ชาวนาในยุคเปลี่ยนผ่าน เดอะซีรีย์ (5) หลักประกัน

โดย ตาล วรรณกูล

“ข้าวนาปีขายหมดไปแล้ว โครงการจำนำยุ้งฉางเพิ่งจะมา ช่วยกันตรงไหน? ดูท่านาปรังก็จะแย่ เลยลองเปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นแทนอย่างที่เขาประกาศดูซิ จะเป็นยังไง นี่ก็ลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ดูสัก 5 ไร่ ลงถั่วเขียวสัก 10 ไร่” ลุงไสว จอมทอง เช่าที่เขาทำนา ที่อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ เล่าให้ผมฟังครั้งเมื่อเราพบกันโดยบังเอิญในท้องทุ่งอันเวิ้งว้าง

จะว่าไปแล้ว เรื่องนา เรื่องข้าว และชาวนา มีให้ได้รับรู้หลายเรื่องเลยทีเดียวครับ ไม่ใช่การรับรู้จากเอกสารวิชาการ หรือรายงานจากราชการใดใดหรอกน่ะครับ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จากคำบอกเล่าของชาวนาตัวเป็นๆ แน่นอนเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจมองว่า “ล้วนแล้วก็เป็นแค่เป็นคำกล่าวอ้างทั้งนั้น”  ดังนั้นผมจึงไม่อยากให้ใครเชื่อบทความของผมหรอกน่ะ แต่อยากให้คุณท่านทั้งหลาย ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ในทุ่งนาโน้น!

image1
ลุงไสว จอมทอง ชาวนา ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์

กลับมาที่เรื่องของลุงไสว

เมื่อประมาณปลายเดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ขณะที่ผมขับรถตะเวนไปตามทุ่งนาที่ตอนนั้น เหมือนจะเป็นทุ่งหญ้าไปแล้วบ้างบางส่วน เพราะหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี และชาวนาส่วนใหญ่ก็พบว่าราคาข้าวที่ขายไปเมื่อเทียบกับต้นทุนแล้วมันไม่ไหวจริงๆ การจะเริ่มลงมือทำนาอีกรอบก็ต้องคิดหนัก บวกกับโครงการที่เริ่มจะมีการพูดคุยกันอย่างแพร่หลาย คือโครงการปลูกพืชอื่นทดแทนการทำนาปรัง ชาวนาก็เริ่มคิดจะเปลี่ยน แต่จะเปลี่ยนอย่างไร ตัวอย่างหนึ่งที่ผมจะเล่าให้ฟังในบทความนี้ก็คือ ลุงไสว จอมทอง ชาวนา ใน ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ที่ลองปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แค่ 5 ไร่

“ที่ทั้งหมดตรงนี้ 19 ไร่ เช่าเขาทำปีละ 35,000 บาท” ลุงไสวเริ่มเรื่องเมื่อผมถามถึงสถานการณ์ข้าวนาปี ฤดูที่ผ่านมา “ได้ข้าวเยอะเหมือนกันน่ะ ตั้ง 16 เกวียน เอาไปขายได้เกวียนละ 5,500 บาท ก็ได้เงินมาประมาณ แปดหมื่นกว่าบาท เอาไปใช้หนี้ยังไม่พอเลย เพราะตอนเริ่มทำก็กู้เขามาหลายหมื่น บวกลบตอนนี้ เป็นหนี้สองแสนกว่าเกือบๆ สามแสนน่ะ ไหนจะค่าหลานไปโรงเรียน ค่าน้ำมันรถไถ ค่าปุ๋ย ค่ายา เมล็ดพันธุ์ สารพัดที่ต้องจ่าย ว่าถ้าใช้หนี้เขาหมดจะเลิกล่ะ ตอนนี้ก็อายุหกสิบกว่าแล้ว”

image7

ในพื้นที่นาที่ลุงไสวทำอยู่ มองรอบๆ ก็จะเห็นทั้งแปลงข้าวโพดที่ตอนนี้อายุต้นได้ประมาณ เดือนเศษๆ พื้นที่โล่งที่เพิ่งจะคราดเสร็จเพื่อเตรียมปลูกถั่วเขียว มีแปลงผักกวางตุ้ง คะน้า ผักชี และแปลงพริก ส่วนพื้นที่ว่างตามปลายนา ลุงไสวปลูกมะละกอ ชะอม มะเขือพลวง ซึ่งทั้งหมดลุงไสวบอกว่า “ทดลองทำดู”

“ขึ้นหลังเสือแล้วมันลงลำบาก พอถึงนาปรังปีนี้ไม่เอาแล้วข้าว กลัวจะขาดทุนเหมือนเก่า หนี้ก็บาน พอดีพวกพ่อค้าเขามาโปรโมทให้ลองปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ดู ก็เลยลองทำ”

“ลงทุนไปเท่าไรแล้ว?” ผมถาม

ลุงไสวนับนิ้ว คิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหันมาตอบ “ประมาณ หมื่นห้าแล้ว ทั้งหมด 5 ไร่ ค่าน้ำมัน ค่าปูนขาว ค่าปุ๋ยลองพื้น ค่าจ้างเขาปั่นดินพลิกดิน เพราะดินนาหน้าดินมันเป็นดินเหนียว น้ำไม่ซึม เลยต้องปรับสภาพดินใหม่หมด ให้ดินมันโปร่งหน่อย แล้วพักไว้สักเดือน รอให้ดินแห้ง ขอให้แห้งอย่างเดียว จากนั้นก็เริ่มหยอดเมล็ด นี่ลุงทำกับเมียสองคนน่ะ ไม่มีเงินจ้างคนมาช่วย ก็ดูเอาเถอะ ไม่ง่ายเลย”

“ไม่ง่ายยังไงล่ะลุง ผมคิดว่ามันก็น่าจะเหมือนทำนาข้าวไม่ใช่หรือ?” ผมถามต่อ

“นี่น่ะ จะบอกอะไรให้ เมล็ดพันธุ์นี่ ตองเจ็ด ถุงละ 3,500 ไปเอาเขามาก่อน ปุ๋ยลองพื้น 16-20-0 ลูกละ 700 ทั้งหมด 6 ลูก ไปเอาเขามาก่อน เดี๋ยวมีใส่ยูเรียอีก 6 ลูก เร่งต้นให้โต และจะออกดอกก็เร่งมันอีก 6 ลูก ตอนนี้เขาบอกราคามันขึ้น ห้าร้อยกว่าแล้ว สูบน้ำใส่แปลงนี่ก็ไม่ใช่น้อยๆ น่ะ ลองช่วยลุงคิดหน่อย ค่าน้ำมันเที่ยวละ 900 บาท ทุก 10 วัน ใส่น้ำที ตลอดอายุข้าวโพด 4 เดือนกว่าๆ สิบกว่าเที่ยวโน่นแหละ เป็นเงินเท่าไร ค่าน้ำมันนี่หนักเลย เพราะไปเอาเขามาก่อนไม่ได้ ต้องจ่ายเอง ที่ถามว่ามันต่างจากปลูกข้าวยังไง ก็นี่แหละ อีปลูกข้าวโพดมันใช้เงินเยอะกว่าปลูกข้าว แถมต้องประคับประคอง กว่าจะได้เป็นต้นแสนลำบาก”

ฟังดูแล้วก็ดูคล้ายลุงไสวก็กูเงินมาปลูกข้าวโพดเหมือนกันน่ะครับ อย่างที่ลุงบอกว่า “ไปเอาเขามาก่อน” นั่นก็แปลว่าลุงไสวต้องไปเชื่อต้นทุนการผลิต อย่างพวกเมล็ดพันธุ์ และปุ๋ยจากร้านมา และลุงก็บอกว่า “ต้องเอาไปขายให้เขา ขายให้คนอื่นไม่ได้ เพราะเขาจะต้องหักค่าของที่เราไปเชื่อเขามา” คุ้นๆ ไหมละครับ รูปแบบเกษตรพันธสัญญากลายๆ

image4

พอถามถึงเรื่องการขาย “อันนี้ต้องรอดูฝักว่าเป็นแบบไหน เล็กหรือใหญ่ เพราะลุงก็ไม่เคยเห็น แต่ปีที่แล้วเห็นพวกที่เขาปลูกกัน ขายสามสี่บาทต่อกิโลฯ แต่ลุงก็ไม่นึกว่ามันจะใช้เงินเยอะขนาดนี้ ก็น่ะไปลุ้นเอาตอนขายโน่นแหละ เจ้งก็เจ้ง ปีหน้าก็ไม่ทำ ปลูกข้าวต่อ”

“อ้าว อย่างนี้นี่ลุงจะทำยังไง เมื่อรู้ว่าราคาขายมันไม่พอทุน?”

“มองดูสิ ลุงยอมเสี่ยงซ๊ะที่ไหน อย่างน้อยลุงก็มีผักกวางตุ้ง คะน้า พริก เก็บขายวันต่อวัน พอได้เอาไปซื้อของกิน ให้หลานไปโรงเรียน ซื้อน้ำมันเลี้ยงข้าวโพด นี่กำลังเตรียมดินปลูกถั่วเขียว ถั่วเขียวนี่ปลูกกับฉีดยากันแมลงอย่างเดียว สองเดือนก็เกี่ยวได้แล้ว น้ำก็ไม่ต้องให้มาก ก็ประกันความเสี่ยงเราไป ลองดูปีแรก และคงจะปีเดียวเท่านั้นแหละ หนี้เยอะ ขืนทำต่อไป จมแน่”

“การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง” ทันใด ประโยคเด็ดในการโฆษณาประชาสัมพันธุ์การซื้อกองทุนของธนาคารก็โผล่แว่บขึ้นมาในหัวผม และหากนี่คือความเสียงของชาวนาในการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีแนวทางการรับประกันความเสี่ยงใดใดของการส่งเสริมไม่ว่าจะโดยใครก็ตาม จะประชารัฐ พ่อค้า นักวิชาการ หรือโครงการเลิศหรูสวยงาม แต่เอาเข้าจริง ชาวนาก็ต้องเผชิญกับ “ความเสี่ยง” เหล่านั้นด้วยตัวเองอยู่ดี

“ลุงว่า ถ้าไม่จัดการกับเรื่องต้นทุน ค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ เรื่องน้ำ เรื่องราคารับซื้อ ให้มันดูสมน้ำสมเนื้อ ชาวนาก็มีแต่ตายกับตายนั่นแหละ เสี่ยงสารพัดที่จะเสี่ยง แต่จะทำยังไงได้ เมื่อไม่มีใครช่วย ก็เอาอย่างนี้แหละว่ะ ตายไปพร้อมกับหนี้สินมันเสียเลย”

ผมเงยหน้ามองท้องฟ้า ดูจะสว่างใสไร้เมฆดำบดบัง แต่ทว่า ในใจผมมันขมุกขมัวอย่างบอกไม่ถูก

image6

image5

image3

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *