ประเด็นสิ่งแวดล้อม ในยุทธศาสตร์ชาติ ฉบับ คสช. ประชาชนอยู่ตรงไหน?

บ่อยครั้งเรามักจะได้ยินประโยค “ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ” หรือ “เดินหน้าประเทศไทย” เป็นประโยคคุ้นหูมานับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจมาจากรัฐบาลพลเรือน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และเข้ามาเป็นรัฐบาล ผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆ ออนแอร์ ออนไลน์ และออฟไลน์ และบ่อยครั้งที่ เรามักจะได้ยินได้ฟังคำจากนายกรัฐมนตรี หรือใครต่อใครในรัฐบาลที่พูดซ้ำๆ ว่า “จะใช้เวลายี่สิบปีในการพัฒนาประเทศ” ซึ่งทั้งหมดนี้ เราในฐานะประชาชนของประเทศจะจับตาเฝ้ามองแผนยุทธศาสตร์ชาตินี้กันอย่างไร

Region Calling จะขอเริ่มจาก “ยุทธศาสตร์ชาติด้านสิ่งแวดล้อม” ก่อนเลย

เครือข่ายภาคประชาชน ในนาม People Go Network Forum ได้จัดทำเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นมา ชื่อ “จับตายุทธศาสตร์ชาติ เดินหน้ายุทธศาสตร์ประชาชน” โดยเนื้อหาในเล่มได้แบ่งเป็นประเด็นสำคัญในการจับตามองยุทธศาสตร์ชาตินี้ไว้หลายประเด็น เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา รัฐสวัสดิการ และสิ่งแวดล้อม เอาไว้อย่างละเอียด

10349

และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ใกล้ตัวคนไทยมากและน่าจับตามองอย่างยิ่งโดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน

สิ่งที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ที่คนไทยเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ต่างก็กากบาทลงในช่อง “รับร่าง” อันหนึ่งที่น่าสนใจในเรื่องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่เคยมี ในมาตรา 67 ของ รธน. ปี 2550 (อ่านเพิ่มเติม) ได้ถูกย้ายไปอยู่ในหมวด “หน้าที่ของรัฐ” ในมาตรา 58 ในร่าง รธน. ปี 2559 (อ่านเพิ่มเติม) นั่นก็หมายความว่า หลักการต่างๆ ที่สำคัญๆ ที่หมายถึงการมีสิทธิของประชาชนที่มีอยู่ใน รธน. ปี 2550 ได้หายไปแล้ว

ปรากฏการณ์หนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่เรารับรู้กันล่าสุดก็คือ การเร่งรัดร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. … จนนำไปสู่การผ่าน พ.ร.บ.แร่ ดังกล่าวของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2559 ที่ใช้เวลาในการร่าง 240 วัน และพิจารณา เพียงไม่ถึง 60 วัน ตามบทเฉพาะกาล ของ ร่าง รธน. 59 มาตรา 278 (อ่านเพิ่มเติม) โดยการผลักดันร่าง พ.ร.บ.แร่ ดังกล่าว ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเห็นได้ชัด (อ่าน ร่าง พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. …)

ซึ่งในเอกสารชุด จับตายุทธศาสตร์ชาติ เดินหน้ายุทธศาสตร์ประชาชน ได้เขียนถึงความกังวลต่อ พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ที่จะตราเป็นกฎหมายบังคับใช้ในเร็ววันนี้ ว่า

  1. การผลักดันร่าง พ.ร.บ. แร่ ฉบับใหม่ ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความล่มสลายอย่างรุนแรงต่อชุมชนทั่วประเทศได้
  2. การกันเขตทรัพยากรแร่ออกจากพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่นให้ชัดเจน ได้บัญญัติเนื้อหาเอาไว้ในหมวด การบริหารจัดการแร่ในพื้นที่พิเศษ คล้ายกันกับเขตเศรษฐกิจพิเศษในกฎหมายการค้าการลงทุนที่ยกเว้นมาตรการบังคับบางอย่างและให้สิทธิพิเศษเพื่อจูงใจการลงทุน โดยให้รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถกำหนดพื้นที่ใดให้เป็นเขตแหล่งแร่ เพื่อทำเหมืองแร่ได้เป็นอันดับแรก ก่อนการสงวนหวงห้ามโดยเปิดให้เอกชนประมูลพื้นที่แหล่งแร่นั้น
  3. การลดขั้นตอนการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ให้สั้นที่สุดเท่าที่จะสั้นได้ เพื่อความรวดเร็วต่อเอกชนที่จะเข้ามาลงทุน การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ความเห็นเพื่อพิจารณาอนุมัติ/อนุญาตจะถูกตัดทิ้งทั้งหมด
  4. จัดทำรายงาน EIA/EHIA สำหรับพื้นที่ที่มีแร่อุดมสมบูรณ์ที่ผ่านความเห็นชอบ EIA/EHIA แล้วเปิดให้เอกชนประมูลเพื่อเข้ามาทำเหมืองได้เลย

ซึ่งหลักการนี้ในร่างกฎหมายแร่ดังกล่าว เป็นหลักการที่ขัดและฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายสิ่งแวดล้อมหรือ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 (อ่านเพิ่มเติม)

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาล คสช. กำลังทำอยู่ขณะนี้คือ เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม โครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมชุมชน เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินสำหรับโรงไฟฟ้าเทพา โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินกระบี่ ท่าเรือปากบารา แลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล โรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าชีวมวล เหมืองแร่ และเขตเศรษฐกิจพิเศษ การใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ลดทอนมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของชุมชน ด้วยเหตุผลพัฒนาเศรษฐกิจ และเร่งรัดนโยบายการพัฒนา เช่น คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2559   คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2559 และการแก้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรชาติและสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 7/2558 ให้โรงไฟฟ้าขยะขนาดตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ ขึ้นไปไม่ต้องทำ EIA  เป็นต้น

โดยเฉพาะกรณีเหมืองแร่ ในยุครัฐบาล คสช. ได้มีการผลักดันนโยบายให้ประทานบัตรหรือต่ออายุประทานบัตรเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ปัญหาการจัดการมลพิษจากเหมืองแร่เดิมที่มีผลกระทบต่อชุมชนกลับไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาให้เกิดการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กรณีเหมืองทองคำจังหวัดเลย เหมืองทองคำจังหวัดพิจิตร เหมืองสังกะสีจังหวัดตาก และกรณีเหมืองตะกั่วคลิตี้จังหวัดกาญจนบุรี

เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติด้านสิ่งแวดล้อมที่ Region Calling หยิบยกเอาเนื้อหาบางส่วนมาจาก เอกสารจับตายุทธศาสตร์ชาติ เดินหน้ายุทธศาสตร์ประชาชน ที่ทางเครือข่ายภาคประชาชน ในนาม People Go Network Forum จัดทำขึ้น เพื่อชี้ชวนประชาชนชาวไทยได้เรียนรู้เรื่องสิทธิของตนเองที่พึงมีพึงได้ และสิทธิในการมีส่วนร่วมตรวจสอบการออกกฎหมายลูกต่างๆ ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2559

ประชาชนจะอยู่ตรงไหนของยุทธศาสตร์การพัฒนา ประชาชนจะมีสิทธิและมีส่วนร่วมในการกำหนดระเบียบกฎเกณฑ์เหล่านี้อย่างไร ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมจะเดินไปทางไหน ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ประชาชนต้องติดตามและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการออกกฎหมายที่ให้สิทธิชุมชนสามารถปฏิบัติการได้จริงในสังคมไทย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *