐานการเคารพสิทธิชุมชนและการปกป้องทรัพยากรของชาติและยุติการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือปิดกั้นการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของประชาชน และทบทวนและยกเลิกโครงการพัฒนาที่ใช้ถ่านหินในกระบวนการผลิตทั้งหมด และเดินหน้าสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

อ่านแถลงการณ์-กป-อพช-นล-กรณีพี่น้องเทพา คลิกที่นี่

ด้านสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) สมาคมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน (UCL) มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยยืนยันหลักการสิทธิเสรีภาพที่รัฐต้องให้การเคารพและคุ้มครอง ดังต่อไปนี้

1. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบ เป็นสิทธิที่รับรองไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะต้อเป็นไปตามกฎหมายและจำเป็นแก่สังคมประชาธิปไตยเพื่อผลประโยชน์ทางความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัย สาธารณะ ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรม หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น

แต่จากข้อเท็จจริงการเคลื่อนไหวของ “เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน” เห็นได้ชัดว่าเป็นการเคลื่อนไหวโดยสันติ เดินตามริมขอบถนน และมีวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรมเพื่อบอกกล่าวถึงความกังวลต่อโครงการการพัฒนาที่อาจจะก่อผลกระทบต่อชุมชน อีกทั้ง เครือข่ายได้มีการแจ้งการชุมนุมสาธารณธและขอผ่อนผันตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2560 แล้ว การที่เจ้าหน้าที่ปิดกั้น สลายการชุมนุมและจับกุมชาวบ้านจึงเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรม และเป็นการกระทำที่ไม่ขอบด้วยกฎหมาย

2. สิทธิชุมชนและการเสนอเรื่องร้องทุกข์ เป็นสิทธิที่ถูกรับรองไว้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยในมาตรา 41 บัญญัติไว้ว่า “บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว” และมาตรา 43 บัญญัติไว้ว่า “บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน” ซึ่งการเคลื่อนไหวของเครือข่ายฯ ก็อยู่ภายใต้หลักการสิทธิดังกล่าว เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อยื่นเรื่องร้องทุกข์ การให้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็นและความกังวลเกี่ยวกับโครงการพัฒนาดังกล่าวต่อผู้มีอำนาจ ดังนั้น การกีดกันหรือไม่ยอมให้ประชาชนมีส่วนร่วมดังกล่าว จึงเป็นการละเมิดเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้อย่างชัดเจน

3. สิทธิที่จะได้รับการดำเนินคดีที่เป็นธรรม (Rights to Fair Trial) เป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 โดยสิทธิประการดังกล่าวกำหนดห้ามมิให้มีการจับกุมหรือควบคุมบุคคลโดยอำเภอใจ เว้นแต่โดยเหตุและเป็นไปตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย โดยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้การจับโดยทั่วไปต้องมีหมายจับที่ออกโดยศาลและมีเหตุแห่งการออกหมายจับ หรือเป็นความผิดซึ่งหน้า

แม้กรณีนี้เจ้าหน้าที่จะกล่าวอ้างว่าการชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สามารถจะจับกุมบุคคลได้ เพราะหากพิจารณาตามมาตรา 24 ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 แล้ว จะเห็นได้ว่าความผิดเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ยังไม่ถือเป็นความผิดซึ่งหน้าที่เจ้าหน้าที่จะจับกุมตัวได้ จนกว่าจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะและต้องมีคำสั่งจากศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะนั้น รวมทั้งได้มีการประกาศพื้นที่ควบคุมเสียก่อน

ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ได้ทำการสลายการชุมนุม และได้จับกุมควบคุมตัวบุคคลที่ใช้เสรีภาพในการมีส่วนร่วมและการชุมนุมโดยสงบไป โดยที่ยังไม่มีคำสั่งศาลและประกาศพื้นที่ควบคุมเสียก่อน จึงถือเป็นการจับกุมควบคุมตัวบุคคลโดยไม่เป็นไปตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ไม่มีเหตุผลอันสมควร และเป็นไปโดยอำเภอใจ

ซึ่งเป็นใจความสำคัญของหลักการสิทธิเสรีภาพที่รัฐต้องให้การเคารพและคุ้มครองในคำแถลงการณ์ของ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม สมาคมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ออกไว้ ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560

23905427_10155832337077866_8903164397555514682_n
ภาพจาก Facebook: Wanchai Phutthong
24131408_1687915691226919_1619131848105848942_n
ภาพจาก Facebook: Somboon Khamhang
23844628_1687915727893582_529689032067960691_n
ภาพจาก Facebook: Somboon Khamhang
24058797_10155832245867866_1934798813789985326_n
ภาพจาก Facebook: Wanchai Phutthong

 

คลิปเหตุการณ์ คลิปเหตุการณ์สกัดกั้น “เราจะเดินอย่างสันติ ไปพบนายกรัฐมนตรี เพื่อบอกถึงความทุกข์ร้อนของคนเทพา”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *