จากภูผาหิน สู่ท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา… ทำไมต้องล้มเวทีแสดงความคิดเห็น ค.1

โดย ตาล วรรณกูล

“พี่น้องเอ้ยยยยย” “เราจะไปไหน” “เราไปทำไม” คำตอบสุดท้ายคือ “ไปล้มค.1” เสียงกู้ร้องตะโกนดังก้องไปทั้งเส้นทางระหว่างทางเดินเท้ากว่า 101 กิโลเมตร จากเขาคูหา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ไป ปากบารา อ.ละงู จ.สตูล เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา บ่งบอกได้ถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของผู้คนที่กำลังจะเผชิญกับผลกระทบจากโครงการสะพานเศรษฐกิจ หรือแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล

_MG_6031

เมื่อพูดถึงแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล แลนด์บริดจ์หมายถึง สะพานพื้นดิน คือ การคมนาคม ขนส่งภาคพื้นดิน เชื่อมระหว่างฝั่งทะเลภาคใต้ตะวันออก (อ่าวไทย) กับฝั่งทะเลภาคใต้ตะวันตก (อันดามัน) โครงการแลนด์บริดจ์ (โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงทะเลอันดามันและอ่าวไทย) นี้ถือได้ว่าเป็นอีกโครงการยักษ์ที่กำลังจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย

ชุดโครงการแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูลนี้ ประกอบไปด้วย ท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา ท่าเทียบเรือน้ำลึกสงขลา แห่งที่ 2 การคมนาคมทางบกทั้งทางรางและทางถนน รวมถึงเขตอุตสาหกรรมและปิโตเลียม

  1. ท่าเทียบเรือน้ำลึก ฝั่งทะเลตะวันตก (อันดามัน) ปากบารา เกาะเขาใหญ่ อ.ละงู จ.สตูล

nxy8n3w0p9GrIUl3ZZd-o

ระยะที่ 1 เป้าหมายรองรับตู้สินค้า 825,000 TEU/ปี

  • ตัวท่าเรือ จะถมเป็นเกาะ เนื้อที่ 292 ไร่ ห่างจากฝั่ง 4 กิโลเมตร
  • สะพานคอนกรีตเชื่อมจากท่าเรือถึงชายฝั่ง ขนาด 4 ช่องจราจร ความยาว 5 กิโลเมตร
  • ร่องน้ำเดินเรือ ลึก 16.2 เมตร ขุดขยายกว้าง 180 เมตร แอ่งกลับเรือเส้นผ่านศูนย์กลาง 600 เมตร
  • เขื่อนกันคลื่น สร้างด้วยหิน ความยาว 7 กิโลเมตร

ระยะที่ 2 เป้าหมายรองรับตู้สินค้า 1,375,000 TEU/ปี

  • ถมทะเลเพิ่มความยาวหน้าท่าอีก 500 เมตร
  • เพิ่มลานกองตู้คอนเทนเนอร์อีก 500 เมตร

ระยะที่ 3 เป้าหมายรองรับตู้สินค้า 2,475,000 TEU/ปี

  • เพิ่มความยาวหน้าท่าจากระยะที่ 2 อีก 1,000 เมตร
  • ขยายลานกองตู้คอนเทนเนอร์อีก 2,250 เมตร

ระยะยาว เป้าหมายรองรับตู้สินค้า 8,745,000 TEU/ปี

  • ขุดร่องน้ำเพิ่มอีก 1 ร่อง
  • สร้างสะพานเชื่อมอีก 1 แห่ง ขนาด 4 ช่องจราจร
  1. เส้นทางคมนาคมทางบกเชื่อมต่อท่าเทียบเรือทั้ง 2 แห่ง และขนส่งสินค้า

kaTF1D5uCv

แนวเส้นทางรถไฟ 2 A (ท่าเรือน้ำลึกปากบารา-อําเภอระงู-อําเภอควนกาหลง- อําเภอรัตภูมิ-อําเภอหาดใหญ่-อําเภอนาหม่อม-อําเภอจะนะ-ท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2) ระยะทางรวม 142 กิโลเมตร กำหนดก่อสร้างเป็นทางยกระดับ ในทะเล (สะพาน 4 ช่องจราจร) 4.5 กิโลเมตร บนบก 29 กิโลเมตร และโครงสร้างดินถม 109 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมต่อกับโครงข่ายทางรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) สายหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์และสายหาดใหญ่-สุไหงโกลก ที่บริเวณด้านทิศใต้ของชุมทางหาดใหญ่ พร้อมกับกําหนดระบบบริการพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการพัฒนาที่จะเกิดขึ้น พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 A ภายในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าให้สามารถตอบสนองความต้องการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร โดยมีแผนการพัฒนาเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 พัฒนาระบบรถไฟเพื่อการส่งออกและนำเข้าสินค้า สนับสนุนท่าเรือน้ำลึกปากบารา

  • ก่อสร้างเป็นรถไฟทางเดี่ยวช่วงท่าเรือน้ำลึกปากบารา-ชุมทางหาดใหญ่ เป็นระบบ Meter Gauge คือมีขนาดความกว้างทางรถไฟ 1 เมตร เพื่อเชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟของ ร.ฟ.ท. ที่บริเวณด้านใต้ของชุมทางหาดใหญ่บนเส้นทางรถไฟสายหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์

ระยะที่ 2 พัฒนาระบบรถไฟเพื่อการส่งออกและนำเข้าสินค้า สนับสนุนท่าเรือปากน้ำลึกสงขลา 2

  • ก่อสร้างเป็นรถไฟทางเดี่ยว เป็นระบบ Meter Gauge ต่อขยายจากระยะที่ 1 และเชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟขยายจากระยะที่ 1 และเชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟของ ร.ฟ.ท. ที่บริเวณด้านใต้ของชุมทางหาดใหญ่บนเส้นทางสายหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ไปยังท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2 อาจกล่าวได้ว่าเป็น แลนด์บริดจ์ในระยะแรก

ระยะที่ 3 พัฒนาแลนด์บริดจ์ระยะกลาง

  • ติดตั้งทางรถไฟและปรับปรุงอาณัติสัญญาณให้เป็นรถไฟทางคู่ตลอดแนวเส้นทาง เพื่อรองรับการเป็นสะพานเศรษฐกิจโดยสมบูรณ์ในระยะกลาง และขยายขีดความสามารถของระบบรางในการรองรับการขนส่งสินค้าส่งออกและนำเข้า ตลอดจนสินค้า Transshipment ระหว่างท่าเรือฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน
  1. ท่าเทียบเรือน้ำลึกฝั่งทะเลตะวันออก (อ่าวไทย) ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา

กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาโครงการ ได้วางผังท่าเรือเผื่อเลือกไว้ 3 แบบ โดยให้มีการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพของพื้นที่ เพื่อประโยชน์ในการคิดประมาณการค่าก่อสร้าง และเปรียบเทียบข้อดี – ข้อเสีย ของแต่ละรูปแบบ ส่วนการพัฒนาท่าเรือจริงจะดำเนินการเป็นระยะ โดยในระยะแรกจะพัฒนาท่าเรือให้มีขนาดใกล้เคียงกับท่าเรือสงขลาเดิม และจะขยายท่าเรือให้มีขนาดเทียบเท่ากับท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือปากบารา โดยรูปแบบท่าเรือทั้ง 3 แบบ มีข้อแตกต่างขององค์ประกอบท่าเรือ คือ

  • แบบที่ 1 จากพื้นที่ชายฝั่งยาวประมาณ 1,000 เมตร ทำการถมกู้พื้นที่ท่าเรือในทะเลให้ยื่นออกจากแนวชายฝั่งไปประมาณ 600 เมตร แต่เว้นช่องว่างตรงกลางไว้ประมาณ 300 เมตร สำหรับให้เรือเข้ามาจอดเทียบท่าได้ 2 ลำ ในแนวตั้งฉากกับฝั่ง พื้นที่ด้านเหนือเป็นท่าเทียบเรือสินค้าตู้ ส่วนด้านทิศใต้เป็นท่าเทียบเรือสินค้าทั่วไป
  • แบบที่ 2 ทำการถมกู้ทะเลให้ยื่นออกจากแนวชายฝั่งประมาณ 450 เมตร เต็มตลอดความยาวของชายฝั่ง ซึ่งจะได้ท่าเทียบเรือสินค้าตู้ 2 ท่า และท่าเทียบเรือสินค้าทั่วไปอีก 1 ท่า เรือจอดเทียบท่าขนานกับแนวชายฝั่ง
  • ส่วนแบบที่ 3 จะมีลักษณะคล้ายรูปแบบที่ 2 คือ ให้เรือจอดเทียบท่าขนานกับแนวชายฝั่ง แต่พื้นที่ท่าเทียบเรือถมเป็นเกาะอยู่นอกชายฝั่ง ห่างจากฝั่งประมาณ 400 เมตร และมีแนวสะพานเชื่อมโยงกับแผ่นดินริมชายฝั่ง

นอกจากโครงสร้างหลักของโครงการดังกล่าว ยังมีการเตรียมพื้นที่สำหรับเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมอีกหลายหมื่นไร่ทั้งในจังหวัดสตูลและจังหวัดสงขลา นี่นับเป็นเมกะโปรเจคของภาคใต้ที่ครอบคลุมทั้งระบบ และทั้งหมดนี้ไม่มีใครบอกว่ามันจะกระทบอะไรกับวิถีชีวิตของผู้คน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างไร

แต่กลับอธิบายเพียงว่า ในแผนยุทธศาสตร์ความมันคงของชาติทางทะเลจำเป็นต้องมีทางออกสำหรับสินค้าและการขนสงทางทะเลอื่นๆ ทางทะเลอันดามัน จะพึงพาแต่ทางฝั่งอาวไทยทางท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือแหลมฉบัง และทาเรือกรุงเทพฯ อย่างเดียวไม่ได้ เพราะผลประโยชน์ชาติทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเลมีมากกว่า 6 ล้านล้านบาท ต่อปี ในขณะที่มีความต้องการระหว่างประเทศที่จะแสวงหาเส้นทางการขนส่งทางทะเลที่ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการเดินเรืออ้อมไปผ่านช่องแคบมะละกาซึ่งมีความแออัดมากขึ้นทุกวัน

IMG_1347

 

โดยเฉพาะรายงานการศึกษาผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หรือ EIA/EHIA อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “ข้อมูลด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร เขาจะบอกให้ชาวบ้านไปอ่านในเอกสารหนาเป็นปึก ที่มีแต่ตัวเลขที่ชาวบ้านไม่เข้าใจและต้องไปหามาอ่านเอาเอง ในอินเตอร์เน็ต ที่ชาวบ้านไม่มีวันเข้าถึงและที่สำคัญ คือรายงานการศึกษาผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง หลอกได้แต่นักวิชาการที่ไปเป็นกรรมการอ่านรายงาน โดยไม่เคยเห็นพื้นจริง  แต่เป็นเรื่องที่หลอกชาวบ้านไม่ได้ เมื่อชาวบ้านมาทราบภายหลังว่า ที่ดินหลายพันไร่ ที่มีการเปลี่ยนมือไปแล้ว คือบริเวณที่อยู่ในแนวเส้นทางของท่าเรือน้ำลึก และพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ รวมถึงเส้นทางที่กำหนดให้เป็นพื้นที่พัฒนาเส้นทางรถไฟรางคู่”

_MG_6033

“ที่ผ่านมาการให้ข้อมูลของของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นเพียงการให้ข้อมูลด้านดีของโครงการ โดยไม่ได้พูดถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน” นายเอกชัย อิสระทะ ผู้ประสานงานสมาคมพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหาเผยว่า “เป็นไปได้ว่าจะมีความพยายามเร่งรัดผลักดันให้เกิดการดำเนินโครงการนี้ให้เร็วขึ้น ซึ่งการจัดเวทีแสดงความคิดเห็น (ค.1) ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) เฉพาะโครงการท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบาราเท่านั้น ซึ่งแท้จริงแล้วจะต้องจัดทำการศึกษาผลกระทบฯ ให้เป็นภาพรวมทั้งโครงการ เพราะโครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ไม่ใช่แค่ท่าเรือน้ำลึกปากบารา มันยังรวมถึงท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 ระบบการคมนาคม ทั้งถนน ทั้งรถไฟรางคู่ ซึ่งแน่นอนจะเกิดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากมาย ทั้งเรื่องของทรัพยากรที่จะถูกแปรสภาพไปเป็นวัสดุในการก่อสร้าง ทั้งเรื่องของวิถีชีวิตและชุมชน ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นการจัดเวที ค.1 ไม่จำเป็นต้องรีบจัดในเวลานี้ จึงต้องการให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นภาพรวมของโครงการทั้งหมดต่อสาธารณะและจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบใหม่หมดทั้งโครงการ”

นอกจากนั้นเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ก็ได้ออกแถลงการณ์อันเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของเครือข่ายฯ เพื่อให้ยุติการดำเนินกิจกรรมที่จะสร้างผลกระทบต่อชุมชนครั้งนี้ ถึง 3 ฉบับ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในการทำโรงโม่หินหรือแร่หินอุตสาหกรรมก่อสร้างที่จะนำไปใช้ถมทะเลปากบารา จำนวน 8 ลูกภูเขาหินในพื้นที่จังหวัดสตูลและจังหวัดสงขลา ที่กำลังได้รับการยอมรับจากยูเนสโกให้เป็นเครือข่ายอุทยานธรณีโลก หรือ Satun Geo Park

IMG_1204

โดยมีเนื้อหาด้านคุณค่าทางธรณีวิทยาและคุณค่าทางธรรมชาติที่สำคัญ  “สตูล เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสูง และยังมีความหลากหลายอย่างครบถ้วน ทั้งทะเล ป่าไม้ แหล่งน้ำ และภูเขา จนกลายเป็นจุดเด่นสำคัญที่ส่งผลให้เอกลักษณ์ในวิถีชีวิตของคนที่นี่มีความเรียบง่าย และสงบสุขมาอย่างตลอดต่อเนื่อง และกลายเป็นความโดดเด่นไปด้วยเช่นกัน ดังคำขวัญประจำจังหวัดที่ว่า “สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์” ไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับจังหวัดเล็กๆที่มีเนื้อที่ประมาณ 1.5 ล้านไร่ ประชากรเพียง 3 แสนคน แต่มีอุทยานแห่งชาติอยู่ในพื้นที่ถึง 3 แห่ง มีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ 1 แห่ง ซึ่งล้วนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง และกำลังสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และล่าสุดได้มีการสำรวจพบว่าจังหวัดสตูลเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรณีที่สำคัญ และยังค้นพบซากสัตว์ดึกดำบรรพ์หลายชนิดทั้งพื้นที่ทางทะเล และภูเขา ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 500 ล้านปี จนได้มีการประกาศเป็นแหล่งอุทยานธรณีจังหวัดสตูล”

268236

 

ด้านนายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่เปิดเผยว่า “ขณะเดียวกันนี้ แหล่งหินจำนวนหลายลูกกลับมีการขอสัมปทานจากบริษัทเอกชนเพื่อนำไปใช้เพื่อการก่อสร้าง และอุตสาหกรรม  ซึ่งไม่สอดคล้องกับทิศทางที่จะประกาศเป็นอุทยานธรณีจังหวัดสตูล ในนามเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสตูล หรือกลุ่มที่รวมตัวกันจากผู้กำลังได้รับผลกระทบจากการสัมปทานแหล่งหินในเขตอำเภอควนโดน อำเภอเมืองสตูล และอำเภอทุ่งหว้า และเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ จึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ให้มีการสัมปทานแหล่งหินต่างๆ อย่างไม่สนใจในความสวยงามของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีคุณค่าทางธรณีวิทยาของโลกในฐานะ “อุทยานธรณีวิทยาโลก” ที่กำลังรอการสำรวจ และรอการประกาศรับรองจากยูเนสโก ในเวลานี้ และเราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งหากจะมีการใช้แหล่งหินเหล่านี้ไปเพื่อการถมทะเลในโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราจังหวัดสตูล ที่ยิ่งจะสร้างความเสียหายให้กับแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลจังหวัดสตูลเพิ่มมากขึ้นไปด้วย”

ซึ่งเมื่อเดือนกันยายน 2559 กรมทรัพยากรธรณี จังหวัดสตูล และสถาบันการศึกษา นำโดยนายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี นายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วยผู้แทนจากอีก 5 หน่วยงาน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการส่งเสริมสนับสนุนการจัดตั้งอุทยานธรณีสตูลให้เป็นอุทยานธรณีโลก โดยบริเวณภูเขาหินในพื้นที่จังหวัดสตูลมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์สัตว์ทะเลโบราณหลายชนิดจำนวนมากอายุ 500 ล้านปีถึง250 ล้านปีครอบคลุมพื้นที่อ.มะนัง ละงู และทุ่งหว้า รวม 2478 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้หากอุทยานธรณีสตูล ได้รับการเห็นชอบให้เป็นอุทยานธรณีโลกโดยยูเนสโก ก็จะเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของประเทศไทย

“เราพบว่ามีแหล่งหินประมาณ 8 ลูกในจังหวัดสตูลที่กำลังจะถูกระเบิดไปถมทะเลที่ปากบารา และเรายังพบอีกว่าบริเวณแหล่งหินเหล่านั้นก็ยังมีชุมชน ผู้คนอาศัยอยู่ใกล้บริเวณนั้น ไม่ใช่แค่คนสองสามคน แต่เขาอยู่กันเป็นชุมชน หลายร้อยหลายพันชีวิต คำถามใหญ่ก็คือว่าถ้าจะต้องเอาหินเหล่านี้ไปถมทะเลปากบาราแล้วคนเหล่านี้เขาจะต้องเสียสละอะไรยังไง แค่ไหน และเขาจะได้รับผลประโยชน์อะไรบ้าง เขาได้รับผลกระทบอะไรบ้าง และพวกเขาจะมีส่วนร่วมอย่างไรในการตัดสินใจ” นายเลิศศักดิ์กล่าว

IMG_1431

อย่างไรก็ตาม แม้เวทีแสดงความคิดเห็น ค.1 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 จะถูกล้มเลิกไปในที่สุด และจะมีการจัดเวทีอีกครั้งภายใน 45 วัน แต่ชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก็มิอาจจะนิ่งนอนใจได้ว่าพวกเขาจะได้มีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง…

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *