เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กับการขับเคลื่อนภาคประชาชน ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

[จากบทความพิเศษ] เรื่อง การขับเคลื่อนภาคประชาชน: เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(SDG)ที่ 13 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รับมือและปรับตัวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ครอบครัว ชุมชน สู่การลดการปล่อย การรุกรับปรับตัว เพื่อลดความเสี่ยงและความเปราะบาง 

วันนี้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่ข้อตกลงปารีสซึ่ง 193 ประเทศทั่วโลกได้ให้การรับรองแล้ว ได้ตั้งเป้ารักษาอุณหภูมิไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ขณะนี้อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส เราก็ประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความรุนแรงและมีความถี่มากขึ้นแล้ว ชุมชนต่างๆได้รับความเสี่ยง และความเสียหายทั้งต่อชีวิต ที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจ ผลกระทบและความเสี่ยงจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นไปอีก เราต้องเร่งลงมือดำเนินการเพื่อให้โลกมีอุณหภูมิไม่เกิน 1.5 องศาเซสเซียส และจะต้องรับมือและปรับตัวให้อยู่รอดได้ภายใต้โลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น

untitled-1
ระดับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยโลก

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสังเกตเห็นได้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลที่เปลี่ยนไปไม่สามารถคาดการณ์ฤดูกาลได้เหมือนแต่ก่อน อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น จำนวนวันของฝนที่ตกนานมากขี้นหรือหดสั้นลงกว่าปกติ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วมและภัยแล้ง ที่มีความรุนแรงและยาวนาน รวมทั้งมีความถี่และขยายพื้นที่มากขึ้น เหล่านี้ส่งผลต่อเนื่องถึงในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการเกษตร ด้วยประชากรจำนวนกว่าครึ่งยังคงมีวิถีชีวิตและวิถีการผลิตทั้งด้านการเพาะปลูก การประมง ที่พึ่งพิงกับสภาพอากาศ ฐานทรัพยากรและความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ชุมชนจึงประสบความยากลำบากในการวางแผนการผลิต ส่งผลให้ผลผลิตของเกษตรกรเสียหายและปริมาณลดลง

untitled-2
เหตุการณ์ภัยพิบัติทั่วโลก ระหว่างปี พ.ศ. 2523-2555
untitled-3
จำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในประเทศไทย
untitled-4
ชุมชนเดือดร้อนและบ้านเรือเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก

กิจกรรมโครงการต่างที่มีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงอันเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อน การใช้ถ่านหินและโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก ประเทศไทยมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวนมาก ก็จะยิ่งทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะยิ่งมีความชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น

untitled-5
แผนที่แสดงตำแหน่งโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย

ในขณะที่ชุมชนมีความเสี่ยงและเปราะบาง กลับไม่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้ปรับตัว การดำเนินการของชุมชนผ่านแผนครอบครัวรับมือภัยพิบัติ เป็นความพยายามรับมือกับความเสี่ยงในปัจจุบัน อันจะเป็นรากฐานของความสามารถในการปรับตัวในอนาคต แต่ขาดการสนับสนุน และเพิ่มศักยภาพในการปรับตัวต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียและความเสียหายอย่างถาวร ยิ่งกว่านั้น โครงการขนาดใหญ่ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ, เขื่อน, เหมือง ฯลฯ ยังเป็นการทำลายทรัพยากรและระบบนิเวศในท้องถิ่นซึ่งชุมชนต้องพึ่งพิง ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อสุขภาพชุมชน และที่สำคัญ ละเมิดสิทธิชุมชน “คนพื้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม” เหล่านี้เป็นการลดและทำลายศักยภาพและขีดความสามารถของชุมชนในการรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

untitled-6
ผลกระทบต่อสุขภาพชุมชนจากกิจการเหมืองทองคำ
DCIM100MEDIADJI_0006.JPG
ทรัพยากรที่เสื่อมโทรมจากกิจการเหมืองทองคำ จ.พิจิตร

วาระพลเมือง

  1. ชุมชนต้องได้รับการสนับสนุนทั้งในด้านข้อมูลและทรัพยากรต่างๆ ในการประเมินความเสี่ยง ความเปราะบางต่อผลกระทบจากโลกร้อน และการจัดทำแผนชุมชน เพื่อนำไปสู่การลดความเสี่ยง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และวางแผนการปรับตัวทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว
  1. ชุมชนจะต้องมีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นและอย่างมีนัยสำคัญในการจัดทำแผนการรับมือและปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการตัดสินใจโครงการต่างๆ และการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้แน่ใจว่า โครงการต่างๆจะไม่ทำลาย ลดและบั่นทอนความสามารถในการรับมือและปรับตัวกับผลกระทบจากโลกร้อน
  1. มาตรการและนโยบายรวมทั้งกิจกรรมของรัฐและเอกชน จะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม และจะต้องให้ความเคารพ และไม่ละเมิดสิทธิของชุมชนในการเข้าถึงทรัพยากรและการมีสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย อันจะช่วยให้ชุมชนสามารถรับมือกับผลกระทบจากโลกร้อนและสามารถวางแผนในการปรับตัวจากผลกระทบในระยะยาวได้
  1. ประเทศไทยจะต้องเริ่มพิจารณาเรื่องความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) อันเป็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างถาวรจากการที่โลกร้อนขึ้นและความล้มเหลวในการดำเนินการปรับตัว ซึ่งอาจพิจารณาให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการชดเชยความสูญเสียและความเสียหาย หรือ การประกันความเสี่ยง โดยจะต้องตั้งอยู่บนหลักการความเป็นธรรมและผู้ก่อให้เกิดโลกร้อนเป็นผู้จ่าย
  1. เพื่อไม่ให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซนเซียส ประเทศไทยจะต้องมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญกับนานาประเทศ โดยประกาศเจตนารมย์ร่วมกับประเทศต่างๆ ในการเดินหน้าสู่พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 100ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยมีการกำหนดเป้าหมายพร้อมมาตรการส่งเสริมเป็นระยะๆ ทั้งนี้ในขั้นแรกจะต้องยกเลิกการใช้ถ่านหินและหยุดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ พร้อมทั้งหยุดให้การสนับสนุนและเงินอุดหนุนต่อเชื้อเพลิงฟอสซิล
  1. การตอบสนองความต้องการด้านพลังงานของประเทศจะต้องมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน การให้แหล่งพลังงานหมุนเวียนใหม่เข้าสู่สายส่งเป็นอันดับแรก และส่งเสริมให้ประชาชนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้อย่างกว้างขวาง และมีมาตรการเข้มข้นในการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยกเลิกแผนการใช้พลังงานแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนหรือนิวเคลียร์ ซึ่งจะทำลายทรัพยากรที่ชุมชนสามารถพึ่งพิงในการรับมือและปรับตัวจากผลกระทบจากโลกร้อนในระยะยาวได้
  1. กำหนดให้การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นวาระแห่งชาติ และมีบทลงโทษหากมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นก๊าซที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น พร้อมทั้งหยุดยั้งและยกเลิกโครงการขนาดใหญ่ เพราะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและก่อให้เกิดมลพิษ อันเป็นการทำลายความสามารถของชุมชนในการรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบจากโลกร้อน
  1. การเผาไหม้ในถ่านหินย่อมเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เสมอ ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและผลกระทบต่างๆตามมา เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดจึงไม่มีจริง และขณะที่ยังไม่มีเทคโนโลยีการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(Carbon Capture and Storage: CCS) ที่พิสูจน์ได้จริง แม้จะมีความพยายามในระดับโลกเพื่อพิสูจน์ถึงการจักดับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้พิภพ เทคโนโลยีนี้ยังไม่ได้รับการรับรองและมีการต่อต้านทั่วโลกถึงความถาวรในการกักเก็บและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมใกล้เคียงหากมีการรั่วไหล อีกทั้งราคาจะสูงลิ่วเราจึงไม่สามารถตั้งความหวังและลงทุนกับเทคโนโลยีที่ทั้งจะมีราคาแพงและไม่มีความชัดเจนถึงผลกระทบ ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีราคาถูก และนับวันจะยิ่งถูกลง พลังงานหมุนเวียนจึงเป็นทางออกของการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและจะต้องได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง
  1. ภายใต้การกำหนดทิศทางการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศในขณะนี้ การพิจารณาเพียงเป้าหมายที่ 13 หรือ SDG 13 (ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบ เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ) เพียงเป้าหมายเดียวนั้นไม่เพียงพอ จะต้องพิจารณาความเชื่อมโยงของเป้าหมายต่างๆร่วมกัน โดยเฉพาะ SDG 6, 7, 11, 12, 14 และ 15 และกำหนดทิศทางที่สอดคล้องกันเพื่อให้เกิดการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งในเรื่องการลดการปล่อย การรับมือ และปรับตัว

 

ที่มาบทความ: โครงการครอบครัวชุมชนลดโลกร้อนสร้างโลกเย็น  SGP/GEF
กลุ่ม Climate Watch Thailand

ที่มาภาพพาดหัว: สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *