เด็ก G กว่าหกหมื่น ขอเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข

บทความและภาพ โดย สร้อยแก้ว คำมาลา

เมื่อฤดูหนาวมาถึง ภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้เด็กๆ หลายคนเจ็บป่วย แต่ยังมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ต้องพยายามรักษาตนเองไม่ให้เจ็บป่วย เพราะความเจ็บป่วยจะเป็นเรื่องใหญ่ของครอบครัวมาก เนื่องจากครอบครัวยากจน ไม่มีเงินมารักษา หากภาวะความเจ็บป่วยเกิดขึ้น แม้นทนไหวก็อดทน และให้ร่างกายเยียวยาตนเองไป แต่หากไม่ไหวจริงๆ และพวกเขาไม่มีเงินจ่าย พวกเขาต้องเซ็นรับการเป็นลูกหนี้โรงพยาบาล เด็กๆ ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลขั้นต้นนี้ คือ เด็ก G หรือ ถ้าเป็นนักเรียนก็เรียกว่า นักเรียนรหัส G

dsc_0210นักเรียนรหัส G หมายถึง นักเรียนที่ยังไม่มีบัตรประชาชนคนไทย (G ย่อมาจาก Generate หมายถึงการออกเลขประจำตัว 13 หลักที่ถูกกำหนดขึ้นโดยระบบ DMC) อันเกิดจากพ่อแม่ตกสำรวจ หรือการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานเรื่อยไปตามวิถีชีวิตดั้งเดิมโดยไม่รู้ว่าตนต้องเข้ามาเป็นสมาชิกของรัฐใดรัฐหนึ่ง  หรือบางคนพ่อแม่มีบัตรประชาชนคนไทย แต่พ่อแม่ได้เสียชีวิต จึงทำให้ต้องรอการพิสูจน์สิทธิ์ หรือ เหตุผลอื่นๆ ฯลฯ  ซึ่งส่วนใหญ่มักอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย

ย้อนกลับไปก่อนการประกาศพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 กลุ่มชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีปัญหาสถานะและสิทธิจำนวนหนึ่งเคยได้รับสิทธิขั้นพื้นฐษนด้านสาธารณสุขจากดครงการสวัสดิการสำหรับผู้มีรายได้น้อย (สปร.) และโครงการบัตรสุขภาพ 500 บาท ของกระทรวงสาธารณสุข ต่อมาเมื่อมีการประกาศ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2545  กฤษฎีกาตีความว่า ผู้มีสิทธิได้รับบริการด้านสาธารณสุข หมายถึงเฉพาะ “คนมีสัญชาติไทย” เท่านั้น ทำให้บุคคลเหล่านี้ถูกถอดสิทธิ์และสูญเสียสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขของรัฐนับแต่นั้น

จนเมื่อปี 2553 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 เพื่อการให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข แก่บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ จำนวน 475,409 คน และ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีมติเพิ่มเติมกลุ่มผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิ เข้าสู่กองทุนให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขตามมติ 23 มีนาคม 2553 อีกจำนวน 208,631 คน (รวมทั้งสองครั้ง684,040 คน) แต่ว่าก็ยังไม่อาจครอบคลุมผู้ประสบปัญหาสถานะและสิทธิทั้งหมดได้ ดังนั้น ในวันเดียวกัน (20 เมษายน 2558) คณะรัฐมนตรีจึงมีความเห็นว่า กลุ่มเด็ก G ยังขาดหลักฐาน จึงได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งเพื่อยืนยันความถูกต้องและรับรองการขึ้นทะเบียนของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเพื่อจะเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

แต่นับจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้เป็นเวลา 1 ปี 8 เดือนแล้ว ก็ดูเหมือนจะยังไม่มีความคืนหน้า ขณะที่กลุ่มเด็ก G ทั่วประเทศจากข้อมูลในสถานศึกษามีสูงถึง 67,433 คน อันเป็นผลมาจากยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการกำหนดสถานะและสิทธิของบุคคล ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยทุกกลุ่ม ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการขานรับมติด้วยการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548  จึงขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนราษฎร แต่ยังไม่มีสถานะที่ถูกต้องทางกฎหมาย โดยได้รับเงินอุดหนุนรายหัวในอัตราค่าใช้จ่ายรายหัวที่ให้กับเด็กไทย

dsc_0251

แต่ด้านการสาธารณสุขนั้น กลุ่มเด็กรหัส G ไม่มีโอกาสได้รับการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการสาธารณสุข ยกเว้น การฉีดวัคซีน และอุบัติเหตุ จึงทำให้หลายครั้งที่เด็กกลุ่มนี้เจ็บป่วย พ่อแม่ไม่กล้าพาไปหมอเพราะไม่มีเงินรักษา ขณะที่ทางครูหรือโรงเรียนเองก็ไม่อาจนิ่งดูดายหากว่าเด็กนักเรียนของตนเองเจ็บป่วย

นางสาวกัญญพัฒนศร ยวงใจ คุณครูจากโรงเรียนบ้านห้วยม่วง ได้กล่าวถึงนักเรียนของตนที่ไม่สบายเนื่องจากอาการปวดฟัน และพบว่าเด็กหญิงเป็นฝีหนองในช่องฟัน ต้องทำการรักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ แต่เด็กหญิงไม่มีบัตรประชาชนคนไทย สิทธิการรักษาพยาบาลไม่ครอบคลุม แต่อาการป่วยของเด็กก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะรู้ว่าเด็กไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีโอกาสเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข แต่คุณครูก็ตัดสินใจพาไปโรงพยาบาล ซึ่งปัญหาหลังการรักษาที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามคาดคือ เด็กมีฐานะยากจนไม่มีเงินจ่าย ผู้ปกครองต้องมารับสภาพลูกหนี้โรงพยาบาล ซึ่งหลังการรักษาเด็กหญิงจะต้องมาพบหมอตามนัด แต่เธอก็ไม่ค่อยกล้าจะกลับไปนักเพราะกลัว

ปัญหาของนักเรียนหญิงบ้านห้วยม่วงเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งท่ามกลางเด็กนักเรียนอีกหลายๆ คนที่ประสบปัญหาคล้ายกัน ดังนั้น พวกเขาต้องพยายามอย่าเจ็บป่วย หรือหากป่วยไม่มากก็รักษาตนเองที่บ้าน

เด็กชาย ซอ เซียมราย นักเรียนชั้น ป.4 ของโรงเรียนห้วยหมากเลี่ยม บอกว่า เขาใฝ่ฝันอยากเป็นคนทำงานในโรงพยาบาล อยากเป็นหมอ เพราะอยากช่วยเหลือรักษาคน แต่ทุกวันนี้จะไปไหนไกลก็ยังไม่กล้า กลัวว่าจะโดนจับ

dsc_0212

สิ่งที่หลายฝ่ายไม่ว่าทางเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์ , โรงเรียน , โรงพยาบาล และหลายๆ ฝ่าย เรียกร้องตรงกันต่อเรื่องนี้ คือ อยากให้ทางกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มสิทธิให้กับเด็กนักเรียนรหัส G จำนวน 67,433 คน ในการเข้าถึงกองทุนสิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข ซึ่งนักเรียนรหัส G นี้ เป็นกลุ่มบุคคลที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร (ท.ร.14) แต่ยังไม่มีสัญชาติ (หมายเหตุ : ด้วยว่าเป็นนักเรียนในระบบการศึกษาไทยทำให้เด็ก G ยังได้รับวัคซีน และการป้องกันโรคสำคัญที่เป็นนโยบายควบคุมโรคที่มีคำสั่งมาถึงโรงเรียน แต่โรคติดต่อและโรคไม่ติดต่ออื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้จะไม่ได้รับการคุ้มครอง)

นอกจากนี้ทางเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสถานะและสิทธิชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์ ยังได้เสนอเพิ่มเติมให้รวมถึงคนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย มีสิทธิอาศัยถาวร (เลขประจำตัวประเภท 3, 4, 5, 8) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กๆ และคนดั้งเดิมที่ตกสำรวจ จำนวน 66, 580 คน รวมเป็น 134,013 คน

%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%adนายสุมิตร วอพะวอ ผู้จัดการโครงการสถานะบุคคลและสิทธิพลเมือง องค์การแพลน สำนักงานประเทศไทย เห็นว่า การขอสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขให้พวกเขานั้น เราไม่ได้ขอเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเท่านั้น แต่เพื่อให้สังคมไทย ชุมชนไทย มีความเป็นอยู่ที่ดีด้วย เพราะผลกระทบของคนป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา เช่น หากเป็นโรคติดต่อขยายลุกลามสู่ชุมชน ผลเสียหายอาจจะยิ่งกว่าจำนวนเงินที่รัฐกำลังคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการสาธารณสุขในเบื้องต้นนี้อีก

ปัจจุบันโรงพยาบาลฝางมีหนี้สูญ อันเกิดจากไม่อาจเรียกเก็บจากผู้ที่มารักษาได้ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเภทอุบัติเหตุ) ประมาณ 10 ล้านบาทต่อปี ซึ่งการที่โรงพยาบาลต้องมีตัวเลขหนี้สูญเช่นนี้ทำให้โอกาสที่ทางโรงพยาบาลจะได้รับจากรัฐหลายด้านต้องหมดลงด้วย เพราะถูกประเมินว่าบริหารจัดการไม่ดี

ขณะที่เด็กนักเรียนรหัส G ของอำเภอฝางมีประมาณ 1,500 คน หากทางกระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งออกมาให้เด็กกลุ่มนี้มีสิทธิเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขได้ นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเด็กแล้ว ก็จะเป็นการช่วยเหลือโรงพยาบาลลดตัวเลขหนี้สูญลงด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *